หนังสือชุด ๑๐๐ ปีขุนวิจิตรมาตราเรื่อง กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้ผู้แต่ง กาญจนาคพันธุ์สำนักพิมพ์ สารคดีเลขมาตรฐานหนังสือ 9744840064 นับได้ กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้ ว่าเป็นภาคต่อของหนังสือ เด็กคลองบางหลวงคือผู้เขียนกำลังจะเข้าโรงเรียน จึงได้ย้ายมาอยู่กับอาผัน อาแท้ๆ ของผู้เขียนผู้ซึ่งมีอาชีพเป็นช่างทำฟันมีชื่อเสียงบนถนนแพร่งนรา(ในเล่มจึงมีการเล่าเรื่องร้านหมอฟันและการทำฟันสมัยเมื่อร้อยกว่าปีก่อนด้วย)เมื่อผู้เขียนย้ายมาอยู่กับอา ก็ได้เที่ยวเล่นอยู่ในย่านนั้นเป็นเวลาหลายปีจึงได้รื้อความทรงจำนำเรื่องย่านต่างๆ ในเขตพระนครไม่ว่าจะเป็นย่านสามแพร่ง ถนนตีทอง ถนนเฟื่องนคร ถนนอัษฎางค์ ถนนราชินีถนนตะนาว ถนนดินสอ ถนนมหาราช ถนนสนามไชย ถนนมหาไชยถนนหน้าพระลาน ถนนท้ายวัง ถนนหน้าพระธาตุ ถนนราชดำเนินนอกถนนราชดำเนินกลาง ถนนราชดำเนินใน ถนนเจริญกรุง ถนนบ้านหม้อถนนราชวงศ์ ถนนบำรุงเมือง ฯลฯ ในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ต่อเนื่องมาเรื่อยๆ(ราวร้อยปีก่อน) มาเล่าให้เราฟังรวมไว้ในเล่มนี้ ซึ่งที่ผู้เขียนเล่านี้ ยอมรับว่าบางเราเรื่องก็นึกตามได้ยากเหมือนกันเนื่องด้วยว่ายุคสมัยต่างกันมากและภาพของสถานที่ต่างๆ ที่ผู้เขียนเล่าถึง เราก็ยังไม่แม่นพอบางครั้งผู้เขียนบอกเส้นทางวนไปมากลับมาที่เดิมอีกครั้งอ่านผ่านๆ ก็ทำให้เบลอได้ บางครั้งเมื่อถึงสี่แยก ผู้เขียนพูดถึงฝั่งตรงข้ามก็นึกตามไม่ถูกว่าฝั่งไหนมัวแต่งงๆ ความสนุกเลยลดลงไปอย่างน่าเสียดายแต่ผู้เขียนก็ได้ย้อนกลับมาเล่าซ้ำถึงบางสถานที่บ้าง เพราะถนนทอดตัดกันไปมาเมื่อเล่าถึงเส้นถนนที่เคยเล่าแล้วก็มีการเท้าความให้พอจำได้พออ่านซ้ำๆ เข้าก็เริ่มมีภาพในหัว ช่วยให้พอนึกตามได้บ้างและอ่านไปก็ต้องคอยเปิดแผนที่ประกอบไปด้วย การอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ เล่าเรื่องสมัยก่อนเราพบว่าหนังสือที่อ่านไปหลายเล่มเล่าเรื่องในยุคเดียวกันบางครั้งก็เล่าเรื่องเดียวกันอย่างเรื่องสนามน้ำจืด ซึ่งเป็นประปาแห่งแรกของเมืองไทยหรือเรื่องท่าช้างที่มีการพาช้างหลวงไปอาบน้ำเรื่องถนนสายเก่าอย่างเจริญกรุง บำรุงเมือง เฟื่องนคร ฯลฯรวมไปถึงย่านเก่าๆ ร้านค้า และผู้คนซึ่งแม้ผู้เขียนแต่ละท่านจะเล่าเรื่องเดียวกันแต่ประสบการณ์ของผู้เขียนก็ทำให้เรื่องเหล่านั้นมีหลายมุมมองไม่ซ้ำกันเราได้เก็บตกรายละเอียดจากเรื่องหนึ่งผสมกับเรื่องหนึ่งต่อเติมภาพในใจที่ไม่ค่อยชัดในคราแรกอ่านให้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อได้อ่านผ่านมุมมองของนักเขียนท่านอื่นๆ อีกเป็นต่อจิ๊กซอภาพประวัติศาสตร์ในหัวตัวเอง Read More →

เรื่อง บางกอกกับหัวเมืองผู้แต่ง เอนก นาวิกมูลสำนักพิมพ์ แสงดาวเลขมาตรฐานหนังสือ 974967331x บางกอกกับหัวเมือง เป็นหนังสือเล่มหนึ่งในชุดอันมีทั้งหมด 7 เล่มซึ่งผู้เขียนรวบรวมจากบทความที่เคยเขียนไว้ในวารสาร “วงการแพทย์”ซึ่งหนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ขึ้นเมื่อราว 20 ปีก่อนหักลบเวลาได้ความว่า เรื่องราวในภายหนังสือชุดนี้ (และเล่มนี้)เล่าถึงกรุงเทพมหานครเมื่อราวปี พ.ศ. 2470โดยที่ผู้เขียนตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ในแง่ของประวัติศาสตร์และค้นคว้าหาคำตอบ จดบันทึก และแบ่งปันมาเล่าให้เราฟัง เมื่อแรกอ่าน .. อ่านบทแรก เราสนุกและตื่นเต้นไปกับผู้เขียนมากทั้งๆ ที่ผู้เขียนเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ธรรมดาๆที่เรารู้สึกอย่างนั้นก็เพราะ ผู้เขียนเล่าเรื่องน่าติดตามเริ่มตั้งแต่เล่าถึงสิ่งที่มาจุดประกายความสงสัยต่อเหตุการณ์ในอดีตแล้วจึงเริ่มค้นคว้า เมื่อพบข้อมูลหนึ่งก็ตั้งข้อสงสัยต่อไปอีก ค้นคว้าอีก จนกว่าจะกระจ่างแจ้งเป็นกระบวนการค้นคว้างทางประวัติศาสตร์แบบไทยๆคือไม่ค่อยมีจดบันทึกอะไรอย่างเป็นทางการหนังสือที่มีคุณค่าที่เราเพิ่งรู้คือหนังสืองานศพสมัยโบราณที่มีการบันทึกประสบการณ์ส่วนตัวต่อสถานที่หรือผู้คนต่างๆซึ่งกว่าจะค้นพบไปถึงเรื่องที่เราสนใจก็ยากมากเป็นเรื่องของสัญชาตญาณและดวงแท้ๆ ทุกครั้งที่ผู้เขียนค้นพบข้อมูลใหม่ๆเราก็เลยสนุกและตื่นเต้นไปกับผู้เขียนด้วยเป็นอีกหนึ่งการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่สนุกอีกแล้ว ^^ ในบทต่อๆ มา ก็มีบางบทเล่าถึงเหตุการณ์เบ็ดเตล็ดในอดีตเล่าถึงเรื่องราวที่เคยลงในหนังสือพิมพ์เก่าๆผู้เขียนไม่ได้สืบสาวเป็นเรื่องราวเดียวกัน แต่จนบันทึกสั้นๆ เป็นเรื่องๆซึ่งก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แปลก และสนุกดี บ้างก็เป็นเล่าเรื่องการท่องเที่ยวให้เราได้เห็นถึงพื้นที่ ภูมิประเทศในสมัยนั้นในเล่มเล่าถึงการท่องเที่ยวเขางู ซึ่งทั้งเล่าจากการค้นคว้าข้อมูลเก่าและผสมข้อมูลปัจจุบัน (ขณะเขียน พ.ศ. 254x)นอกจากเรื่องราวบางกอกและหัวเมือง .. ผู้เขียนแถมเรื่องเล่าการท่องเที่ยวประเทศพม่าแถมไว้ในท้ายเล่มด้วย .. เสียดายแต่เพียงว่าเล่ารวบรัดและจบเร็วไปหน่อย    

เรื่อง ย้อนตำนานสะพานเก่าผู้แต่ง จุติสำนักพิมพ์ แสงดาวเลขมาตรฐานหนังสือ 9786165084826 ย้อนตำนานสะพานเก่า เป็นหนังสืออีกหนึ่งเล่ม ที่เล่าเรื่องราวในอดีตโดยที่ผู้เขียนเล่าประวัติศาสตร์เหล่านั้น ผ่านเรื่องราวของสะพานทั้งประวัติการก่อสร้าง ประวัติการบูรณะ ที่มาของชื่อสะพานรวมไปถึงประสบการณ์และความผูกพันที่ตัวผู้เขียนเองมีต่อสะพานนั้นๆ ด้วย สะพานไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงใช้สัญจรเดินทางข้ามแม่น้ำลำคลองแต่เพียงอย่างเดียวแต่ผู้สร้างยังคำนึงถึงความสวยงาม เหมาะสมและมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปตามสถานที่และเจตนาของผู้สร้างเมื่อตั้งใจดูให้ดี สะพานที่เราคุ้นชื่อ คุ้นหน้าตากันดีหลายสะพานมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่สวยงาม และเราไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน เราเคยไปเดินเล่นรอบเกาะรัตนโกสินทร์และมีโอกาสได้เห็นสะพานเก่าที่สวยงามและชื่อเพราะอยู่หลายสะพานเคยอยากทำความรู้จักมันมากขึ้น ..และนั่นคือความรู้สึกก่อนที่เราจะเจอหนังสือเล่มนี้ดีใจที่ตัดสินใจซื้อมันมา และดีใจที่ได้อ่านค่ะ ผู้เขียนเล่าถึงประวัติสะพาน อธิบายโครงสร้าง อธิบายหน้าตาพร้อมทั้งมีภาพประกอบของสะพานแต่ละส่วนอย่างละเอียด(ภาพถ่ายปี พ.ศ. 2552 เป็นช่วงที่ผู้เขียนเก็บข้อมูล)ความรู้อัดแน่น ข้อมูลชี้แจงชัดแจ้งไม่ซับซ้อน ภาษาอ่านง่าย และเพราะผู้เขียนเล่าเรื่องที่เราอยากรู้อยู่ก่อนแล้วเลยทำให้อ่านเพลินมาก ชอบมาก ฟินมากอ่านแล้วก็อยากจะไปเดินดูสะพานย่านฝั่งพระนครด้วยตาตัวเองเหมือนตอนที่อ่าน ชีวิตตามคลอง ของ ส.พลายน้อย แล้วอยากจะไปนั่งเรือเที่ยวคลองบ้างนั่นแหละ เราพบหนังสือเล่มนี้อยู่ในกองลดราคาของสำนักพิมพ์แสงดาว ในงานหนังสือปีหนึ่งอ่านจบแล้วอดเสียดายไม่ได้ เพราะหนังสือมีคุณค่ามากกว่าราคาที่ซื้อมามากนักอยากจะสนับสนุนผู้เขียน อยากจะอ่านเรื่องราวแบบนี้อีกอยากแนะนำให้ใครก็ต่อที่เห็นหนังสือเล่มนี้ ลองซื้อมาอ่านดูเถอะค่ะโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่รักพื้นที่รอบเกาะรัตนโกสินทร์อ่าน แล้วลองไปตามรอยเส้นทางของผู้เขียนกันดูมันต้องเป็นวันพักผ่อนที่ดีมากแน่ๆ 🙂    

ของเก่าเราลืม ชุดเรื่อง ลำคู รูคลองผู้แต่ง สรศัลย์ แพ่งสภาสำนักพิมพ์ พี.วาทิน พลับลิเคชั่น จำกัดเลขมาตรฐานหนังสือ – แซ่บตั้งแต่เริ่มอ่านเลยทีเดียวผู้เขียนสามารถเอาคำว่า บรรลัยจักรเข้าไปใส่ในคำนำได้อย่างหน้าตาเฉยภายในเล่มก็เล่าได้เสียดสี ประชดประชันถึงใจ .. สำนวนแสบสันต์ ดุเด็ดเผ็ดมันส์จนหลงลืมตัวไปว่านี่เรากำลังอ่านหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์!   ลำคู รูคลอง เล่มนี้ไม่ได้เล่าเรื่องแม่น้ำลำคลองแต่อย่างเดียวแต่เล่าประวัติศาสตร์ผ่านประสบการณ์ของผู้เขียน (พ.ศ. 2463 – 2552)ชื่อ ลำคู รูคลอง เป็นเพียงบทหนึ่งในเรื่องราวทั้งหมด(ภายในเล่มใช้ชื่อว่า ลำคู ลำคลอง) ผู้เขียนเปิดด้วยบทแรกที่กระตุกอารมณ์ให้ฮึกเหิม คึกคัก ตั้งแต่แรกอ่านเล่าเรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังของการเดินขบวนเรียกร้องดินแดนแถบฝั่งตะวันออกคืนจากประเทศฝรั่งเศส ในยุคสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงครามเล่าผ่านประสบการณ์ของผู้เขียน ซึ่งเป็นนิสิต คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ อยู่ในเวลานั้น นอกจากนั้น ผู้เขียนยังเล่าเรื่องยุวชนทหารเรื่องลูกเสือ พ่วงเรื่องงานฉลองรัฐธรรมนูญ และการประกวดนางงามเล่าเรื่องรถม้า ควบเรื่องการตัดถนนยุคแรกๆ เล่าเรื่องถนนเจริญกรุง เฟื่องนคร ฯลฯเล่าถึงช้างที่ชื่อว่าพลายมงคลซึ่งเราว่าน่าจะเป็นช้างเดียวกันกับ ช้างพลายมงคลผู้อาภัพ ที่เคยอ่านตอนเด็กๆเล่าเรื่องน้ำประปา เรื่องถนน เรื่องคลอง เรื่องเรือโดยสารสมัยนั้นเล่าเรื่องเครื่องบิน และการถือกำเนิดกองทัพอากาศไทยเล่าเรื่องมหกรรมการคล้องช้างที่รัฐบาลจัดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 8 ฯลฯในมุมที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียนเองป็นส่วนมากที่อ่านจากหนังสือประวัติศาสตร์เล่มอื่นแล้วเอามาเล่าต่อก็มีบ้างแต่เล่าด้วยสำนวนเฉพาะตัว เป็นเอกลักษณ์ของผู้เขียนเองทำให้หนังสือเล่มนี้ไม่ซ้ำกับหนังสือเล่มไหนๆ ตอนที่เราอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ยุคสงครามก็ปลุกใจฮึกเหิมให้รักชาติกันไปแต่พอมาอ่านประวัติศาสตร์เล่าเรื่องเมืองเก่าของเราแต่ก่อนแบบนี้มันชวนให้ปลงว่าไม่มีสิ่งใดจีรังสิ่งของใดเคยมีค่าเหลือคณา พอวันหนึ่งก็กลายเป็นของธรรมดามีกันทุกคนหรือกับบางสิ่งที่เคยธรรมดามองหาเห็นได้ตามบ้านพอมาอีกยุคกลายเป็นของหายาก มีค่ามีราคาไปเสียอย่างนั่นสถานที่ใดเคยหรูหราโอ่โถง คนดังคนทันสมัยแห่งยุคต้องไปให้ได้ถึงวันหนึ่งก็กลับซบเซากลายเป็นตรอกลับๆ เล็กๆ เอ่ยชื่อไปก็ไม่มีใครรู้จักวนเวียนเป็นวัฏจักรซ้ำแล้วซ้ำเล่า Read More →

สารคดีวิถีชีวิตคนไทยสมัยโบราณเรื่อง ชีวิตตามคลองผู้แต่ง ส.พลายน้อยสำนักพิมพ์ สายธารเลขมาตรฐานหนังสือ 9748468372 เมื่อตอนที่อ่าน ชีวิตของประเทศ ของคุณวิษณุ เครืองามคุณวิษณุได้เล่าถึงคลองและการขุดคลองสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ เอาไว้มากมายหลายคลองมีเรื่องราวที่น่าสนใจ มีประวัติในการขุดเพื่อการต่างๆ เชื่อมโยงชุมชนโบราณต่างๆซึ่งยังปรากฏชื่ออยู่จนทุกวันนี้ แต่มีหน้าตาต่างไปจากที่เราเคยรู้จักคลองสำเพ็ง เป็นคลองที่เรานึกหน้าตาไม่ออก ทั้งๆ ที่ไปสำเพ็งออกบ่อยคลองต่างๆ รอบเกาะรัตนโกสินทร์ยิ่งฟังดูไม่คุ้นหู นึกภาพไม่ออกทั้งๆ ที่เคยเดินรอบสนามหลวง และไปยังสนามที่ต่างๆ แถวนั่นมาไม่รู้กี่รอบหนังสือเล่มนี้ช่วยให้ความรู้เรื่องคลองเพิ่มเติมแก่เราหลังจากที่ ชีวิตของประเทศ เคยจุดประกายความสนใจไว้ ชีวิตตามคลอง ให้ภาพและเรื่องที่ละเอียดกว่าเพราะเจาะจงเล่าเรื่องคลองโดยเฉพาะซึ่งอ่านสนุกมาก มีทั้งภาพประกอบโบราณแต่คมชัดเราประทับใจภาพประกอบมากมันทำให้เรานึกภาพตามคำบรรยายได้ชัดเจนขึ้น ผู้เขียนเล่าถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเรื่องคลองต่างๆ ในกรุงเทพฯคนแก่ๆ อ่านเรื่องเก่าๆ แล้วนึกภาพตามนึกออกบ้างไม่ออกบ้างตามประสบการณ์ของแต่ละคนแต่ที่แน่ๆ อ่านจบแล้วอยากไปทริปนั่งเรือเที่ยวคลองย่านกรุงธนฯ กรุงเทพฯ เสียจริงๆเที่ยวไป เปิดหนังสือเป็นไกด์บุ๊คไปด้วย คงฟินไม่น้อย นอกจากเรื่องคลอง ผู้เขียนเล่าเรื่องตลาดเรือตลาดน้ำก็สนุกมากบรรยายข้าวของต่างๆ ที่ขนมาขายในเรือ ทั้งของใช้ของกินละเอียดลออโดยเฉพาะของกิน อ่านดึกๆ มีหิวได้เหมือนกัน(เราเป็นมนุษย์ผู้โดนตกได้ทั้งทาง fb ig และแม้กระทั่งอ่านหนังสือ >,<) ถ้าชอบอ่าน เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็กเชื่อได้เลยว่าคุณจะถูกใจสิ่งนี้ ^^  

เรื่อง เจ้ากรรมนายเวรผู้แต่ง ฐา-นวดี : สุพลสำนักพิมพ์ ดับเบิ้ลนายน์เลขมาตรฐานหนังสือ 9746048597 เนื้อเรื่องข้างล่างนี้ จะสปอยล์เนื้อหาค่อนข้างเยอะนะคะแม้จะพยายามละเว้นตอนจบไว้ แต่ในตอนจบ มันก็ไม่เหลืออะไรให้เดาแล้วแหละดังนั้น ใครที่ไม่อยากถูกสปอยล์ .. เราเตือนแล้วนะ ;P เจ้ากรรมนายเวร เป็นหนังสืออีกเล่มที่ถูกเขียนขึ้นภายหลังจากที่ละครถูกสร้างขึ้น ซึ่งจากละคร ก็นับเป็นเรื่องที่สนุกมากแหวกแนวไปจากละครเรื่องอื่นๆ ในยุคเดียวกัน (พ.ศ. 2543)แปลกตั้งแต่ให้นางเอกเป็นใบ้ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องจะมีบทพูดบ้างก็ตอนที่เธอเกิดในชาติอื่น หรือถูกผีสิง (ผีสิงให้พูด!!)มีพระเอกเป็นจิตแพทย์ ซึ่งเป็นผู้ที่ก่อกรรมเอาไว้กับเจ้ากรรมนายเวรทุกคนเขาเป็นผู้ปลุกกระแสกรรมของทุกคนให้ตื่นขึ้นมา ..และเขาจะต้องชดใช้ต่อสิ่งที่เขาได้กระทำลงไปทั้งหมด เจ้ากรรมนายเวร มีตัวละครที่ระลึกชาติได้หลายคนโดยที่ทุกคนเคยเกิดร่วมชาติกันครั้งหนึ่งและหลังจากนั้นต่างคนต่างก็ไปมีชีวิตของตนเองในอีกชาติที่ต่างๆ กันไปจนกระทั่งในชาตินี้ ทุกคนก็กลับมาเกิดร่วมชาติกันอีกครั้งในยุคปัจจุบันตัวละครทั้งหมดที่ว่า คือตัวละครที่มีชื่อว่า อิน จัน มั่น คง อยู่ ดีที่ถูกคัดเลือกมาทำพิธีสร้างประตูชัย ที่เมืองลพบุรีโดยคนทั้งหก จะต้องถูกฝังเอาไว้ในเสาประตูแต่ละเสาและสะกดวิญญาณเอาไว้ให้เฝ้าเสาเหล่านั้นในขณะที่ทำพิธีนี้เอง ได้มีร่างของบุคคลคนที่ 7 ที่ถูกนำมาวางรอไว้ในหลุมด้วยและบุคคลคนที่ 7 นี่เอง ที่ทำให้พิธีกรรมเกิดพลิกผัน และผูกพันกลายเป็นเวรกรรมต่อกันมาซึ่งเหตุการณ์อันเป็นต้นกระแสแห่งกรรมที่ผูกพันทุกคนร่วมกัน –ได้เกิดขึ้นในยุคสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั่นเอง เรื่องถูกเปิดขึ้นกลางพิธีนั้นเอง .. ในขณะที่เชือกที่ผูกเสาถูกตัด และเสานั้นหล่นลงมาในหลุม นอกจากร่างของนางดีที่ถูกวางไว้ที่ก้นหลุมของนางแล้วยังมีร่างของท้าวทรงวาดซึ่งกำลังต้องครรภ์แก่ใกล้คลอดอยู่อีกคนด้วยนาทีที่เสาตกลงมา ได้ทำให้เด็กที่อยู่ในท้องคลอดออกมาและตายไปพร้อมกับคนทั้งสองในหลุมนั้นด้วยเสียงร้องของเด็ก ได้ทำลายพิธีอันศักดิ์สิทธิ์คนทั้งเจ็ดคนนี้จึงไม่ถูกสะกดวิญญาณ และได้กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกครั้ง นายอิน ได้กลับชาติมาเกิดเป็นจมื่นทองสุก Read More →

เรื่อง นิราศสองภพผู้แต่ง ฐา-นวดี : สุพลสำนักพิมพ์ ดับเบิ้ลนายน์เลขมาตรฐานหนังสือ 9746601008 แม้ นิราศสองภพ เล่มนี้จะถูกเขียนขึ้นภายหลังจากที่ละครจบลงแล้วแต่เนื้อหาภายในเล่ม ก็ไม่ได้เป็นบทละครเป๊ะๆ อย่างที่นึกกลัวภาษาสละสลวยพอใช้ แม้สำนวนจะดูละครๆ ไปบ้างตัวละครจะทำอะไรดูไม่สมเหตุสมผลไปบ้าง ตามขนบละครไทยยุคก่อนและด้วยเหตุที่ตัวละครทำอะไรที่ไม่คิดบ่อยๆ นี่แหละที่ทำให้ผู้เขียนพาตัวละครไปเจอเหตุการณ์ที่หลากหลายเสี่ยงภัย และได้ประสบการณ์ต่างๆ ให้ผู้อ่านได้สนุกโลดโผนไปด้วย นิราศสองภพ ถ่ายทอดความโหดร้ายของมนุษย์ในยุคสงครามอันที่จริงต้องบอกว่า ถ่ายทอดความโลภของมนุษย์หลากหลายประเภทโดยที่สงครามเป็นปัจจับที่บีบเค้นให้คนเราแสดงธาตุแท้ออกมามากขึ้นและความเลวร้ายทั้งปวงเหล่านี้เอง ที่ทำให้เราสูญเสียกรุงศรีอยุธยา ..เมืองอันเป็นเมืองหลวง เป็นบ้านเกิดเมืองนอนเป็นที่พักพิงอาศัย เป็นชีวิตและสถานที่สืบวงศ์พงพันธุ์   ผู้เขียนเล่าเรื่องโดยให้ บัวบุษยา นางเอกของเรื่องเป็นผู้เล่าใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งคือ “ฉัน” แทนตัวบัวบุษยาเล่าเรื่องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเธออ่านไปก็คล้ายกับการอ่านบันทึกของเธอไปด้วยไม่ได้อ่านนิยายที่ใช้วิธีเล่าแบบนนี้นานแล้วแต่เนื้อเรื่องก็ไม่ได้ใช้วิธีเล่าแบบเดียวไปทั้งหมดบางครั้งก็ถูกตัดสลับเล่าเรื่องในมุมอื่น ที่ไม่ได้ผ่านมุมมองของเธออยู่บ้าง บัวบุษยา เป็นบุตรสาวนายธนาคารใหญ่ในยุคฟองสบู่แตกเธอเกิดปัญหาชีวิตบางอย่างอันเป็นเหตุให้ต้องตกลงไปในแม่น้ำ แล้ววาร์ปไปยังอดีตในช่วงเวลา .. ราวห้าเดือนก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกชีวิตในอดีตของบัวบุษยา จับพลัดจับผลูไปอาศัยอยู่กับครอบครัวคนจีนแซ่ไห่จากเมืองไห่เฟิง (เมืองเดียวกับตระกูลของพระเจ้าตากสิน)ครอบครัวของเจ้าสัวไห่ เป็นครอบครัวค้าขายมั่งคั่งหัวหน้าครอบครัวคือเจิ้งไห่ ซึ่งตายไปก่อนหน้านี้แล้วเหลือแต่เพียงจันหอมผู้เป็นแม่ เทียน บุตรชาย และส้มหอม บุตรสาวโดยที่เทียน หรือเฉินเสี่ยวเทียน มียศเป็นหมื่นเทียนเข้ารับราชการเป็นหัวหมู่สอดแนม กองอาทมาตตะวันตกอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของพระยาพลเทพ .. คนดังแห่งยุค ซึ่งในเรื่องนี้ พระยาพลเทพยังคงรับบทเป็นตัวร้ายเช่นเดียวกับหลายๆ เรื่องที่ใช้ฉากเรื่องในยุคกรุงแตก (หนึ่งด้าวฟ้าเดียว เป็นต้น) ครอบครัวของพระยาพลเทพในเรื่องนี้ มีภรรยาชื่อปริกมีบุตรชายบุตรสาวคือหลวงเชิดและชงโคซึ่งบุตรทั้งคู่ของพระยาพลเทพ ต่างก็หมายปองบุตรชายบุตรสาวของจันหอมคือเทียนกับส้มหอม Read More →

เรื่อง ตามรอยเจ้าอนุวงศ์คลี่ปมประวัติศาสตร์ไทย – ลาวผู้แต่ง สุเจน กรรพฤทธิ์สำนักพิมพ์ สารคดีเลขมาตรฐานหนังสือ 9789744843517 จากคำนำผู้เขียน ..ตามรอยเจ้าอนุวงศ์ เล่มนี้ไม่ได้สื่อถึงประวัติศาสตร์ –ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าอนุวงศ์เพียงอย่างเดียวแต่ผู้เขียนมีเจตนาสะท้อนให้เห็นไปถึงระบบการเรียนประวัติศาสตร์ของบ้านเราที่ล้วนต่างติดอยู่ในกรอบแห่งความรักชาติ คลั่งชาติหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์ให้น้ำหนักในส่วนที่เราเป็นฝ่ายถูกกระทำและละเลยในส่วนที่เราเป็นผู้กระทำ ..  ผู้เขียนจึงหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่มองประวัติศาสตร์จากทั้งสองฝ่ายคือไทยและลาวเป็นการมองนอกกรอบแห่งการรักชาติซึ่งเมื่ออ่านเจตจำนงค์ของผู้เขียนแล้ว เราก็กลัวว่าผู้เขียนไม่ได้ตั้งทัศนคติเพื่อยืนอยู่ตรงกลางหากแต่ปมในใจ จะพาเขาไปยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของคำว่านอกกรอบ แต่เมื่ออ่านจนจบทั้งเล่ม ก็พบว่าเนื้อหาในเล่มเป็นกลาง ไม่ได้เอนเอียงไปทางด้านใดผู้เขียนลงหลักฐานทั้งหมดเท่าที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งของฝ่ายไทย ลาว และหลักฐานอื่นๆ เท่าที่เกี่ยวข้องเอาไว้อย่างรอบด้านอ่านต่อเนื่องได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อ และสนุกดีหลักฐานต่างๆ ก็ชวนให้เราคิดไปในมุมมองของเราบ้างซึ่งเหมือนบ้าง ต่างบ้าง กับทั้งผู้เขียน และทั้งหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ เราเองอ่านประวัติศาสตร์ (ผ่านนิยาย) มาติดๆ กันหลายเล่มในช่วงนี้ก็เห็นได้ชัดเช่นกันว่า ประวัติศาสตร์ไทยที่แท้จริง –ไม่ได้เหมือนที่เขาสรุปให้เราเห็นเป็นชิ้นเป็นอันในหนังสือเรียนเท่าไรนักหรอกจากบันทึกทางประวัติศาสตร์เพียงสั้นๆ หนังสือแต่ละเล่มตีความไปต่างกันราวฟ้ากับดินเรื่องราวเดียวกันแท้ๆ เมื่อมองจากคนละมุม ก็กลายเป็นคนละเรื่อง ไม่ต้องนึกไปไกลถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ก็ได้เอาแค่เรื่องที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของเรา เรายังไม่สามารถรับรู้ความเป็นจริงได้เลยดังนั้น กับเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ เรายิ่งไม่ควรยืดถือ เชื่อถือไปเสียทั้งหมดคิดทุกครั้งที่ได้อ่าน ได้รู้ หรือแม้แต่ได้เห็น ได้ยินไม่มีอะไรดีไปกว่าการใช้หลักกาลามสูตรทั้งสิบประการของพระพุทธเจ้า ภายใน ตามรอยเจ้าอนุวงศ์ เล่มนี้ผู้เขียนใช้วิธีเขียนแบบหนังสือสารคดีบอกเล่าพระราชประวัติของเจ้าอนุวงศ์ตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์เล่าถึงสาเหตุที่ทรงพลัดบ้านพลัดเมืองมาเป็นองค์ประกันที่กรุงธนบุรีคาบเกี่ยวเรื่อยมาจนถึงกรุงเทพมหานครไล่เรียงไปจนกระทั่งถึงเหตุการณ์ที่คนไทยเรียกกันว่า กบฏเจ้าอนุวงศ์และเล่าไปจนถึงวาระสุดท้ายในพระชนม์ชีพด้วยหลักฐานทั้งจากฝั่งไทยและฝั่งลาว มีลงพื้นที่จริงไปดูสถานที่จริง ไปพูดคุยกับผู้คนในพื้นที่ ..เล่าถึงความยากลำบากในการทำงานทางประวัติศาสตร์โดยมีการแทรกแซงจากการเมือง ฯลฯ หลายประโยคที่ผู้เขียน รวมทั้งนักประวัติศาสตร์ท่านอื่นๆ ได้กล่าวไว้ในเล่มนี้ก็ชวนให้เราสะดุดใจคิดอะไรบางอย่างและหลายประโยคที่ผู้เขียนตั้งคำถาม Read More →

  เรื่อง ผลัดแผ่นดินผู้แต่ง สุกิจ สุวานิชสำนักพิมพ์ นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786160416028 ผลัดแผ่นดิน เริ่มต้นเรื่องเกือบจะช่วงเวลาเดียวกับกับที่ ชีวิตของประเทศ เปิดเรื่องคือบอกเล่าประวัติศาสตร์ตั้งแต่ครั้งที่รัชกาลที่ 1 เริ่มตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ไปจนกระทั่งสิ้นสุดรัชกาลที่ 4 ขึ้นรัชกาลที่ 5แต่ ผลัดแผ่นดิน เล่าด้วยภาษาที่ง่ายกว่า เห็นภาพได้มากกว่าสิ่งที่แตกต่างไปก็คือการตีความ เรื่องราวในประวัติศาสตร์นั้นยังคงเดิมแต่ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนซึ่งมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์นั้นแตกต่างไปเป็นอีกแบบ ผลัดแผ่นดิน เป็นการเล่าประวัติศาสตร์ในรูปแบบของนวนิยายหากแต่ในเล่มนี้ไม่มีตัวละครสมมติเลยทุกพระองค์และทุกท่าน ล้วนแต่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ทั้งสิ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นพระบรมราชวงศ์ และเป็นขุนนางคนสำคัญๆ ทั้งนั้น ผลัดแผ่นดิน จึงเป็นหนังสือที่อ่านง่าย ซื่อตรง แต่ก็ไม่ซับซ้อนเป็นข้อดีที่กลายเป็นข้อเสียไปด้วย คือทำให้มันดูไม่สมจริงในส่วนของนิยายพระราชดำริและพระราชดำรัสต่างๆ ไม่หนักแน่นสมจริงพอคำพูดของบรรดาข้าหลวงขุนนางที่ยุยงส่งเสริมก็ดูเป็นละครหลังข่าวโดยรวมคือดีต่อการอ่านเพื่อทำความเข้าใจในประวัติศาสตร์แต่ไม่ดีต่อความรู้สึกด้านความสละสลวย หรือจรรโลงใจ เมื่อเราหยิบ ชีวิตของประเทศ และ ผลัดแผ่นดิน มาอ่านต่อกันเรามองว่าหนังสือสองเล่มนี้เป็นหนังสือคู่ขนานกันเลยทั้งสองเล่มเล่าเรื่องในช่วงเวลาเดียวกันแทบจะเป๊ะๆ เลยขึ้นอยู่กับคนอ่านว่าจะชอบแบบไหนสำหรับเรา ถ้าสลับกันมาอ่าน ผลัดแผ่นดิน ก่อน แล้วค่อยไปอ่าน ชีวิตของประเทศ ทีหลัง ก็จะทำให้อ่านเล่มหลังได้เข้าใจง่ายขึ้นแต่เราอ่าน ชีวิตของประเทศ มาก่อน พอมาอ่าน ผลัดแผ่นดิน จึงไม่ค่อยเหลืออะไรใหม่ให้ตื่นตาตื่นใจมีเพียงมุมมองของผู้เขียนให้คอยติดตามเท่านั้น ซึ่งก็ยังถือว่าอ่านได้เพลินๆ ดีและเป็นหนังสือที่อ่านง่าย อ่านเร็วว่า ชีวิตของประเทศ มากๆๆๆๆ บอกไม่ได้ว่าชอบเล่มไหนมากกว่ากันความรู้สึกที่มีต่อทั้งสองเล่ม คู่คี่สูสีมากๆชอบบางอย่างจากบางเล่ม แต่ไม่ที่สุดทั้งสองเล่มค่ะ Read More →

เรื่อง ชีวิตของประเทศ ผู้แต่ง วิษณุ เครืองาม สำนักพิมพ์ มติชน เลขมาตรฐานหนังสือ 9789740215141 เราใช้เวลาอ่าน ชีวิตของประเทศ นานเกือบหนึ่งเดือนเต็ม เป็นการอ่านที่ยาวนานเกินธรรมดามาก แถมยังอ่านไม่ค่อยปะติดปะต่อ พออ่านจนถึงตอนจบ ก็ลืมเรื่องราวตอนต้นไปเสียเกือบหมดแล้ว จะเล่ายังไงดีละ? ชีวิตของประเทศ เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อันที่จริงเล่ามาตั้งแต่ช่วงหลังกรุงศรีอยุธยาแตกเลยด้วยซ้ำ เล่าถึงความยากลำบากของผู้คนในยุคก่อร่างสร้างเมือง เป็นยุคแห่งการเริ่มต้น ยุคแห่งความหวัง และยุคแห่งความไม่แน่นอน ผู้เขียนได้เล่าถึงแผ่นดินของพระเจ้าตากสินเอาไว้เป็นการเริ่มต้น ในช่วงที่เพิ่งเปิดเรื่องนั้น ตัวละครชุดแรกที่ออกมาเล่าเรื่องให้เราฟัง ล้วนแต่เป็นตัวละครที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ ทั้งสิน (พระเจ้าตากสินมหาราช) , เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช), นายบุนนาค (เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา ต้นตระกูลบุนนาค), คุณหญิงนาค (สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี), นวล (เจ้าคุณพระราชพันธุ์นวล), ท่านทอง, ท่านสั้น, เจ้าขรัวเงิน, พ่อฉิม (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย), แม่ฉิมใหญ่ (เจ้าจอมมารดาฉิมใหญ่), บุญมา (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท), บุญรอด (สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์) ฯลฯ มีตัวละครสมมติของผู้เขียนอยู่แต่เพียงครอบครัวของหมอชั้น อันประกอบไปด้วยหมอชั้นและแม่เพ็งภรรยา ต่อมาจวบจนขึ้นแผ่นดินใหม่รัชกาลที่หนึ่ง ครอบครัวของหมอชั้นจึงขยับขยายขึ้น Read More →