เรื่อง อิ่มสุขภาพ around Bangkokผู้แต่ง เพชรภี ปิ่นแก้วสำนักพิมพ์ I AM Bookazine ในเครือสำนักพิมพ์ คอร์ฟังก์ชั่นเลขมาตรฐานหนังสือ 9786169026099 อิ่มสุขภาพ around Bangkok เป็นหนังสือรวมร้านอาหารเพื่อสุขภาพที่กระจายตัวอยู่ทั่วกรุงเทพมหานครโดยแบ่งหมวดหมู่ละเอียดออกเป็นประเภทต่างๆ อย่างเช่นร้านอาหารมังสวิรัติ ร้านอาหารเจ ร้านอาหารแมคโครไบโอติกส์ร้านอาหารแบบ raw food และร้านอาหารเฉพาะทางอีกมากมาย ซึ่งแต่ละร้านก็มีเมนูที่น่าสนใจแตกต่างกันไปบางร้าน หนังสือมีข้อมูลให้เยอะมากแต่บางร้านก็แทบไม่มีข้อมูลอะไรเลย นอกจากนี้ ภายในเล่มยังสอดแทรกวิธีการกินเพื่อสุขภาพแบบต่างๆ เช่นการกินอาหารตามธาตุ การกินตามหมู่เลือด การกินเจ และมังสวิรัติ ในแบบต่างๆ ฯลฯ อิ่มสุขภาพ around Bangkok เป็นคู่มือร้านอาหารอีกเล่มที่ถูกตีพิมพ์มานานหลายปีแล้วซึ่งเมื่อเราหยิบมาอ่านวันนี้ ข้อมูลจึงค่อนข้างเก่าแล้วหลายร้านลองเสิร์ชหาข้อมูลไม่ค่อยเจอ คาดว่าปิดไปแล้ว แต่สิ่งที่เราได้จากหนังสือเล่มนี้คือเราได้หยิบเก็บไอเดียวเมนูต่างๆ ไปประยุกต์ดัดแปลงทำกับข้าวในแต่ละมื้อเป็นหนังสือที่อ่านได้เพลินๆ ..ในช่วงวันเวลาที่อยู่บ้านนานกว่าหลายปีที่ผ่านมา ถ้าถามว่าช่วงโควิดฯ ที่ผ่านมาเราอ่านอะไรเล่มนี้เป็นหนึ่งในเล่มที่เราเลือกหยิบมาเปิดอ่านค่ะ 🙂    

เรื่อง Sweeter Tokyoผู้แต่ง กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณสำนักพิมพ์ พรีมา พับลิชชิง (จัดจำหน่าย)เลขมาตรฐานหนังสือ 9786169034742 Sweeter Tokyo เป็นหนังสือที่กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ หรือเม ผู้เขียนตั้งใจที่จะเดินทางไปกินขนมหลากเมนูในญี่ปุ่นเจาะพื้นที่โตเกียวทุกภาคส่วนเสาะหาขนมฝรั่งกลิ่นอายญี่ปุ่นเมนูต่างๆ มาชิม มาเปรียบเทียบและเล่าสู่กันฟังเป็นหนังสือเล่มนี้ เมจริงจังมาก เธอไปโตเกียวเพียงแค่ 5 – 6 วันแต่กินขนมไปเยอะมากเหมือนทุกวันที่ผ่านมาไม่ได้กินข้าวกินปลากันเลยวันละ 2 – 3 ร้าน ร้านละ 2 – 3 อย่างเมไปเพื่อรีวิวขนมจริงๆสมกับเป็นทริป ‘ทัวร์ขนม’ อย่างที่เจ้าตัวเรียกนั่นแหละ เราซื้อหนังสือเล่มนี้มาด้วยความใฝ่ฝันอยากจะไปกินขนมอร่อยๆ ตามรอยเมสักครั้งแต่สุดท้าย เมื่อถึงวันที่ได้ไปญี่ปุ่นเข้าจริงๆเรากลับไม่ได้แวบไปดูหน้าร้านเหล่านั้นเลยสักร้าน ..นั่นแหละ .. มันผ่านมาตั้งนานแล้ว มันเป็นความหวังความฝันครั้งเก่าซึ่งก็ได้แปรเปลี่ยนไปทีละเล็กละน้อยในทุกๆ วันแต่ถึงอย่างนั้น หนังสือของเม ก็ได้ทิ้งบางอย่างเอาไว้ในใจเรา ในตัวตนของเรา แนะนำให้รู้จักกันสักนิดค่ะเม กุลพัชร์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้เขียนหนังสือทำขนมชื่อ may made ออกมาติดกันก่อนหน้าเล่มนี้ถึง 4 เล่มนอกจากนี้ เมยังเป็นเจ้าของร้านขนมที่เรารู้จักกันดีในนาม after youafter Read More →

เรื่อง ผักชี ใบหอม โหระพา สะระแหน่ผู้แต่ง สีมนสำนักพิมพ์ วิริยะเลขมาตรฐานหนังสือ 9749135172 ผักชี ใบหอม โหระพา สะระแหน่ เป็นเล่มต่อจาก อาหารไทยบนโต๊ะฝรั่งที่เราเพิ่งอ่านจบไป เนื้อหาก็ต่อเนื่องกันเพราะคัดมาจากคอลัมน์เดียวกันในนิตยสารสตรีสาร เมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วแต่ที่แตกต่างจากเดิมนิดหน่อยคือเล่มนี้ ผู้เขียนพาเราออกจากครัวของเลอคาเฟ่ไปเยี่ยมเยียนครัวเพื่อนบ้านชาวเยอรมันหลายบ้านซึ่งกำลังเห่ออุปกรณ์ประกอบอาหารต่างๆ ที่เริ่มฮิต เริ่มอินในช่วงนั้นอย่างเช่นอุปกรณ์ในการทำฟองดู หรือแม้แต่กระทะจีนอย่างที่เรียกกันว่าว็อก ฯลฯ เล่าเรื่องการจัดการขยะของชาวเยอรมันซึ่งคงจะฟังดูยุ่งยากวุ่นวายในยุคนั้น(ยุคที่คนไทยยังใช้ใบตองในการห่อเนื้อ ห่อหมูหรือซื้อปลาเป็นๆ ทั้งตัวใส่ตะกร้าจ่ายตลาด)แต่พอถึงยุคสมัยนี้ เราต่างเข้าใจกันดีถึงกระบวนการแยกขยะแบบนั้นเพราะในตอนนี้ เราเองก็มีขยะล้นเหลือไม่แพ้ชาวเยอรมัน (เมื่อหลายสิบปีก่อน) นอกจากเรื่องในครัว ผู้เขียนได้เล่าเรื่องของคนไทยในเยอรมันที่บ้างเกิดเหตุให้มีปัญหาทางภาษากับส่วนราชการของเยอรมันต้องรบกวนผู้เขียนไปเป็นล่ามในการเจรจา ในงานแต่งานบ้างในสถานีตำรวจบ้าง และในศาลบ้างล้วนแล้วแต่เป็นประสบการณ์ไม่ธรรมดาทั้งนั้น นอกจากนี้ ในช่วงที่ผู้เขียนเล่าถึงอยู่นี้เป็นช่วงเดียวกันกับที่เยอรมันตะวันออก และเยอรมันตะวันตกกำลังเข้าสู่กระบวนการรวมประเทศผู้เขียนได้เล่าถึงสถานการณ์ในช่วงนี้เอาไว้อย่างสนุกและน่าสนใจเล่าถึงผู้คนจากเยอรมันตะวันออก ที่พากันอพยพเข้าสู่เยอรมันตะวันตกได้เข้ามาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในเลอคาเฟ่ก็หลายคนแม้กระทั่งต่อเมื่อสถานการณ์ปลอดภัย เสถียรดีแล้วผู้เขียนยังพาเราไปเที่ยวชมเยอรมันตะวันออก ในยุคที่เพิ่งพ้นจากการปกครองของคอมมิวนิสต์ด้วย แม้เรื่องเล่าจะแตกต่างออกไปแต่สำนวนและวิธีเล่าของผู้เขียนยังคงอ่านสนุกไม่แพ้เล่มแรกยังคงแฝงอารมณ์ขัน การมองโลกในแง่ดีและสร้างรอยยิ้มให้เราขณะอ่านได้เสมอเป็นหนังสือดีๆ ที่น่าอ่านค่ะ 🙂  

เรื่อง อาหารไทยบนโต๊ะฝรั่งผู้แต่ง สีมนสำนักพิมพ์ วิริยะเลขมาตรฐานหนังสือ 9749135180 อาหารไทยบนโต๊ะฝรั่ง นั้น แรกเริ่มเดิมทีได้ถูกตีพิมพ์ลงเป็นตอนในนิตยสารสตรีสาร (ในยุคสมัยเดียวกันกับที่เราได้อ่าน เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก)ต่อมาได้ถูกตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ ต่อเนื่องกันสองเล่มคือ อาหารไทยบนโต๊ะฝรั่ง เล่มนี้กับ ผักชี ใบหอม โหระพา สะระแหน่ เล่มที่เรากำลังจะอ่านต่อจากนี้ อาหารไทยบนโต๊ะฝรั่ง เป็นผลงานเขียนของคุณสีมนผู้เป็นมัณฑนากรไทยที่ได้แต่งงานกับหนุ่มเยอรมันบัดนี้ (บัดที่เขียนเรื่องนี้นั้น) เป็นแม่บ้านลูกสอง รับหน้าที่แม่ทัพของบ้านเต็มขั้นถึงกระนั้นก็ยังรู้สึกสนุกที่จะมีอีกหนึ่งสังคมเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศคุณสีมนได้ถูกชักชวนให้ไปเป็นแม่ครัวอาหารไทยของร้านอาหารแห่งหนึ่งร้านเลอคาเฟ เป็นร้านอาหารในเมืองเล็กๆ คือเมืองอัมแบรกที่คุณสีมนอยู่ โดยเธอรับหน้าที่แม่ทัพในครัวเฉพาะวันพฤหัสฯ เพียงวันเดียวเมนูวันพฤหัสฯ จึงเป็นเมนูพิเศษ คือเป็นอาหารไทย 3 – 4 อย่างและเปลี่ยนสลับกันไปในแต่ละพฤหัสฯ ตามวิจารณญาณของผู้เขียน ถึงแม้ผู้เขียนจะได้รับบทเป็นแม่ครัวแห่งเลอคาเฟ่เพียงวันเดียวต่อสัปดาห์แต่เรื่องราวสนุกๆ ต่างๆ ภายในครัวก็เกิดขึ้นมากมายและกลายเป็นมาเป็นนานาเรื่องเล่าภายในหนังสือเล่มนี้ คุณสีมนเป็นคนเล่าเรื่องสนุก รู้จักแทรกสาระเกร็ดเล็กเกร็ดนน้อยต่างๆเข้ามาให้เรื่องตลกขบขัน ถ่วงดุลเนื้อหาให้ไม่หนักจนเกินไปสำนวนของผู้เขียนก็ดูเป็นผู้หญิงเก่ง เป็นผู้ใหญ่ใจดี มองโลกในแง่ดีมองทุกเรื่องในเชิงบวก อ่านไปอมยิ้มไป เพลินๆ วางไม่ลง เราได้ติดตามที่มาที่ไปก่อนที่เธอจะตกปากรับคำยอมเป็นแม่ครัวตั้งแต่แรกเริ่มกันเลยทีเดียวเมื่อตกลงใจจะทำแล้ว ก็ต้องมาคิดเมนูให้คนเยอรมันซึ่งเป็นคนที่ไม่ค่อยยอมเปิดรับรสชาติใหม่ๆได้รู้วิธีดัดแปลง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆปัญหาใหญ่น้อย ล้วนกลายเป็นเรื่องง่ายเวลาอ่านที่เธอเล่า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเม้าท์เหล่าพนักงานเสิร์ฟ และพ่อครัววันอื่นๆที่สลับผัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าออกกันหลายคนตลอดระยะเวลาหลายปีที่เธอยืนพื้นยึดวันพฤหัสฯ เป็นวันอาหารไทยของเลอคาเฟ่คนเรามีหลายประเภท และเราก็ได้เรียนรู้ไปกับเธอที่จะต้องทำงานร่วมกับคนหลากหลายประเภทเหล่านี้ เป็นหนังสือสนุกๆ ที่เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดีเล่มหนึ่งค่ะรับประกันว่าอ่านจบ จะต้องมีรอยยิ้มติดริมฝีปากกันบ้างล่ะ Read More →

เรื่อง เมนูบ้านท้ายวังผู้แต่ง รงค์ วงษ์สวรรค์สำนักพิมพ์ เดอะไรท์เตอร์ซีเคร็ทเลขมาตรฐานหนังสือ 9786167751962 เมนูบ้านท้ายวัง เป็นหนังสือเล่มแรกของคุณรงค์ วงษ์สวรรค์ที่อ่านแล้วจับใจเรา อ่านแล้วเรามีความรู้สึกร่วมไปด้วย หนังสือเล่มนี้เล่าถึงชีวประวัติผู้เขียน ชีวิตวัยเยาว์ด้วยฉากแห่งบ้านเมืองในโพธาราม จังหวัดราชบุรีในยุคก่อนปี พ.ศ. 2500โดยมีเสาหลักของเรื่อง และของชีวิตผู้เขียนคือยายการหล่อหลอม เลี้ยงดู และตัวตนของทั้งผู้เขียนและยายฉายชัดในเล่มนี้มีเรื่องราวของญาติพี่น้องอื่นๆ ผิวผ่านบ้างตามจังหวะและโอกาสและมีเรื่องราวของอาหารแทรกอยู่ในทุกอณู อ่านเรื่องของอาหารมันมีความสุขปนทุกข์โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราอ่านตอนกลางคืนช่วงที่อ่าน ความอยากอาหารไทยรสเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ดจะโดดเด่นเป็นพิเศษ >,<นอกจากวัตถุดิบบางอย่างที่หายากหน่อยในยุคนี้เมนูในเล่มไม่ได้ซับซ้อนยุ่งยากมันเรียบง่าย แต่พลิกแพลงไปได้เรื่อยๆลำพังมะม่วงดิบ น้ำปลา น้ำตาลปึก หอมแดง พริกแห้ง พริกสด ปลาย่าง ปลาทอด ฯลฯก็สาละวนทำออกมาเป็นเมนูไม่ซ้ำได้เป็นสิบอย่างอย่างไม่น่าเชื่อน้ำปลายำ หลนน้ำปลา มะม่วงฉุน ยำมะม่วงปลายี ยำมะม่วงมะปลาฯลฯโอ๊ย .. หิวอีกแล้ว >,< แล้วเรื่องราวของอาหารก็ค่อยๆ พาเราออกจากโพธารามบ้านในวัยเยาว์เคลื่อนมาสู่บ้านในเมือง ชีวิตในเมือง และเมนูในเมืองหลวงในเล่มนี้ คุณรงค์ค่อยๆ เติบโตผ่านเรื่องเล่าของอาหาร นอกจากเรื่องของผู้เขียนและยาย ..ยังมีสุวรรณี สุคนธา อยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วยเป็นความทรงจำอีกมุม สำหรับคนที่รักและคิดถึงทั้งสองคนนี้ค่ะ

เรื่อง พูดกับบ้านงานเขียนเกี่ยวกับผู้ชายกับบ้านของเขาและบรรณาธิการอยากอ่านผู้แต่ง รงค์ วงษ์สวรรค์สำนักพิมพ์ ฟรีฟอร์มเลขมาตรฐานหนังสือ 9786167147277 พูดกับบ้าน ถูกเขียนเป็นบทความลงในนิตยสารฟ้าเมืองไทยซึ่งมีคุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ เป็นบรรณาธิการเริ่มพิมพ์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2525 ถึงเดือนสิงหาคม 2526 เราโตไม่ทันช่วงที่ผู้เขียนกำลังพีคอยู่ในวงการน้ำหมึกทำให้ไม่ได้อยู่ร่วมในบรรยากาศของคนที่คุยกันเกี่ยวกับหนังสือของเขาพอมาอ่านในวันนี้ เราจึงไม่เคยเข้าใจว่าคนที่ชอบผู้เขียนเขาชอบอะไรในผลงานของเขา สำหรับเรา งานของรงค์ วงษ์สวรรค์เล่าเรื่องตามใจตัวเองไว้ตัวนิดๆ ยกตนเหนือกว่าบางคน และตัดสินรสนิยมของพวกเขา บางทีเราอาจจะตีความไปเองแต่สาส์นที่เรารับมันมีแนวทางไปอย่างนั้นคุณรงค์มีตัวสะกดฉีกขนบ สะกดตามที่ตัวเองเห็นควรสำนวนภาษาเป็นกันเอง เสียดสีนิดๆ บ่นๆ หน่อยแต่ก็มีสำนวนที่น่าสนใจผุดพรายออกมาระหว่างอ่าน พูดกับบ้าน เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องของบ้านทั้งบ้านหลังแรกที่ผู้เขียนเก็บหอมมาอย่างกระเบียดกระเษียรทั้งบ้านของผู้คนที่เขามีโอกาสได้ไปเห็นเล่าถึงช่างรับเหมา ถึงเพื่อนสถาปนิก ฯลฯ ผู้เขียนเล่าถึงการสร้างบ้านผนวกไปกับการเล่าถึงชีวิตของตนเองในช่วงนั้นจนบางบทตอนเหลือเพียงชีวิต ไม่มีบ้านเลยเถิดไปถึงร้านเหล้า หรือร้านกับแกล้มของวงเหล้าสดุดีเพื่อนพ้องพี่น้องในวงการหนังสือ และหนังสือพิมพ์เบื้องหลังของนวนิยายบางเรื่องถูกเล่าผ่านช่วงชีวิตเหล่านั้น(บางลำภูสแควร์, แมงบาร์, สนิมสร้อย, สนิมกรุงเทพฯ, คืนรัก, แดง รวี ฯลฯ ) นอกจากนี้ ผู้เขียนยังเล่าถึงนักเขียนผู้เป็นตำนานหลายท่านบันทึกเอาไว้มากกว่าที่เราเคยอ่านจากที่ไหนนับถือเป็นคัมภีร์ได้เลย หนังสือเล่มนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ถูกเขียนเรียงตามไทม์ไลน์บางครั้งผู้เขียนอยู่ในบ้าน ซึ่งเราสงสัยว่าบ้านหลังไหนกันแน่ใช่หลังที่ตอนต้นเล่าว่ากำลังสร้างอยู่หรือเปล่า?แล้วบ้านอีกหลายต่อหลายหลังก็ถูกเล่าถึงข้ามไปข้ามมา นัวๆ ดีเหมือนกัน โดยรวมๆ หนังสือเล่มนี้มันเล่าถึงบ้านน้อยมากเล่าถึงแค่เพียงส่วนเริ่มต้นนอกเหนือจากนั้นคือชีวิตอันแสนวุ่นวายและยุ่งเหยิงกับเพื่อน กับผู้คน กับผู้หญิง กับอดีตกับเหล้ายา กับงาน กับการเงิน ฯลฯทั้งหมดนั้นมันอยู่ในเล่มนี้มากกว่า “บ้าน”ผู้เขียนกลับมาที่ “บ้าน” อีกครั้งในช่วงท้ายเล่มราวๆ Read More →

เรื่อง เสน่ห์วันวารเล่าขานเมืองเล็กผู้แต่ง กุลธิดา สืบหล้าสำนักพิมพ์ สร้างสรรค์บุ๊คส์เลขมาตรฐานหนังสือ 9789743415791 ผู้เขียนเป็นนักเขียนสารคดีประจำอนุสาร อ.ส.ท.และหนังสือเล่มนี้ก็มีกลิ่นอายของสารคดีท่องเที่ยวอยู่เต็มเปี่ยมมันประกอบไปด้วยภาพฉายของชุมชนแต่ละแห่งที่ผู้เขียนเล่าถึงมีผู้คน มีวิถีชีวิต พร้อมทั้งข้อมูลการท่องเที่ยวครบถ้วน จากชีวิตอันละเมียดละไม เนิบช้าของคนในชุมชนน้อยใหญ่ที่ผู้เขียนไปเยี่ยมเยือนกว่าจะกลายเป็นสารคดีนี้สักหนึ่งบทผู้เขียนได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนในชุมชนเหล่านั้นหลายวันหลายคืนเดินเท้า พบปะ พูดจา กิน อยู่ คือ ในแบบเดียวกับคนท้องถิ่นเพื่อซึมซับวิถีชีวิตเหล่านั้น แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นภาพฉากหนึ่งบทให้เราอ่าน เสน่ห์วันวารเล่าขานเมืองเล็ก เล่าเรื่องด้วยสำนวนน่ารักและมีเอกลักษณ์มากเลยเมื่ออ่าน เราจะได้บรรยากาศ กลิ่นรสสัมผัสอบอุ่นอบอวลเราได้รู้ถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนโดยที่ผู้เขียนไม่ได้บอกโต้งๆแต่เล่าเป็นภาพเห็นฉายชัดอ่านแล้วรู้สึเหมือนได้วาร์ปไปยืนมุงแม่ค้าขายปลากลางตลาดเช้าที่แม่สะเรียงอยู่ข้างๆ ผู้เขียนได้ฟังบทสนทนาโต้ตอบระหว่าแม่ค้าลูกค้าเพลิดเพลินสำเนียงภาษาดังก้องในหู อากาศเย็นพลิ้วสัมผัส พลิกไปอีกบทเราก็ได้เมียงมองป้าประทินแห่งตลาดเช้าเมืองพังงาที่ขายขนมลูกจันทน์เชื่อมให้ผู้เขียนเสร็จก็เล่า ร้อง และรำขึ้นมา 🙂 ในบางบท เราพบภาพตัวเองเดินผ่านวงสนทนาระหว่างผู้เขียน,ลุงเหรียงไซ้ และทนายประทีป ที่หน้าพิพิธภัณ์เมื่อวันก่อน อัมพวาได้ยินเสียงเรื่องเล่าครั้งเก่าก่อนดังมาแว่วๆ ในบางบรรยากาศเงียบเหงาเราร่วมยืนโบกมืออยู่ข้างๆ ผู้เขียน ส่งเจ้าปีโป้ช้างบ้านที่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเร่ร่อนหาเงิน แต่ละบทแต่ละตอน ผู้เขียนถ่ายทอดหัวใจของผู้คนทั้งความสุข ความภูมิใจ ความทุกข์ยากความคาดหวัง ความสามัคคี และมิตรภาพยิ่งอ่านยิ่งอยากเก็บกระเป๋าออกเดินทางเสียเดี๋ยวนี้เผื่อจะมีวันเวลาดีๆ ที่น่าประทับใจเช่นผู้เขียนบ้าง

เรื่อง เด็กหญิงแป้ง ๒๔๘๙ผู้แต่ง อิสรีสำนักพิมพ์ FUTURE PUBLISHINGเลขมาตรฐานหนังสือ 9748710572 เด็กหญิงแป้ง ๒๔๘๙ เล่าเรื่องด้วยภาษาเรียบง่ายไม่ซับซ้อนสละสลวยจนอ่านยากเล่าถึงชีวิตของผู้คนในยุคหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงผ่านสายตาของเด็กหญิงวัยประถมที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นในแต่ละช่วงวัยและกลายเป็นคุณป้าในที่สุด ผู้เขียนบอกเล่าวิถีชีวิตผู้คน และระเรื่อยไปจนถึงเรื่องชาวบ้านร้านช่องความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ ของคนในสมัยนั้นผ่านสายตาของตัวผู้เขียนเองซึ่งก็ไม่ต่างจากผู้คนในยุค 50 – 60 ปี ต่อมาเท่าไรต่างเพียงค่านิยมบางอย่างที่ก็ยังคงเหลือกลิ่นอายอยู่บ้างในปัจจุบัน เด็กหญิงแป้งเติบโตมาในโลกของคนยุคเก่าท่ามกลางความห่วงใยของย่าผู้ไม่รู้หนังสือหากแต่มีความคิดอ่านจากประสบการณ์ในระดับชาวบ้านหลายเรื่องก็นับเป็นความหัวโบราณแต่หลายเรื่องก็มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิต (ในสมัยนั้น)ซึ่งทั้งหมดล้วนหล่อหลอมให้เด็กหญิงโตขึ้นมา สำหรับเรา หนังสือเล่มนี้ไม่ได้จดบันทึกสังคมในช่วงวันเวลาหนึ่งเอาไว้ได้ดีเท่า เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก หรือเล่มอื่นๆ ในทำนองเดียวกันแต่ก็มีแง่คิดบางอย่างให้เราได้เปรียบเทียบ วิเคราะห์ และขบคิด ค่านิยมยุคหนึ่งที่เลี้ยงเด็กหญิงไว้ในกรอบโตขึ้นมาแบบปลอดภัยไว้ก่อนในขณะที่วันเวลาผ่านพ้นไปอีกไม่กี่สิบปีการเลี้ยงดูแบบเดิมนั้นเริ่มมีข้อโต้แย้งมันสะกิดใจให้เราย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าแบบไหนผิดหรือถูกกันแน่ แน่นอนว่าไม่มีสิ่งใด หรือใครคนใดผิดหรือถูกตราบใดที่คนเราไม่อาจมีชีวิตยืนยงจนสามารถมองเห็นผลลัพธ์ในทุกรูปแบบไม่มีวิธีใดถูกหรือผิดตายตัวแต่ค่านิยมยุคนั้นก็ปรากฏให้เราได้เรียนรู้เป็นอีกรูปแบบหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ แต่เดี๋ยวก่อนนะ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรง หรือมีหักมุมตอนจบใดๆเป็นเพียงหนังสือบอกเล่าประสบการณ์เล่มหนึ่งที่พาให้เราคิดเลยเถิดไปเอง .. เพียงเท่านั้น  

เรื่อง เที่ยวชมของเก่าAdmiration of antiquesผู้แต่ง เอนก นาวิกมูลสำนักพิมพ์ แสงดาวเลขมาตรฐานหนังสือ 9789740520030 เราอ่านหนังสือของคุณเอนก นาวิกมูล มา 2 – 3 เล่มแล้วชื่นชอบวิธีเล่าเรื่องที่เป็นกันเองและความรอบรู้ จับเล็กผสมน้อยมาเล่าเมื่อเล่า ก็ลงปีพุทธศักราชและหลักฐานอ้างอิงชัดเจน ผู้เขียนป็นนักค้นคว้า และจดบันทึกเมื่อค้นเจออะไรแปลกๆ ก็บันทึกสะสมเอาไว้เมื่อได้เรื่องราวในหมวดหนึ่งๆ ครบถ้วนก็นำมาเรียบเรียงเป็นหนังสือหนึ่งเล่มหนังสือของคุณอเนกจึงมักมีข้อมูลแปลกๆแบบที่ไม่เคยอ่านซ้ำที่ไหนมาก่อนเพราะผู้เขียนค้นคว้ามาจากเอกสารโบราณจริงๆไม่ใช่อ่านอ้างอิงมาจากหนังสือเล่มที่เราๆ ท่านๆ เคยอ่านมา นอกจากนี้แล้ว ผู้เขียนยังได้ใส่ความคิดเห็นของตนต่อเรื่องที่ค้นคว้ามาได้ด้วยทำให้หนังสืออ่านสนุกมากขึ้น เราเองก็ได้คิดตามไปด้วย เที่ยวชมของเก่า เป็นงานเขียนรุ่นก่อนที่ “บ้านพิพิธภัณฑ์” จะถือกำเนิดขึ้นแต่เราได้เห็นร่องรอย ที่มา อันเกิดแต่ความรักในการสะสมทั้งข้าวของและความรู้ของผู้เขียน เราได้เห็นเห็นความรักที่มีต่อของเก่าแก่รักในการสะสมสิ่งละอันพันละน้อยไม่ใช่เพียงคุณเอนกคนเดียว แต่เป็นการรวบรวมเหล่าคนรักของเก่าได้เห็นการร่วมแรงร่วมใจของผู้ที่มีใจรักในเรื่องเดียวกันนึกถึงบรรยากาศการพบปะการจัดงานอวดของเก่ากันในแต่ละครั้ง (ตามที่ผู้เขียนเล่า) นั้นน่าสนุกมากอยากไปอยู่ในบรรยากาศเช่นนั้นดูบ้างคงอบอวลไปด้วยเรื่องราวเก่าๆ ความภาคภูมิใจเรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ทั้งสนุกและชวนตื่นตาตื่นใจ จำได้ว่าเราเคยไปเยี่ยมบ้านพิพิธภัณฑ์ที่ศาลายาครั้งหนึ่งเดินดูของเก่าๆ ที่แม้จะไม่รู้ที่มาแต่ก็สุขใจวันนั้นมีคนมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนั้นมากพอสมควรเดินมาถึงห้องหนึ่ง ก็ได้พบคุณเอนกกำลังบอกเล่าที่มาของสิ่งของที่จัดแสดงอยู่เป็นบรรยากาศที่น่ารัก และจำติดใจมาจนถึงวันนี้ค่ะ 🙂  

เรื่อง พระนครควรชมฉบับเที่ยวไปให้ไกล จากใกล้เกลือกินด่างผู้แต่ง ธรรมเกียรติ กันอริสำนักพิมพ์ ผู้จัดการเลขมาตรฐานหนังสือ 9747085194 พระนครควรชม เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องวัดวังโบราณโยงอดีตเข้าหาปัจจุบัน อ่านเข้าใจง่ายเล่าเรื่องเรื่อยไปตามเส้นถนนหนทาง และลำน้ำลำคลอง ผู้เขียนมีความรู้กว้างขวาง ทอต่อกันเป็นแผนที่ทางประวัติศาสตร์ผืนใหญ่ใช้วิธีเล่าแบบถ่ายทอดมาจากความทรงจำแม้เนื้อหาแน่น แต่ไม่หนักจนดูเป็นวิชาการผู้เขียนวางสมดุลระหว่างข้อมูลทางประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าจากความทรงจำเอาไว้พอเหมาะไม่เอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากจนเกินไป วัดเก่าแก่หลายวัดที่เราคุ้นชื่อกันดีเคยอ่านประวัติมาแล้วจากหนังสือหลายเล่ม แต่ไม่รู้ว่าตั้งอยู่ตรงไหนหนังสือเล่มนี้บอกพิกัดเป็นภาษาปากอ่านแล้วอยากจะพกไปเดินรอบเกาะรัตนโกสินทร์เสียจริงๆ อ่านจบ เราหลงรักเล่มนี้เลยหลายเรื่องราวเคยรู้เคยอ่านมาก่อนแล้วแต่ พระนครควรชม ช่วยแทรกเสริมเติมต่อให้มันสมบูรณ์มากขึ้นคิดจริงๆ นะนี่ ว่าถ้าหมดโควิด-19 จะพกไปเดินเล่นรอบเกาะรัตนโกสินทร์สักที!