เรื่อง Kashmir If You Canผู้แต่ง แพร ฉัตรพรสำนักพิมพ์ บันในเครือบริษัท บันลือ พับลิเคชั่นส์ จำกัดเลขมาตรฐานหนังสือ 9786162981845 / 915.4 ตอนที่แพรออกหนังสือเล่มนี้ เราตื่นเต้นและดีใจมากเพราะเคยติดตามรีวิวการท่องเที่ยวในแบบฉบับของเธอมาก่อนหน้าแล้ว เราเองก็เป็นคนที่ชอบจดบันทึกเหมือนกันติดอยู่ตรงที่ไม่มีฝีมือวาดรูปจึงได้แต่ติดตามและชื่นชมผลงานของเธอมาเรื่อยๆแอบ save รูปไว้เป็นแรงบันดาลใจก็หลายหน และแล้ว เมื่อผลงานที่ชื่นชอบกลายมาเป็นหนังสือเราจึงได้แต่กรี๊ดกร๊าดอยู่ในใจนั่นแหละ เป็นเหตุผลที่เราซื้อหนังสือเล่มนี้ Kashmir If You Can เป็นบันทึกการเดินทางในรูปแบบที่ว่าคือเป็นสมุดบันทึกเล่มน้อย ที่เก็บสะสมภาพถ่าย ภาพวาด ตั๋วเครื่องบิน ตั๋วเข้าชมสถานที่ต่างๆ กลีบดอกไม้ใบหญ้าซองขนม เรื่องราว และความทรงจำ ฯลฯ มันเป็นแรงบันดาลใจที่ดีเสมอมาหยิบมาอ่าน หรือแม้เพียงแค่เปิดดูหัวใจก็จะซู่ซ่า เลือดก็จะสูบฉีด ..อยากออกเดินทาง และอยากจดบันทึก ..และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่หนังสือเล่มนี้บันดาลให้เกิดขึ้นกับเราค่ะ 🙂

เรื่อง เกาหลีใต้ ที่เห็นและไปอยู่HOME AWAY FROM HOMEผู้แต่ง ปิยฤทธิ์ ปัญจธรรมวิทย์สำนักพิมพ์ แซลมอนในเครือบริษัท บันลือ พับลิเคชั่นส์ จำกัดเลขมาตรฐานหนังสือ 9786162984990 / 895.914 เกาหลีใต้ ที่เห็นและไปอยู่ เป็นหนังสือบอกเล่าความผูกพันระหว่างผู้เขียนกับผู้คน บ้าน และประเทศเกาหลี เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นจากคนธรรมดาๆ ที่ใช้ชีวิตไปวันๆจับพลัดจับผลูให้ไปรู้จักโฮสเทลแห่งหนึ่ง .. และเขาก็เริ่มตกหลุมรักมันโฮสเทลใกล้บ้าน ที่เป็นเหมือนขุมพลังงานที่ผู้เขียนรับมา ขับเคลื่อนชีวิต และเสริมสร้างประสบการณ์อันกลายเป็นพลังงานแหล่งใหม่ ส่งต่อแรงบันดาลใจไปยังคนอ่าน ผู้คนในโฮสเทลได้บ่มเพาะความกล้าเล็กๆ ให้แซงหน้าความกลัวแล้วเรื่องราวต่อจากนั้น ก็ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ ใช่แล้วค่ะ ผู้เขียนตัดสินใจออกเดินทางในที่สุดเขาเลือกที่จะไปประเทศเกาหลีที่สำคัญคือ .. หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เล่าถึงการเดินทางไปเกาหลีในรอบเดียวเราเหวอมาก ที่อ่านไปได้ไม่กี่บท เล่าถึงเกาหลีไปได้ไม่เท่าไรผู้เขียนก็นั่งเครื่องบินกลับบ้านเสียแล้ว .. อ้าว! แล้วที่เหลืออีกเกินครึ่งเล่มเล่า!!มาเข้าใจก็ต่อเมื่อเปิดหน้าถัดไป ..อ้อ .. นี่มันแค่อินโทร!! ระหว่างเล่าประสบการณ์ชีวิตของตัวเองและผองเพื่อนที่เกาหลีผู้เขียนจะสอดแทรกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ของประเทศเกาหลีเอาไว้เป็นระยะๆเราเพิ่งรู้ว่าเด็กมัธยมปลายของเขาต้องเรียนหนักมาก (แบบมากๆๆๆ)นอกจากนี้ วิธีฟื้นตัวและสร้างตัวหลังสงครามโลกครั้งหลังสุดก็แทบจะเป็นภาพเดียวกันกับประเทศญี่ปุ่น แม้โดยตลอดทั้งเล่ม จะมี mood and tone ไปในทางสนุกสนานเฮฮาเที่ยว (จริงๆ คือการใช้ชีวิต) ในเกาหลีอย่างไม่มีแผนผ่านแต่ละวันไปวันๆ พบปะสังสรรค์กับเพื่อน Read More →

เรื่อง MY BEST FRIEND IS MEผู้แต่ง พวงสร้อย อักษรสว่างสำนักพิมพ์ แซลมอนในเครือบริษัท บันลือ พับลิเคชั่นส์ จำกัดเลขมาตรฐานหนังสือ 9786162982972 / 895.914 แปลกดี หนังสือบางเล่มที่คิดว่าจะอ่านจบได้ในไม่นานกลับใช้เวลาเสียเนิ่นนานแต่กับหนังสือบางเล่ม ที่คิดว่าคงจะต้องใช้เวลาสักหน่อยกลับอ่านมันจบในรวดเดียว MY BEST FRIEND IS ME มีรูปลักษณ์ที่บ่งบอกตัวตนชัดเจนตัวเล่มและภาพประกอบให้ความรู้สึกทึมๆ แบบเยอรมันบทตอนเล่าประสบการณ์การไปเรียนต่อปริญญาโทที่เยอรมันรูปแบบคล้ายสมุดบันทึก เป็นการคุยกับตัวเองสำนวนห้วนกระชับ เหมือน status ใน facebookแต่พอเราเริ่มชินกับภาษาห้วนๆ นั้นแล้วก็รู้สึกว่ามีความน่ารักซ่อนอยู่เหมือนกันห่างเหินนิดๆ เป็นมิตรหน่อยๆ การเรียนต่อต่างประเทศไม่ได้สวยหรูดูดีแบบภาพฝันโดยเฉพาะประเทศที่ใช้ภาษาที่สามนอกเหนือไปจากภาษาแม่และภาษาอังกฤษผู้เขียนถ่ายทอดความโหดหินได้ชวนท้อในขณะเดียวกัน .. เราก็เอาใจช่วยให้เธอผ่านพ้นวิกฤตการศึกษาไปให้ได้นอกจากนี้ สังคมและเพื่อนพ้อง ก็มีความวิกฤตไม่น้อยไปกว่ากันเรารู้สึกได้ถึงความแปลกแยก ไม่เข้าพวก .. ความเหงาแทรกซึมอยู่จางๆ ระหว่างบรรทัด สำหรับ MY BEST FRIEND IS ME ปกนี้ เป็นการพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่สองโดยส่วนตัว เราว่าเราชอบปกใหม่มากกว่าปกแรกเยอะเลย.. แรกเห็นเราคิดแค่นั้น ..ต่อเมื่อได้อ่านจนจบจึงได้เข้าใจว่ากุหลาบดอกนี้คือความงดงาม และความเข้มแข็ง อดทนท่ามกลางความทึมเทาของเยอรมันท่ามกลางความยากลำบากในต่างแดนดอกกุหลาบดอกนี้พยายามฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อผ่านพ้นและยังคงความสวยงามอยู่อย่างนั้น อ่านหนังสือแบบนี้ .. เหมือนได้คุยกับตัวเองเหมือนกันนะ ปล. เล่มนี้สำนักพิมพ์แซลมอนให้มาอ่านขอบคุณมากๆ Read More →

เรื่อง Nowhere Girlผู้แต่ง Juli Baker and Summerสำนักพิมพ์ อะบุ๊กเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163271945 Nowhere Girl เป็นสมุดบันทึกที่บอกเล่าห้วนๆเน้นภาพประกอบมากกว่าภาษาเขียนให้อารมณ์ความรู้สึกลุยๆผู้เขียน เขียนเล่าด้วยลายมือทั้งเล่มแม้ตัวอักษรค่อนข้างใหญ่ แต่เราก็ยังต้องเพ่งอยู่ดีเสียดายที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ตอนที่สายตาล่วงวัยมาไกลถ้าเป็นตอนวัยรุ่น เราคงอินกับวิธีเล่าเรื่องแบบนี้ได้มากกว่านี้ แต่ถึงจะมีปัญหาในการอ่านอยู่บ้าง เนื้อเรื่องก็ยังทำให้อ่านได้เพลินๆ ดีเนื้อหามองโลกด้วยทัศนคติน่ารักสดใสภาพประกอบแน่นๆ ซึ่งเป็นสไตล์ที่เราชอบตั้งใจเอาไว้ว่า ถึงจะเปิดอ่านไม่บ่อย แต่คงได้เปิดดูรูปซ้ำบ่อยๆ เป็นแน่ Nowhere Girl เป็นสมุดบันทึกการเดินทางไปฝึกงานของผู้เขียนเริ่มตั้งแต่วันก่อนออกเดินทาง จวบจนกระทั่งวันที่ฝึกงานวันสุดท้ายเราได้เห็นพัฒนาการการเติบโตขึ้นของเด็กสาวจากครอบครัวอบอุ่นที่ต้องมาใช้ชีวิตคนเดียว ได้ทำอะไรด้วยตัวคนเดียวได้ตัดสินใจ ได้พบสถานการณ์ ได้รับผิดชอบ ได้อิสระ และได้ใช้ชีวิต ตอนที่อ่านไปได้สักพักนึงแล้ว เราไม่คาดหวังอะไรกับเล่มนี้มากนักนะเนื้อหาอ่านได้เพลินๆ ภาพประกอบสวยๆ แค่นั้นก็พอแล้วแต่เมื่อเราอ่านมันจนจบเข้าจริงๆ .. รู้สึกฟีลกู๊ดนะเป็นเล่มที่อ่านจบแล้วประทับใจ อิ่มเอม น่ารักกว่าที่คิดการมองโลกของผู้เขียนด้วยแหละ ที่ทำให้มันน่ารักขนาดนี้ดีใจที่ได้อ่านค่ะ 🙂

เรื่อง London Book Sanctuaryผู้แต่ง ฟาน ปีติสำนักพิมพ์ อะบุ๊กเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163272171 แม้จะเริ่มต้นอย่างเทพนิยายแต่เนื้อหาภายในเล่มก็ไม่ได้มุ้งมิ้งอย่างที่เราคิด(คำนำทำเราเขว) นอกเหนือไปจากภาพประกอบอันดีงาม โดดเด่นบทสัมภาษณ์เจ้าของร้านหนังสือแต่ละร้านก็ดีไม่แพ้กันฟาน ปีติ สามารถพาเราไปเห็นถึงความรักหนังสือของเจ้าของร้านแต่ละคนในแต่ละมุมมอง แต่ละรูปแบบที่เป็นตัวตนของพวกเขาเองเราได้ฟัง (อ่าน) แง่มุมต่างๆ ของหนังสือในแบบของพวกเขา เธอรู้ว่าควรจะถามอะไร มากน้อยแค่ไหน จับประเด็นได้ดี เรื่องราวมีเสน่ห์ พอเหมาะพอเจาะ ฟาน ปีติเก่งมากที่ไม่ทำให้เรารู้สึกซ้ำเลยทั้งๆ ที่คนเปิดร้านหนังสือเหมือนๆ กันน่าจะมีกรอบความคิดที่ไม่ต่างกันแต่เธอก็ทำให้มันต่าง ด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆและแง่มุมความความสนใจที่ต่างกันออกไปของผู้คนแต่ละร้านมีเอกลักษณ์ของตัวเองพวกเขามีคำบางคำที่ต้องการจะบอกจะสื่อผ่านร้านหนังสือของพวกเขาแรงผลักดัน แรงบันดาลภายในที่สร้างสรรค์ร้านหนังสือได้ไม่ซ้ำกันไปทั่วกรุงลอนดอนเธอนำเสนอมันออกมาได้ดีมาก London Book Sanctuary เป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจปลุกความฝันที่หลับอยู่ในจิตใต้สำนึกนานมาแล้ว เราเคยอยากมีร้านหนังสือเล็กๆหนังสือเล่มนี้ช่วยร่างภาพให้มันชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง  

เรื่อง London Museumผู้แต่ง โอ๊ต มณเฑียรสำนักพิมพ์ อะบุ๊กเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163272027 ยังคงตามอ่านงานของโอ๊ต มณเฑียร อย่างต้องมนตร์หนังสือเล่มต่อมาของเขาเล่าเรื่องพิพิธภัณฑ์ในลอนดอนเราไม่ประหลาดใจแล้วที่ได้รู้ว่าในลอนดอนมีพิพิธภัณฑ์อยู่มากมายเพราะยิ่งนานวันยิ่งได้รู้ว่า โลกเราเต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์เพียงแต่พิพิธภัณฑ์ที่ผ่านสายตาของโอ๊ต มันพิเศษกว่าที่อื่นๆ ขณะท่องไปในเล่มเราตื่นตาตื่นใจไปกับพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งที่เขาเล่าหลายแห่งเราตื่นเต้นไปด้วย ใจเต้นอย่างไม่น่าเชื่อรู้สึกเหมือนได้ร่วมชมพิพิธภัณฑ์ไปกับเขาด้วยตัวหนังสือของโอ๊ตมีชีวิต มีความรู้สึกและมีพลังงานขับเคลื่อนให้เราโลดแล่นไปกับเรื่องเล่า โลกของพิพิธภัณฑ์เปิดกว้างกว่าที่เรารู้จักออกไปอีกหลายแบบพิพิธภัณฑ์หลายแห่งมีกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แบบที่เราคิดว่าช่างกล้าคิดและก็กล้าทำกันจริงๆและอดนึกภาพพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในบ้านเราลองมีกิจกรรม หรือกล้าคิดออกแบบกิจกรรมแหวกแนวแบบนั้นดูบ้าง ตอนที่เราชอบมากเลยก็คือ ดู ‘อาร์ต’ ยังไงให้ ‘อินมันมีความเข้มข้นของเนื้อหาที่โอ๊ตเคยแทรกเอาไว้อย่างละนิดละหน่อยในบทอื่นมันบอกกับเราว่า การดูพิพิธภัณฑ์ ไม่ต้องสูงส่งปีนบันไดดูไม่ต้องทรงภูมิมีความรู้เยอะแยะ แค่ใช้ความรู้สึก ใช้ตัวเรา ใช้ใจเราภาษาที่อธิบายเข้าใจง่ายและใช้ได้จริงในฐานะของคนที่แทบจะไม่ได้เรียนศิลปะมาเลยอ่านแล้วโดนใจโชะ โชะ โชะ พูดได้เต็มปากว่า .. นี่เป็นหนังสืออีกเล่มที่เรารักค่ะ 🙂  

เรื่อง London Sceneผู้แต่ง โอ๊ต มณเฑียรสำนักพิมพ์ อะบุ๊กเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163271068 อ่านหนังสือของโอ๊ตไปเล่มหนึ่งทำให้เราย้อนกลับไปคุ้ยเล่มอื่นๆ ของเขาที่ดองไว้ออกมาอ่านก่อน London Scene เป็นหนังสือเล่มแรกของโอ๊ต มณเฑียรซึ่งรวบรวมมาจากคอลัมน์ประจำในนิตยสารอะเดย์ช่วงหลายปีก่อนเนื้อหาเล่าเรื่องค่อนข้างห่างไกลความสนใจ ชนิดที่เราคงไม่คิดหยิบมาอ่านถ้ารูปเล่มและภาพประกอบมันจะไม่สวยเตะตาขนาดนี้ แต่โอ๊ต มณเฑียร เป็นคนเล่าเรื่องสนุกแม้เรื่องที่เราไม่เคยสนใจเลย เขาก็สามารถเล่าให้น่าสนใจได้ London Scene เล่าเรื่องในแวดวงศิลปะ ทั้งสถานที่และผู้คนรวมถึงวิถีชีวิตของศิลปินในลอนดอนการจับกลุ่มกันทำกิจกรรมสร้างสรรค์บรรเจิดปัญหาไม้เบื่อไม้เมาระหว่างศิลปินและนายทุน เปิดโลกเราด้วยแอพโซโห ที่ทำหน้าที่เป็นไกด์พร้อมอธิบายความน่าสนใจในสถานที่ที่เราเดินผ่านนึกถึงโครงงานนักเรียนเลยบ้านเรามีท้องถิ่นที่น่าสนใจแบบนี้มากมายที่เรื่องเล่ากำลังจะสูญหายไปกับผู้คนถ้ามีแอพแบบนี้ การเที่ยวเที่ยวก็น่าจะสนุกขึ้น โป๊อ่านหนังสือ ไม่ใช่อ่านหนังสือโป๊! .. บุ๊คคลับที่มีการแก้ผ้าอ่านหนังสือซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้เรามากมากจนอยากจะลองเข้าไปร่วมฟังการอ่านของหนุ่มๆ เปลือยเหล่านั้นบ้างอยากจะรับรู้ความรู้สึกว่า เรื่องราวเดียวกันเมื่ออ่านเองที่บ้าน กับฟังจากบุ๊คคลับแห่งนี้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันจะต่างกันแบบไหน พิเศษอย่างไร โอ๊ตหยิบวัฒนธรรมต่างๆ ที่แทรกอยู่ในวิถีชีวิตของคนอังกฤษมาเล่าด้วยความรู้ที่หลากหลายและวงการศิลปะของลอนดอนก็ช่างเปิดกว้างเชพขนมหวานไปชมแกลลอรี่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำขนมศิลปิน ไปเดินตลาดวินเทจเพื่อหาแรงบันดาลใจในการวาดภาพ ฯลฯศิลปะสร้างแรงบันดาลใจอันถูกส่งต่อกันไปเป็นทอด .. นอกเหนือจากเนื้อหา เราชอบรูปประโยคของเขาด้วยแต่ละคำถูกเลือกมาอยู่ถูกที่ถูกเวลากระชับ ไม่เยิ่นเย้อ แต่ให้อารมณ์และความรู้สึกภาษาของเขาสร้างแรงดึงดูด มีเสน่ห์ สนุก มีสีสัน และน่าทึ่ง สรุปคือ ชอบทั้งภาษา เรื่องราว และภาพประกอบค่ะ 🙂  

เรื่อง ศิลปินผู้ตกหลุมรักหนังสือผู้แต่ง โอ๊ต มณเฑียรสำนักพิมพ์ ก็องดิดบุ๊กส์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786165656672 ศิลปินผู้ตกหลุมรักหนังสือ เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นโดยทุกเรื่องบอกเล่าในแต่ละมุมมองที่ล้วนเกี่ยวข้องกับหนังสือทั้งหมดคนที่รักหนังสือ จะค่อยๆ ค้นพบตัวเองในหนังสือเล่มนี้ตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อยมีเรื่องในอมยิ้ม หัวเราะ หรือน้ำตาซึมจากถ้อยคำที่ได้คัดกรองมาแล้วให้เบา กระชับหากคมคาย พอเหมาะต่อเนื้อความเนื้อหา แม้เกี่ยวกับหนังสือทุกเรื่อง แต่ก็ไม่ธรรมดาเลยสักเรื่องทุกเรื่องมีความโดดเด่น เป็นเอกเทศต่อกัน ตอนที่เห็นหน้าปก ก็คิดแหละว่าตัวเองน่าจะชอบหนังสือเล่มนี้(เราเป็นมนุษย์ตัดสินหนังสือที่หน้าปก ;P)แต่พออ่านจบเข้าจริงๆ กลับพบว่าเราชอบมันมากกว่าที่คิดไว้เสียอีกชอบหลายเรื่องเลย ชอบมากๆ ด้วยเอาจริงๆ ชอบทุกเรื่องเลยดีกว่า แต่มากน้อยลดหลั่นกันบ้างมีหยึยๆ หน่อยตรงเรื่องอิโรติก แต่ก็ไม่แย่ตัวหนังสืออันแสดงตัวตนของผู้เขียน เข้าถึงจิตใจเราทุกเรื่องเราอินกับหลายวรรค หลายประโยค และหลายบรรทัดมันตรงใจใช่เลย เรานั่งอ่านหนังสือเล่มนี้ในร้านกาแฟ (ซึ่งไม่ใช่บ่อยครั้งจะทำ)นานแล้วที่ไม่ได้นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ขมวดคิ้ว หัวเราะ ฯลฯอยู่คนเดียวนอกสถานที่ดีนะที่คาดหน้ากากผ้าเอาไว้ร่องรอยความไม่อยู่กับร่องกับรอยจึงไม่ชัดแจ้งนัก โดยสรุปก็คือ เรารักหนังสือเล่มนี้!และคนที่รักหนังสือ รักชั่วขณะที่ตัวเองกำลังอ่านหนังสือก็น่าจะรักหนังสือเล่มนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อยแต่สำหรับเรา .. เข้าไปรออยู่ใน 1 ใน 10 เล่มแห่งปีได้เลย!!  

เรื่อง มนุษย์อารมณ์THE EMOTIONAL MANผู้แต่ง ณัฐวุฒิ เผ่าทวีสำนักพิมพ์ แซลมอนในเครือบริษัท บันลือ พับลิเคชั่นส์ จำกัดเลขมาตรฐานหนังสือ 9786162984938 / 128.33 มนุษย์อารมณ์ เป็นหนังสือที่พูดเรื่องมนุษย์กับอารมณ์ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์เป็นหลักหนังสือบอกเล่าในเชิงทฤษฎี โดยผู้เขียนหยิบยกทฤษฎีจากทั้งทางเศรษฐศาสตร์และทางจิตวิทยามาถ่วงดุล ผู้เขียนให้ข้อมูลรอบด้านโดยนำทฤษฎียุคเก่าที่เต็มไปด้วยเหตุผลมาเล่าและนำอีกทฤษฎีที่ใหม่กว่า ร่วมสมัยกว่ามาขยายความมีการยกตัวอย่างที่เข้าใจง่ายมาพอสังเขปซึ่งทฤษฎีหลังมักจะฟังดูจริงกว่า น่าเชื่อถือกว่าเสมอไม่รู้ว่าเป็นเพราะทฤษฎีใหม่ครอบคลุมกว่า เข้าถึงเราได้ง่ายกว่า เพราะเราเป็นคนยุคนี้หรือจริงๆ แล้ว มนุษย์ในปัจจุบันเต็มไปด้วยอารมณ์พวกเราให้ความสำคัญกับอารมณ์ตนเองมากขึ้น?เราสปอยล์ตัวเองกันมากกว่าคนยุคก่อนหรือเปล่า? อ่านไปอ่านมาก็ชักจะสับสนว่าจริงๆ แล้วอารมณ์คืออะไรกันแน่ และเหตุผลคืออะไรกันแน่สิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจทำสิ่งๆ หนึ่งนั้นแท้จริงแล้วมันเรียกว่าเหตุผลจริงหรือ? แม้ว่าจะเป็นหนังสือในเชิงวิชาการแต่ มนุษย์อารมณ์ ก็มีเนื้อหาอ่านง่ายผู้เขียนใช้คำง่ายๆ อธิบายพร้อมยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนอ่านไป เราก็นึกตามไปด้วยคุยกับตัวเองบ้าง กับผู้เขียนไปบ้างระหว่างอ่าน ในแง่ของการตอบโจทย์คำถามเรื่องอารมณ์ของมนุษย์หนังสือไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดมากนักเราว่าอารมณ์ของคนเรามันซับซ้อนและมีเงื่อนไขมากมายกว่านั้นอาจเป็นเพราะผู้เขียนเล่าในมุมของนักเศรษฐศาสตร์เป็นหลักและนักเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ได้ศึกษาอารมณ์ของมนุษย์ –หลากหลายเท่ากับนักจิตวิทยาโดยตรง แต่สิ่งซึ่งเราจะได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้คือเราจะได้เข้าใจว่านักเศรษฐศาสตร์เขาคิดอย่างไร มองอย่างไรแล้วเราก็ได้ย้อนกลับมามองตนเองด้วยว่าสิ่งต่างๆ ที่เราทำลงไปนั้น เกิดจากอารมณ์หรือเหตุผลและมันส่งผลต่อชีวิตเรามากน้อยเพียงใด อย่างไร .. เราจะได้สำรวจจิตใจตนเอง ตามหัวใจและสมองของตัวเองทันเราอาจเคยเผลอใช้อารมณ์ทำให้ตัวเองต้องตกที่นั่งลำบากหรือทำให้สถานการณ์มันแย่กว่าที่ควรจะเป็นหนังสือชวนให้เราฉุกคิดว่าก่อนจะใช้อารมณ์ .. คิดถึงหนังสือเล่มนี้สักนิดนึงนะ ปล. หนังสือเล่มนี้ เราได้รับอภินันทนาการมาจากสำนักพิมพ์ค่ะแต่ถึงอย่างนั้น รีวิวนี้ก็เขียนขึ้นตามความรู้สึกที่แท้จริง 🙂  

เรื่อง ประเทศบ้านเพื่อนNEIGHBOURDUDE COUNTRYผู้แต่ง นัท ศุภวาทีสำนักพิมพ์ แซลมอนในเครือบริษัท บันลือ พับลิเคชั่นส์ จำกัดเลขมาตรฐานหนังสือ 9786162984945 / 910 ประเทศบ้านเพื่อน ไม่ใช่บันทึกประสบการณ์การท่องเที่ยวแต่มันคือบันทึกความสัมพันธ์และมิตรภาพของเพื่อนที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไม่มีการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญใดๆที่เป็นไปคือเรื่องราวของผู้คน เฉพาะเจาะจงลงไปเป็นเพื่อนที่บ้างก็เพิ่งรู้จัก และบ้างก็รู้จักกันมาก่อนแล้วบางคนจุดเริ่มต้นของการรู้จักก็เกิดขึ้นอย่างง่ายๆ .. เมื่อเพื่อนชาวไทย แนะนำเพื่อนเจ้าถิ่นให้รู้จักผ่านโลกออนไลน์แล้วเพียงข้ามคืน เพื่อนของเพื่อนก็กลายเป็นเพื่อนของเรา การบังเอิญได้นั่งโต๊ะเดียวกัน เพราะโต๊ะอื่นในร้านเต็มบทสนทนาระหว่างมื้ออาหาร ก็ทำให้คนแปลกหน้ากลายเป็นเพื่อน ใครบางคนที่รู้จักกันผ่านเตียงในโฮสเทล ..นอนห้องเดียวกันแค่คืน สองคืน .. นัทก็ได้เพื่อนมาอีกคน ในฐานะที่เป็นมนุษย์เก็บตัว เพื่อนน้อยเรามักจะไม่ค่อยเข้าใจกิจกรรม การเลือกตัดสินใจอารมณ์ และความรู้สึก ของมนุษย์เฟรนด์ลี่สักเท่าไร แต่นัทก็ยังทำให้เราเข้าใจได้ว่า คนมนุษย์สัมพันธ์ดีเขาก็มีความไม่มั่นใจเวลาพบปะกับคนใหม่ๆ อยู่เหมือนกันเขาทำให้โลกสองใบระหว่างคนอินโทรเวิร์ตกับคนเอ็กซ์โทรเวิร์ต ไม่ต่างกันเกินไปนัก นอกจากนี้ นัทยังทำให้เรารู้สึกว่านักเขียนที่ดีควรจะมองเห็นแง่มุมพิเศษจากสิ่งที่เขาพบเจอโดยแง่มุมนั้นแตกต่างไปจากสายตาของเราแต่สามารถเล่าให้เราคล้อยตาม และประทับใจตามไปด้วยได้ ประเทศบ้านเพื่อน เป็นหนังสือปกสวย รูปเล่มกะทัดรัดพกพาไปอ่านระหว่างการเดินทางกำลังเหมาะจัดหน้าอ่านสบาย สำนวนดี แฝงอารมณ์ขันอุปมาอุปมัยลูกล่อลูกชนชวนให้เพลินไปกับเรื่องที่เขาเล่าใช้เวลาไม่นานก็จบเล่ม เราปิดเล่มลงไปด้วยความคิดที่ว่า “เป็นหนังสือที่ดีจริงๆ เลย”หนังสือที่ดี บางครั้งก็เกิดขึ้นจากนักเขียนที่ดี โดยเฉพาะหนังสือบันทึกประสบการณ์เช่นนี้นัทเป็นคนอบอุ่น เฟรนด์ลี่มากๆ แค่อ่าน ก็รู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนเขาไปด้วยอีกคนหนึ่งแล้ว ปล. หนังสือเล่มนี้ เราได้รับอภินันทนาการมาจากสำนักพิมพ์ค่ะแต่ถึงอย่างนั้น Read More →