สงครามกลางเมืองกัมพูชาเหตุการณ์อันเป็นฉากหลังของหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เหตุการณ์ในช่วงนั้น เกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2เริ่มต้นจากสงครามเย็นระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียตซึ่งถือสู้รบกันผ่านประเทศที่สามหลายประเทศที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้คือเริ่มจากความขัดแย้งระหว่างเวียดนามเหนือ กับเขมรแดง(ความขัดแย้งระหว่างคอมมิวนิสต์ในแบบของโซเวียตกับคอมมิวนิสต์ในแบบของจีน) +++ พ.ศ. 2496 โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสูงสุดของโซเวียตตายนิกิต้า ครุชชอฟ ขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ได้เปลี่ยนรูปแบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ไปจากแบบเดิม(แบบของสตาลิน คือการยึดติดที่ตัวบุคคล )ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ขัดแย้งกับจีน (เหมา เจ๋อ ตง)ซึ่งยึดถือแนวทางเดียวกันกับสตาลินโซเวียตและจีน จึงตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกันและต่างเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ในแบบของตนไปยังประเทศต่างๆ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2ฝรั่งเศสสูญเสียอำนาจในปกครองอาณานิคมในอินโดจีนต่อฝรั่งเศสแพ้สงครามให้กับเวียดนาม (กองทัพเวียดมินห์)เวียดนามได้รับอิสรภาพ กลายเป็นประเทศเอกราชแต่ถูกแบ่งออกเป็นเวียดนามเหนือ (คอมมิวนิสต์) และเวียดนามใต้ (เสรีนิยม)อเมริกา เข้าถือหางฝ่ายเสรีนิยม หรือเวียดนามใต้และสหภาพโซเวียต เข้าถือหางฝ่ายคอมมิวนิสต์ คือเวียดนามเหนือ ในระยะเริ่มต้น กัมพูชาวางตัวเป็นกลางและเริ่มต้นการปกครองแบบรัฐสภาโดยมีเจ้านโรดม สีหนุ สละราชบัลลังก์ มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในเวลาต่อมา เวียดนามเหนือ ได้ใช้เส้นทางส่วนหนึ่งของกัมพูชาลำเลียงพลอเมริกาจึงได้ทิ้งระเบิดลงในประเทศกัมพูชาส่งผลให้ประชาชนกัมพูชาไม่พอใจ และความนิยมในตัวเจ้าสีหนุลดลง เมื่อสงครามยืดเยื้ออเมริกา (นิกสัน) จึงเปลียนกลยุทธ์ไปผูกมิตรกับจีน (เหมา)และเปิดโอกาสให้จีนเข้ามาเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อมาคานอำนาจกับโซเวียต พ.ศ. 2513 ระหว่างที่เจ้าสีหนุไปรักษาอาการป่วยที่ต่างประเทศก็เกิดรัฐประหารขึ้นในกัมพูชาโดยมีนายพลลอนนอล ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีและเปลี่ยนกัมพูชาให้เป็นสาธารณรัฐเจ้าสีหนุจึงลี้ภัยไปที่ปักกิ่ง และตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นนอกจากนี้ ยังติดต่อกับจีนเพื่อหาแรงสนับสนุนซึ่งจีน มีพรรคคอมมิวนิสต์ใต้ดินอยู่ในกัมพูชาเรียกว่า เขมรแดง Read More →

เรื่อง 4 ปี นรกในเขมรผู้เขียน ยาสึโกะ นะอิโตผู้แปล ผุสดี นาวาวิจิตสำนักพิมพ์ ผีเสื้อเลขมาตรฐานหนังสือ 9741401396 เรารู้กันอยู่แล้วว่าสงครามมีความโหดร้ายสงครามมีความสูญเสีย ..แต่นี่คือหน้าบันทึกจากสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นจริงในกัมพูชา 4 ปี นรกในเขมร เป็นหนังสือที่เกิดขึ้นจากสมุดบันทึก(ซึ่งจริงๆ คงเป็นเศษกระดาษหลายแผ่นที่รวบรวมสะสมมา)ของยาสึโกะ นะอิโต สตรีชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นภริยาทูตสามีของเธอเป็นชาวกัมพูชา นามว่า โศ ทันลันโศ ทันลัน และยาสึโกะ มีลูกด้วยกัน 2 คน เป็นชายทั้งคู่คนโตคือโทโมรี และคนเล็กชื่อโทนี่ (อายุ 15 ปี)โศ ทันลัน มีลูกติดจากภรรยาคนก่อนอีก 3 คน เป็นชาย 2 คน ชื่อว่าชานาลี และโทมี่ ทั้งสองคนรับราชการทหารอากาศและลูกสาว 1 คน ชื่อว่าตีนี่ กำลังเรียนแพทย์ ในเวลาตามบันทึกฉบับนี้ คือปี พ.ศ. 2518 – 2522สามีของเธอ (อายุ 57 ปี) เกษียณอายุราชการแล้ว ส่วนยาสึโกะ Read More →

เรื่อง ราชมรรคาผู้แต่ง อ็องเดร มาลโรซ์ผู้แปล วัลยา วิวัฒน์ศรสำนักพิมพ์ มติชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9789740212355 เราได้ยินที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้มาก่อนแล้วจากหนังสือเล่มที่อ่านไปก่อนหน้ามันไม่นานตามกลิ่นนางอัปสรา ตามหานครวัด นครธมที่มากกว่าเรื่องราวของหนังสือ คือประวัติส่วนตัวของผู้เขียนที่เคยลักลอบตัดภาพสลักศิลาจากปราสาทบันทายศรีเพื่อจะนำไปขาย แต่ถูกจับได้เสียก่อนแม้ว่าภายในเล่ม จะมีประวัติของเขาต่อจากช่วงนั้นอย่างละเอียดแต่เราก็ติดภาพลบให้ตัวเขาไปก่อนแล้วเราจึงขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่าเราอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยอคติส่วนตัวและรีวิวมันอย่างไม่เป็นกลางเท่าที่ควรค่ะ ราชมรรคา (อ่านว่า ราด – ชะ – มัน – คา) เป็นนิยายที่ถูกเขียนขึ้นจากประสบการณ์ในการลักลอบนำภาพสลักออกจากกัมพูชาของผู้เขียนผนวกกับจากหนังสือชีวิประวัติของนักสำรวจชาวฝรั่งเศสคนอื่นๆผสมกับจินตนาการของผู้เขียนเองมีตัวละครหลักเพียงสองตัว คือโกล๊ด วานเนค กับเพร์เค่นซึ่งได้รู้จักกันบนเรือเดินสมุทร และตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายออกล่าโบราณวัตถุไปตามเส้นทางสาย ราชมรรคา นี้ด้วยกัน โดย ราชมรรคา นั้นหมายถึง เส้นทางโบราณเริ่มต้นจากปราสาทนครวัด กัมพูชาเดินทางผ่านเทือกเขาพนมดงรัก ไปยังเมืองโบราณที่ชื่อพิมายปุระซึ่งก็คืออำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ของเรานั่นเอง ในช่วงต้น ผู้เขียนเน้นไปที่ความยากลำบากในการติดต่อหน่วยงานต่างๆ ของฝรั่งเศสซึ่งตั้งอยู่ในกัมพูชาเพื่อขอเดินทางเข้าไปในป่าพงอันอุดมไปด้วยปราสาทที่ยังไม่ถูกสำรวจ ระหว่างการเล่าเรื่อง ไม่ปรากฏคำบรรยายปราสาทอันสวยงามไม่ได้บ่งบอกที่ตั้งปราสาทไปมากกว่าการบ่นถึงพื้นดินอันเฉอะแฉะหนทางเป็นป่ารกชัฏ และเต็มไปด้วยแมลง หอยทาก และสัตว์เล็กสัตว์น้อยตัวละครตั้งหน้าตั้งตาค้นหาภาพสลักอันสมบูรณ์และมีขนาดพอเหมาะที่จะขุดตัดเจาะ และขนย้ายออกมาได้(ด้วยคนงานพื้นเมืองที่จ้างมา)พวกเขาเดินทางจากปราสาทหนึ่งไปยังอีกปราสาทหนึ่งโดยไม่ได้ตระหนักถึงคุณค่าใดไปมากกว่ามูลค่าของสิ่งที่กำลังค้นหา เรื่องราวที่เล่าในหนังสือเป็นมุมมองจากชาวตะวันตกที่มองกลับมายังคนเอเชียช่วยไม่ได้ที่เราเอาใจช่วยตัวประกอบเล็กๆ น้อยๆ อย่างชาวบ้านหรือคนท้องถิ่นที่โผล่มาตลอดทั้งเรื่องมากกว่าเราไม่เคยทุกข์กับความยากลำบากใดของตัวละครหลักเลย เราอิสระที่จะฝันหากบ่อยครั้ง ความฝันนั้นก็พันธนาการเราเสียเองโกล๊ดผูกติดตนเองอยู่กับความฝัน ..ที่จะนำภาพจำหลักงามๆ สักภาพ ออกจากปราสาทขอมเพื่อเงินที่ไม่ได้จำเป็นต่อชีวิตของเขาเลย?หากมันจำเป็นมากต่อความใฝ่ฝันของเขา จุดเด่นของเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่บทสนทนาในเรื่องต่างๆ ของตัวละครอย่างเช่นเรื่องความจำเป็นของเงินตราเรื่องการใช้ชีวิต เรื่องคุณค่าของชีวิตเรื่องของความตาย การฆ่าตัวตาย Read More →

อย่างที่สรุปไปแล้วเมื่อ บล็อก ก่อนว่าปีนี้ทั้งปี เราอ่านหนังสือรวม 94 เล่มและจาก 94 เล่มนี้ มีหนังสือที่ชอบเป็นพิเศษ ที่พยายามจะจัดอันดับให้อยู่ในจำนวน 10 เล่ม .. แต่ได้มาจริง 19 เล่ม! (ไม่เคยลงตัวเลยสักปีสิน่า!!)กลายเป็น 19 เล่ม แห่งปี 2019 ในบรรดา 19 เล่มนี้มีบางเล่มที่ตอนอ่านชอบประมาณนึงแต่พอเวลาผ่านไป มันตกผลึก ..เรากลับรู้สึกชอบมันมากขึ้นทุกครั้งที่คิดถึงแต่ก็มีอีกบางเล่ม ที่จำได้ว่าตอนอ่านชอบมาก .. แต่ตอนนี้กลับจำอะไรไม่ได้แล้วบางเล่มเคยอ่านรอบแรกๆ แล้วเฉยๆ แต่พอเวลาผ่านไป หยิบมาอ่านอีกครั้งในปีนี้ กลับชอบมันมากกว่าที่เคยรู้สึกและก็มีอีกบางเล่มที่ถึงขั้นคลั่งมันมาก ในวันแรกรู้จักแต่พออ่านซ้ำวันนี้ เรากลับรู้สึกเฉยๆ ความตื่นเต้นมันหายไปแล้ว แต่ทั้งหมดที่เลือกมา 19 เล่มนี้ ก็ล้วนแต่เป็นเล่มที่เรายังรู้สึกดีกับมันอยู่แต่ยังไงก็ยังอยากคัดให้เหลือ 10 เล่มอยู่นะ ..ว่าแต่ .. ไปดูผู้เข้ารอบ 19 เล่มกันก่อนค่ะ เล่มแรก เซเปียนส์ เป็นการสรุปวิวัฒนาการมนุษย์ รวมทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคม เอาไว้ในเล่มเดียวกับเซเปียนส์เล่มนี้ เราไม่ได้ให้คะแนนจากความชอบส่วนตัวนะแต่เป็นคะแนนจากความตั้งใจในการหาข้อมูลของผู้เขียนการประมวลผล และรวมกันมาเล่าได้น่าสนใจขนาดนี้ยอมรับว่า ส่วนหนึ่งของความน่าสนใจของมันเกิดจากกระแสและนั่นทำให้เกิดความคาดหวัง Read More →

นับจนถึงวันนี้ และคงจะไปถึงวันสุดท้ายของปีเราอ่านหนังสือไปทั้งสิ้น 94 เล่ม คิดเป็น 30803 หน้าหักลบกลบหนี้ไปกับหนังสือที่ซื้อมาในปีนี้ 85 เล่มทำให้กองดองแทบไม่ลดลงเลย (อีกแล้ว) >,< อัตราการอ่านของปีนี้ ยังคงตกต่อเนื่องมาจากปลายปีที่แล้วอย่างน่าแปลกใจเราเริ่มต้นปีนี้ด้วย กำเนิดสปีชีส์ ซึ่งอ่านคาบเกี่ยวมาจากปลายปี 2561และยาวนานมาจนเกือบหมดเดือนแรกของปีนี้ .. แถมยังต่อด้วย เซเปียนส์ ประวัติย่อมนุษยชาติ ซึ่งแม้จะใช้เวลาไม่นานเท่า แต่ก็ใช้เวลาไปไม่น้อยเหมือนกัน ..เป็นการเริ่มต้นปีที่ชวนท้อมากและนั่นอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้การอ่านปีนี้เป็นไปอย่างเนิบๆ ไปอีกกว่าครึ่งปีมาเครื่องติดเอาตอนช่วงปลายปี .. แต่ก็เป็นการอ่านที่เหนื่อยมาก กับเป้าหมาย 100 เล่ม ปีนี้เราตั้งใจจะอ่านหนังสือประวัติศาสตร์แล้วก็ได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์อย่างหนักหน่วงสมดังความตั้งใจแต่หลังอ่านจบ เราไม่ได้กลายเป็นกูรูด้านประวัติศาสตร์อย่างที่วาดภาพเอาไว้คืออ่านแล้วลืม อ่านแล้วหลง ข้อมูลตีกันมั่วไปหมดแต่ก็สนุกดี และฟินที่ได้อ่าน ได้รู้ .. แม้สุดท้ายแล้วมันจะลืมก็ตาม และถึงแม้จะได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์อย่างหนักหน่วงไปแล้วแต่ก็ภารกิจก็ยังไม่เคลียร์สมดังที่ตั้งใจยังมีหนังสือประวัติศาสตร์ในบ้านหลงเหลืออยู่อีกหลายเล่มและก็คงอ่านต่อไปเรื่อยๆ ในปีหน้าแหละ จนกว่าจะเอียนหรือขี้เกียจอ่านถึงตอนนั้นค่อยเปลี่ยนไปอ่านเล่มอื่น เรามีความตั้งใจเกี่ยวกับปีหน้าเอาไว้บางอย่างซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองค่อนข้างเยอะเหมือนกันไม่รู้ว่าหลังจากทำไปแล้วจะรู้สึกยังไง อาจจะดี หรืออาจจะเฟลจนเคว้งก็ได้แต่ก็จะลองทำดูก่อน แล้วมาคอยดูผลกัน .. การเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นก็คือ ..ปีหน้าเราจะตั้งเป้าหมายการอ่านหนังสือเอาไว้ที่ 37 เล่ม!! เรื่องของเรื่อง มันเกิดขึ้นจากหลังๆ มานี้เราอ่านลดลงทุกปีและการลดลงนั้น ก็ยิ่งทำให้เรากดดันตัวเราเองแม้ปีนี้จะตั้งเป้าไว้น้อยกว่าปีก่อน แต่เราก็ยังไปไม่ถึงเป้ามันเริ่มเป็นการอ่านที่ไม่มีความสุขหมกมุ่นอยู่กับมันตลอด Read More →

เรื่อง เขมรสามยกพระราชนิพนธ์ใน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีพิมพ์ที่ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)เลขมาตรฐานหนังสือ 9748396454 เขมรสามยก ในที่นี้ เป็นพระราชนิพนธ์ทรงบันทึกการเสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศกัมพูชาสามครั้งในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2535 ครั้งหนึ่ง นับเป็นยกที่หนึ่งเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2536 อีกครั้งหนึ่ง นับเป็นยกที่สองและอีกครั้งในช่วงเวลาต่อกัน คือวันที่ 12 – 18 มกราคม พ.ศ. 2536 นับเป็นยกที่สามรวมได้เป็นเขมรสามยกตามชื่อเรื่อง ซึ่งในครั้งแรกนั้น แม้จะเสด็จฯ ไปเป็นการส่วนพระองค์แต่สุดท้ายแล้วก็ยังกลายเป็นพระราชกรณียกิจจนได้การอ่านพระราชนิพนธ์บันทึกนี้จึงคล้ายๆ กับการดูข่าวในพระราชสำนักแต่ดีกว่าตรงที่เป็นข่าวที่ท่านทรงเล่าเอง 🙂 ภายในเล่ม นอกจากพระราชนิพนธ์แล้วยังประกอบไปด้วยภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ และพระฉายาลักษณ์ส่วนพระองค์หลายองค์ และสุดท้ายแล้ว เราชอบบทสรุปตอนท้ายมากเราได้เห็นภาพรวม และได้เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ทั้งหมดเป็นไทม์ไลน์เขมรสามยก เป็นหนังสือที่คล้ายกับการดูข่าวในพระราชสำนักอย่างที่บอกแต่เป็นข่าวในพระราชสำนักที่น่ารักมากค่ะ 🙂

เรื่อง ถกเขมรผู้แต่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชสำนักพิมพ์ ดอกหญ้า 2000เลขมาตรฐานหนังสือ 9746901052 ถกเขมร เป็นบันทึกการหนีเที่ยวของคุณชายคึกฤทธิ์เมื่อครั้งทำหนังสือพิมพ์สยามรัฐพร้อมด้วยคณะอีก 3 ท่าน อันได้แก่คุณอบ ไชยวสุ (ฮิวเมอริสต์), คุณประยูร จรรยาวงศ์ (ประยูร จรรยาวงษ์), และคุณประหยัด ศ. นาคะนาทได้ชวนกันหนีความจำเจที่กำลังเบื่อกันได้ที่ ไปเปลี่ยนบรรยากาศกันที่เขมรแต่ก็ยังอุตส่าห์เก็บเกร็ดอันน่าสนใจเอามาเล่าสู่เราฟัง .. จนกลายเป็นหนังสือเล่มนี้ ถกเขมร เป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ของกัมพูชา (ขอม / เขมร) เล่มแรกๆที่แม้ข้อมูลยังไม่เสถียรแต่ก็เป็นรากฐาน และแรงบันดาลใจให้กับผู้เล่าเรื่องกัมพูชาเล่มอื่นๆ ต่อมาหลายเล่มที่เราอ่านจบไปก่อนหน้านี้ล้วนแต่พูดถึง ถกเขมร ของผู้เขียน มากบ้าง น้อยบ้าง ถกเขมร เป็นการเล่าเรื่องเขมรที่ปนอารมณ์ขันบางช่วงก็สนุกดี บางช่วงก็จะน้ำเยอะหน่อยโดยเฉพาะช่วงแรกๆ ก่อนออกเดินทางแต่ก็นับว่าได้รับบรรยากาศก่อนการเดินทาง (ด้วยเครื่องบิน) ในยุคสมัยก่อน (คือก่อน พ.ศ. 2500) ในเล่มนี้ .. นอกเหนือจากเรื่องของปราสาทหินผู้เขียนยังถ่ายทอดภาพบ้านเมืองแห่งยุคสมัย (พ.ศ. 2496) เอาไว้เป็นประวัติศาสตร์ทั้งภาพลักษณ์ผู้คน ตลาด บ้านเรือน และวิถีชีวิต เราชอบมุมมองตอนคุณชายที่เล่าถึงสำเนียงเขมรเวลาออกเสียงว่ากลัวน้ำหมากหกคำเลยออกเป็นเสียงเหมือคนอมอะไร (หมาก) เอาไว้ในปากแล้วคำที่แกยกตัวอย่างมา มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ซะด้วยน่ะสิ ^^

เรื่อง ตำนานแห่งนครวัดผู้แต่ง จิตร ภูมิศักดิ์สำนักพิมพ์ ชนนิยมเลขมาตรฐานหนังสือ 9789749747285 มึนงงและผิดคาดนิดหน่อย ที่หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นด้วยบทสนทนาของตัวละครอันประกอบไปด้วยสุธีร์ วิรัช อังสนา และข้าพเจ้าอันอาจหมายถึงจิตร ภูมิศักดิ์เอง หรือไม่ใช่ก็ได้บทสนทนาที่ว่า เป็นบทสนทนาที่นำเสนอแนวคิดเป็นบทสนทนาที่นำเราเข้าสู่เรื่องราวอันเป็นประวัติศาสตร์โบราณของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา (ขอม / เขมร)ก่อนจะพาเราไปเดินชมนครวัดกันจริงๆ (ผ่านทางตัวหนังสือ) ในบทหลังๆ แต่ข้อดีของการเล่าเรื่องด้วยบทสนทนาก็คือ อ่านง่ายข้อความไม่ยาวเกินไป มีการตัดสลับคนพูดมีคำท้วงติง อธิบายซ้ำ หรือขยายความให้เข้าใจได้มากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น มุมมองของจิตรออกจะต่างไปจาก –มุมมองของนักเขียนไทยคนอื่นๆ ที่เราอ่านผ่านมาอาจเป็นด้วยยุคสมัยและค่านิยมรวมถึงข้อมูลใหม่ที่เปลี่ยนถ่ายเข้ามาแทนที่หลายข้อมูลฟังดูแปลก ราวกับคนละเรื่องที่เราเคยรู้เคยอ่านมาก่อน จิตรนำตำนานมารวมกับเรื่องจริงโดยไม่ได้ระบุศักราชเล่าถึงยุคหนึ่งแล้วก็กระโดดไปเล่าอีกยุคหนึ่งและบางครั้งก็ไม่รู้ว่าหมายถึงกษัตริย์พระองค์ไหนกันแน่เทียบยุคกษัตริย์ไทยกับขอมแบบงงๆอ่านแล้วมีแต่การคาดเดา จับต้องอะไรไม่ค่อยได้เลยเราไม่เคยอ่านงานของจิตรมาก่อนพอเริ่มอ่านเล่มนี้เป็นเล่มแรกแล้วไม่ประทับใจเลยออกจะเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ค่อยดีเท่าไร อ่านแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมจึงใช้ชื่อหนังสือว่า “ตำนาน”เพราะโดยรวมแล้วเป็นเรื่องเล่ามากกว่าประวัติศาสตร์จริงเราเองคงตั้งทัศนคติก่อนอ่านผิดไปด้วยแหละจึงเป็นการอ่านแบบงงๆ หลงๆหลายครั้งดูเหมือนตัวละครทึกทักไปเองหลักฐานปะปนไปกับการสันนิษฐานเองเป็นส่วนมากและยังสอดแทรกแนวความคิดเรื่องความเท่าเทียมเรื่องของประชาชนที่โดนกดขี่ลุกขึ้นต่อต้านอำนาจเบื้องบน (แบบไม่เนียน) ด้วย บางเนื้อหา ก็เหมือนว่าจะพยายามชักจูงอะไรบางอย่างนึกถึงสุภาษิตไทย .. สองคนยลตามช่องฯคือจิตรจดจ่ออยู่กับความเท่าเทียมทางสังคมเมื่อตีความประวัติศาสตร์กัมพูชา ก็เลยพาไปในแนวทางนั้นส่วนเราไม่ค่อยอินกับเรื่องราวพวกนั้น อ่านแล้วก็เลยรู้สึกตะหงิดๆว่าเป็นประวัติศาสตร์ขอม (กัมพูชา) ในเวอร์ชั่นเอียงๆ อยู่สักหน่อย และในตอนสุดท้ายของเล่ม มันก็ไม่จบ (อย่างที่คำนำบอก) จริงๆ เสียด้วยเป็นไม่จบที่ไม่จบจริงๆ เล่าอยู่แล้วก็ค้างอยู่อย่างนั้นถ้าจิตรยังมีชีวิตอยู่ คงไม่ตัดสินใจพิมพ์งานชิ้นนี้แน่ๆเว้นแต่จะได้รับการแก้ไขปรับปรุงข้อมูลให้เรียบร้อยเสียก่อน  

เรื่อง บันทายฉมาร์และเดียงพลาโตผู้แต่ง นิพัทธ์พร เพ็งแก้วสำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9748428362 บันทายฉมาร์และเดียงพลาโต เล่มนี้ไม่ได้เล่าเพียงเรื่องราวของปราสาทขอมอย่างที่เราเข้าใจมีเพียงบันทายฉมาร์ ที่เป็นปราสาทหินในกัมพูชาแม้แต่เดียงพลาโตเองก็ไม่ใช่นามปราสาทขอมอย่างที่เรานึกไว้เดียงคือหมู่ปราสาทหินจริง หากแต่ตั้งอยู่ในประเทศอินโดนีเซียเดียงเกิดขึ้นเมื่อครั้งหนึ่ง .. ที่อินโดนีเซียยังมีศรัทธาในพราหมณ์ – ฮินดูยังนับถือไศวนิกาย (บูชาพระศิวะ) ทั้งบันทายฉมาร์และเดียงพลาโตเป็นเพียงส่วนสองในห้าบทจากหนังสือทั้งเล่มแต่ละบทแบ่งแยกกันไปเล่าถึงสถานที่ประทับใจในการเดินทางของผู้เขียนอย่างบทแรก เล่าถึงกรากาตัว ภูเขาไฟที่ยังมีลมหายใจอยู่ในอินโดนีเซีย การอ่านเรื่อราวของกรากาตัวในครั้งนี้ นับเป็นรอบที่สองของปีหลังจากที่เราเพิ่งได้ยินเรื่องเล่าของมันมาจาก ภูมีศาสตร์ที่คุณบินหลาฯ เล่าถึงเมื่อไม่นานมานี้กรากาตัวที่ได้พบในครั้งนี้ใกล้ชิดสนิทเท้ามากกว่าครั้งที่อ่านผ่านเรื่องเล่าของคุณบินหลาฯ มากเพราะคุณผู้เขียพาเราย่ำเท้าไต่ภูเขาไฟกรุ่นๆ กันเลยทีเดียวอ่านไปก็พลอยรู้สึกร้อนระอุที่เท้าตัวเองไปด้วยเป็นการเปิดเล่มที่ระทึกใจชวนให้วางไม่ลงทีเดียว บทต่อมาที่ผู้เขียนเล่าถึง เป็นบทที่ว่าด้วยเดียงและบันทายฉมาร์ตามชื่อเรื่องต่อด้วยหลวงพระบาง และปิดท้ายที่เกาได๋ อันหมายถึงวัดของลัทธิหนึ่งวัดที่เปิดรับและปกป้องคุ้มครองผู้คนที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวียดนามส่วนลัทธิที่ว่า เป็นลัทธิที่ได้ผนึกรวมพุทธศาสนาและคริสตศาสนาไว้รวมกัน!! ทั้งห้าเรื่องใน บันทายฉมาร์และเดียงพลาโตล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยพลังดึงดูดให้เราอยากวาร์ปไปยืนอยู่ข้างๆ ผู้เขียนได้เห็นในสิ่งที่ผู้เขียนกำลังเห็น กำลังสัมผัส กำลังรู้สึกผ่านมุมมองมุมเดียวกัน ผู้เขียนเล่าเรื่องสถานที่ เล่าเรื่องผู้คน ด้วยมุมมองที่ละเอียดอ่อน มีชีวิตระหว่างอ่าน เราโลดแล่นโผขึ้นดิ่งลงไปตามจังหวะการเล่าของผู้เขียนเพลินมาก อ่านรวดเดียวจบด้วยเวลาที่ไม่นานเลย (หนังสือไม่หนาด้วยแหละ)อ่านจบก็พบว่า ตัวเองมีหนังสือให้ตกหลงรักเข้าเต็มเปาอีกเล่มหนึ่งแล้วสินะ

เรื่อง ตามกลิ่นนางอัปสรา ตามหานครวัด นครธมผู้แต่ง พิษณุ ศุภ.สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9747521571 ตามกลิ่นนางอัปสรา ตามหานครวัด นครธม เป็นหนังสือบันทึกประสบการณ์การเดินทางไปเที่ยวชมปราสาทหินหลายแห่งในกัมพูชาอันได้แก่ปราสาทแม่บุญตะวันออก, ปราสาทบันทายศรี (บันทายสรี),นครวัด, นครธม, ปราสาทนาคพัน, ฯลฯพร้อมด้วยผู้ร่วมทางกิตติมศักดิ์ อันได้แก่ ..ตัวผู้เขียนเอง, อาจารย์พุฒ วีระประเสริฐ, อาจารย์สมิทธิ ศิริภัทร์, ฯลฯ(เป็นทริปที่น่าอิจฉามากกกก) หนังสือที่เกี่ยวกับปราสาทขอมหลายเล่มที่เราอ่านในช่วงนี้มักอ้างถึงหลักการสร้างปราสาทตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูอันอ้างถึงการจำลองเอาสวรรค์ หรือดินแดนแห่งเทพเจ้าลงมาบนเมืองมนุษย์เพื่อเป็นที่ประทับแห่งเทพเจ้า เพื่อเป็นสถานที่ที่กษัตริย์ใช้ติดต่อกับพระผู้เป็นเจ้าเพื่อบวงสรวงบูชา หรือแม้แต่เพื่อแสดงอำนาจของกษัตริย์ในยุคสมัยนั้นๆการสร้างปราสาท จึงมีมักเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลางของจักรวาลบ้างสร้างขึ้นบนเนินเขาจริงๆบ้างก็สร้างเลียนแบบขึ้นมาตามอิทธิพลของความเชื่อนั้นปราสาททั้งหลายในกัมพูชา ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นตามความเชื่อพื้นฐานอันนี้ซึ่งเรามักจะอ่านพบคำอธิบายจากหลายๆ เล่มที่อ่านมาแต่การอธิบายใน ตามกลิ่นนางอัปสรา ตามหานครวัด นครธม เล่มนี้อธิบายหลักการสร้างปราสาทได้เป็นรูปธรรม และเข้าใจง่ายที่สุดภาพประกอบก็เป็นภาพวาดลายเส้นสวยมาก ดูเข้าใจตามได้ง่าย การอ่าน (และการเรียน) ประวัติศาสตร์จะสนุกก็ต่อเมื่อเรามองเห็นความต่อเนื่องเชื่อมโยง เห็นที่มาที่ไปประวัติศาสตร์โดดๆ เดี่ยวๆ ไม่สนุกหรอก ท่องจำไปก็ลืมต่อเมื่อเรามองเห็นความเชื่อมต่อกันเห็นแรงบันดาลใจ เห็นที่มาของการเกิด การสืบต่อ การล่มสลายได้เข้าใจเสียก่อน .. แล้วมันจึงสนุก ทุกครั้งที่อ่านหนังสือประวัติศาสตร์โบราณสถานเชิงท่องเที่ยวเหล่านี้เรามักจะอยากตามไปเห็นของจริงด้วยตาตัวเองเสียทุกครั้งแต่กับเล่มนี้ เป็นเล่มที่กระตุ้นต่อมอยากเราได้มากที่สุดอ่านครั้งใดก็ปลุกความรู้สึกเดิมๆ กลับมาได้ทุกครั้งและขอตั้งใจแน่วแน่ว่า ถ้าได้ไปกัมพูชาจริงๆ จะพกเล่มนี้ติดตัวไปด้วยแน่นอนอยากได้เห็น ได้รู้สึก Read More →