เรื่อง ซากศพสีฟ้าผู้แต่ง โอตสึ อิจิผู้แปล รัตน์จิต ทองเปรมสำนักพิมพ์ ฮัมมิงบุ๊คส์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786169244394 มาซาโอะ เด็กชายร่างอวบ และขี้อายเพิ่งจะขึ้นชั้นประถมปีที่ 5 พร้อมกับเพื่อนนักเรียนทั้งชั้นพวกเขาทั้งหมดมีคุณครูประจำชั้นคนใหม่ .. ซึ่งเป็นครูที่เพิ่งจบมาหมาดๆครูที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และเป็นครูที่ดี ..เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นที่ตรงนั้น ซากศพสีฟ้า ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่ถูกสังคมเล็กๆ ในห้องเรียนบูลลี่ อันที่จริงแล้ว เนื้อเรื่องหลักของหนังสือเล่มนี้มีเพียงนิดเดียวพื้นที่ที่เหลือเกือบทั้งหมด .. คือพื้นที่ที่ผู้เขียนใช้เพื่อบอกเล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นชั่วระยะ 1 เทอมคือพื้นที่ที่ผู้เขียนค่อยๆ เปลี่ยนจากเด็กขี้อายคนหนึ่งให้กลายเป็นเด็กที่ถูกเพื่อนๆ ในห้องทอดทิ้ง รังแก และทำร้ายจิตใจคือพื้นที่ที่ผู้เขียนใช้ถ่ายทอดความรู้สึกอัดอั้น กดดัน ของตัวละครหลัก ผู้เขียนเล่าเรื่องที่มาซาโอะถูกบูลลี่ได้ชวนหัวร้อนมากวิธีเล่าค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับขั้นมันเริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างความเข้าใจผิดแล้วมันค่อยๆ ถูกทำให้เติบโตก่อนจะลุกลามไปจนกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ผู้เขียนสร้างความรู้สึกได้ชัดเจน เห็นภาพมากเล่นกับอารมณ์และความรู้สึกคนอ่านได้สุดจริงๆ โหดมากความรู้สึกของมาซาโอะ ชัดเจนในความรู้สึกของคนอ่าน เขาสามารถดึงความรู้สึกร่วมของเราออกมาได้ถึงที่สุดและพอคิดดูดีๆ มันน่ากลัวมากที่เราโกรธแค้นคนที่ทำกับมาซาโอะมันน่ากลัวมากที่เราคอยเอาใจช่วยให้มาซาโอะทำในสิ่งที่เขาคิดจะทำให้สำเร็จมันน่ากลัว .. ที่ผู้เขียนน้อมนำให้เราเปิดเผยด้านมืดออกมา   สิ่งที่มาซาโอะถูกกระทำทีละเล็กทีละน้อยในทุกวัน ..มันได้สร้างปีศาจขึ้นมาแล้ว!!

เรื่อง ขนมปังของพรุ่งนี้ แกงกะหรี่เมื่อวันวานผู้แต่ง คิซาระ อิซึมิผู้แปล อิศเรศ ทองปัสโณว์สำนักพิมพ์ Bibliเลขมาตรฐานหนังสือ 9786169352563 ดีงามมาตั้งแต่คำนำที่อ่านแล้วทั้งเย้ายวนและฮึกเหิมไปพร้อมๆ กันจนกระทั่งถึง “บันทึกจากผู้แปล” หลังจบบทสุดท้ายที่ชวนให้หวนคิดถึงวันเวลาเก่าๆ อันแสนสุข ในค่ำคืนที่ต้องเดินจากโรงพยาบาลกลับบ้านในช่วงเวลาที่คาซึกิกำลังป่วยเป็นมะเร็งระยะที่รักษาไม่หายแล้วพ่อและภรรยาของเขาต้องเดินกลับบ้านด้วยถนนสายนั้นเป็นประจำ ในช่วงเวลาที่แสนจะเหนื่อยและท้อร้านขนมปังที่เปิดขายจนดึกดื่น และกลิ่นขนมปังอันอบอุ่น ..ก็เป็นสิ่งที่ชุบชูจิตใจสองคนนี้ขึ้นมา ทีแรกก็เข้าใจว่า .. อ้อ .. เนื้อเรื่องจะเล่าถึงร้านขนมปังร้านนี้นี่เองแต่ไม่ใช่ค่ะ!! เรามาเข้าใจเอาในตอนจบนี้เองว่าทั้งขนมปังของพรุ่งนี้ ทั้งแกงกะหรี่เมื่อวันวาน .. มันเป็นตัวแทนระหว่างตัวละครสองตัว ที่เคยพบกันมาตั้งแต่เด็ก?เป็นตัวแทนของความรู้สึกอบอุ่นหนังสือเล่มนี้โดดเด่นตรงนี้นะ ..เราชอบจุดสังเกตเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้เขียนใส่เอาไว้ในเรื่องเพื่อให้คนอ่านค่อยๆ พบความเชื่อมโยงระหว่างตัวละครระหว่างเรื่องราว .. ระหว่างความรู้สึก .. ผู้เขียนมีอารมณ์ขัน และผู้แปลก็มีสำนวนแปลน่ารักชั้นเชิงในการเล่าเรื่องเทพมากขนมปังของพรุ่งนี้ แกงกะหรี่เมื่อวันวานเป็นเรื่องราวเรียบง่าย ที่เล่าเรื่องที่ไม่เรียบง่ายเลยมันเล่าถึงชีวิตของตัวละครต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคาซึกิภายหลังจากที่ตัวเขาตายลงไปจะเรียกว่าเป็นการเรียนรู้ และการปรับสภาวะจิตใจของผู้คนที่ได้ผ่านการสูญเสียในชีวิต .. ก็พอจะได้ ทั้งที่เรื่องน่าจะหนัก หากผู้เขียนกลับเขียนได้เบาแต่พอจะบอกว่าเบา ก็กลับรู้สึกว่ามันช่างลึกซึ้งแถมยังแทรกอารมณ์ขันลงไปก็ได้ด้วยเป็นหนังสือที่น่าทึ่งจริงๆ กลไกในการดำเนินเรื่อง ..ผู้เขียนซ่อนสัญลักษณ์เล็กๆ น้อยๆ ไม่สลักสำคัญ แต่ทำให้เรารู้สึกบรรยายถึงความเศร้า โดยไม่ต้องมีคำว่าเศร้าเล่าถึงความสุขโดยไม่ต้องมีคำว่าสุขการกระทำบางอย่างของตัวละคร สามารถบ่งบอกสิ่งที่พวกเขารู้สึกต้องใช้ทั้งความละเอียดอ่อน และความช่างสังเกตผู้เขียนจึงถ่ายทอดมันออกมาได้ดีงามแบบนี้ แม้จะมีความลึกซึ้งในวิธีเล่า แต่ก็อยู่ในโหมดเนิบนิ่งทว่าทั้งที่เรียบๆ นิ่งๆ มาโดยตลอดตอนท้ายเล่มกลับมาโรแมนติกใส่เราซะงั้นเป็นโรแมนติกที่ทำให้น้ำตาซึมด้วยยิ่งอ่านยิ่งรักเลยค่ะ เล่มนี้ Read More →

เรื่อง ห้องอาหารนกนางนวลผู้แต่ง มูเระ โยโกะผู้แปล สิริพร คดชาครสำนักพิมพ์ แซนด์วิชเลขมาตรฐานหนังสือ 9786169342212 การที่คนเราอยากเปิดร้านอาหารในต่างประเทศเตรียมตัวทุกอย่างไปทีละนิด ค่อยๆ พร้อมทีละหน่อยแต่สุดท้ายก็ติดปัญหาเรื่องเงินด้วยความที่ตัวเอกมีดวงเสี่ยงโชคมาตั้งแต่เด็กจึงตะลุยซื้อล็อตเตอร์รี่ทีละเยอะๆจนในที่สุดก็ถูกรางวัลหนึ่งร้อยล้านเยน .. มีเงินไปทำร้านที่ฟินแลนด์อย่างที่ฝันไว้จนได้!!นี่มันช่างเป็นพล็อตที่เอาแต่ใจคนเขียนที่สุดไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีความสมเหตุสมผลใดๆ เลย!! ห้องอาหารนกนางนวล เล่าเรื่องความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวญี่ปุ่นในต่างแดนเริ่มต้นที่ ฮายาชิ ซาจิเอะ ผู้ตั้งใจมาเปิดร้านอาหารที่ฟินแลนด์ซาเอกิ มิโดริ หญิงสาวที่ทำงานสบายๆ มาโดยตลอดยี่สิบกว่าปีจนกระทั่งวันที่บริษัทปิดตัว ความรู้สึกเคว้งคว้างๆ แปลกๆ –จึงดลบันดาลใจให้เธอเลือกหนีออกจากญี่ปุ่นมายังประเทศที่บังเอิญจิ้มได้มั่วๆ บนแผนที่!!และคนสุดท้ายคือ ชินโด มาซาโกะ ที่อายุราว 50 ปีเธอไม่ได้แต่งงาน และดูแลพ่อแม่ที่เจ็บป่วยมาโดยตลอดเมื่อพวกเขาเสียชีวิตไปแถมน้องชายยังมาทวงบ้านหลังที่เธอเคยอยู่กับพ่อและแม่ตัวเธอจึงอยากจะหนีไปจากสถานการณ์ตรงหน้าและอยากลองทำอะไรตามใจตัวเองดูสักครั้ง ผู้เขียนค่อยๆ เปิดตัวหญิงสาว (บ้างไม่สาวบ้าง) ทั้งสามทีละคนกับตอมมิ ฮิรุโตะเน็น เด็กหนุ่มชาวฟินแลดน์ที่ช่วยเพิ่มความโฉ่งฉ่างให้กับเนื้อเรื่องเรื่องเล่าด้วยจังหวะเรียบๆ เรื่อยๆ เบาๆ อ่านไปแบบไม่มีอะไรให้คิดมากมีตัวละครประกอบที่น่าสนใจผ่านเข้ามาในเรื่องบ้างและร้านอาหารที่ไร้ร้างลูกค้า ก็ค่อยๆ เติบโต ห้องอาหารนกนางนวล เป็นหนังสือจาก มูเระ โยโกะซึ่งเขียนหนังสือเล่มเดียวกับที่เราเพิ่งอ่านจบไป(วันที่เหมาะกับขนมปัง ซุป และแมว)เมื่อหยิบมาอ่านต่อกัน ทำให้เรารู้สึกเลยว่าเนื้อในของสองเรื่องนี้เหมือนกันมากกกกกผู้เขียนแค่เพียงเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนองค์ประกอบ เปลี่ยนฉาก ตัวตนของซาจิเอะ  แทบจะไม่ต่างกันเลยกับอากิโกะ (จากเรื่องก่อน)เธอทั้งสองคนรักอาหารรสอ่อน เน้นรสชาติของวัตถุดิบดั้งเดิมรักความเรียบง่าย ทำอาหารด้วยใจขณะเดียวกันก็นึกดูถูกอาหารที่ปรุงรสจัด(หนังสือไม่ได้บอกตรงๆ Read More →

เรื่อง วันที่เหมาะกับขนมปัง ซุป และแมวผู้แต่ง มูเระ โยโกะผู้แปล สิริพร คดชาครสำนักพิมพ์ แซนด์วิชเลขมาตรฐานหนังสือ 9786169342205 บอกไม่ถูกว่าหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไรเพราะมันไม่เกี่ยวกับอะไรเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งแต่ผู้เขียนเล่าถึงหลายประเด็นที่ผุดขึ้นมาในเรื่องและเกิดขึ้นรอบๆ ตัวของอากิโกะ หญิง (ไม่) สาว เจ้าของเรื่องราวนี้ วันที่เหมาะกับขนมปัง ซุป และแมว เล่าถึงอากิโกะหญิงวัย 50 ปี ที่เพิ่งสูญเสียแม่ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไปแม่ได้ทิ้งร้าน (ที่อากิโกะไม่ชอบเลย) เอาไว้ให้เป็นมรดกแต่เดิมนั้น เธอมีงานประจำอยู่แล้วในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งแต่วันดีคืนดีก็ถูกย้ายตำแหน่ง ถูกกดดันให้ลาออกกลายๆเธอจึงตัดสินใจลาออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเป็นเจ้าของร้านอาหารในแบบของตัวเอง ..ร้านที่ไม่เหลือเค้าโครงของร้านเดิมเอาไว้เลย ร้านอาหารในแบบที่อากิโกะตัดสินใจทำนั้นเป็นร้านอาหารที่ขายเพียงไม่กี่เมนูก็ตามชื่อเรื่องนั่นแหละ คือขายขนมปัง ซุป (ยกเว้นแมว 5555)แต่เมนูที่ว่านี้จะเปลี่ยนไปในทุกวันขนมปังจะมีให้เลือกวันละ 2 ชนิด ซุปก็จะถูกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ส่วนแมวที่ว่านี้นั้นมีชื่อว่าทาโระแท้ที่จริงแล้ว ทาโระไม่ได้อยู่ในร้านด้วยมันรอออย่างสงบเสงี่ยมอยู่บนชั้น 3 ของร้านเป็นสิ่งมีชีวิตที่เฝ้ารออย่างอดทน .. รอเวลาที่อากิโกะเลิกงานและได้กลับขึ้นมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างแสนสุขนอกจากเป็นแมว มันยังเป็นที่พักพิงใจให้กับอากิโกะหลังเลิกงานด้วย ในเรื่องราวที่ดำเนินไปของร้านอาหารเปิดใหม่นี้นั้นเรารับได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างอากิโกะ กับชิมะจังระหว่างนายจ้างที่น่ารัก อบอุ่น แต่แน่วแน่ มั่นคงกับลูกจ้างที่รับผิดชอบ รู้หน้าที่ และรักร้านนี้เหมือนเป็นร้านของตัวเอง เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตผ่านโลก และเข้าใจโลกมาแล้วช่วงหนึ่งกับหญิงสาววัยเยาว์กว่า .. ที่เปรียบเสมือนลม โกรธง่ายหายเร็วชิมะจังไม่พอใจลูกค้าบางประเภทที่ไม่เข้าใจคอนเซ็ปต์ของร้านหรือลูกค้าบางคนที่เรื่องมากเอาแต่ใจแต่อากิโกะกลับยิ้ม และยอมรับกับความเรื่องมากของลูกค้าเพราะเข้าใจในความเฉพาะเจาะจงที่เข้าใจยากของร้านตัวเอง แต่ในความแน่วแน่ มั่นคง Read More →

เรื่อง ปาฏิหาริย์แมวลายส้มผู้พิทักษ์หนังสือผู้แต่ง นัตสึคาวะ โซสุเกะผู้แปล ฉัตรขวัญ อดิศัยสำนักพิมพ์ Bibliเลขมาตรฐานหนังสือ 9786169352532 เรื่องมันเริ่มขึ้นหลังจากที่ปู่ของรินทาโร่ตายแล้วจู่ๆ ก็มีแมวพูดได้โผล่ออกมามันก็พาให้รินทาโร่เดินผ่านทางเดินในบ้านของเขาเองทางเดินที่สองข้างทางขนานไปด้วยชั้นหนังสือสูงทางเดินในบ้าน .. ที่ทอดยาวออกไปสุดตา .. ราวกับไม่รู้จบเขากับเจ้าแมวเดินเข้าไปในเขาวงกต เพื่อทำภารกิจบางอย่างที่เจ้าแมวร้องขอ .. ในเรื่องนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่รักหนังสือแต่เขามีมุมมองแปลกๆ และกระทำการแปลกๆ กับหนังสือเหล่านั้นและรินทาโร่ถูกมอบหมายให้แก้ไขสถานการณ์ที่ว่านั้น ทั้งๆ ที่ตัวละครหลักในเรื่องนี้ชอบหนังสือและเราเองก็ชอบหนังสือแต่เรากลับรู้สึกไม่ค่อยเชื่อมโยงกับตัวละครเหล่านี้สักเท่าไร ปาฏิหาริย์แมวลายส้มผู้พิทักษ์หนังสือ เป็นวรรณกรรมแฟนตาซีเป็นแฟนตาซีที่ทำให้เรารู้สึกเฉยๆไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือประทับใจเป็นพิเศษมีความเป็นวรรณกรรมเยาวชนอาจเหมาะกับเด็กๆ มากกว่าผู้ใหญ่ และเพราะความที่เป็นวรรณกรรมเยาวชนนี้เองที่ทำให้การโต้เถียงกันในเชิงตรรกะ ถูกลดทอนความเข้มข้นและความสมจริงลงไป เรารู้สึกว่าผู้เขียนมีคำตอบสำเร็จรูปอยู่แล้วหนังสือไม่เปิดทางให้คิด เขาบอกเราในสิ่งที่เขาคิดมาแล้วเป็นคำตัดสิน เป็นบทสรุปที่อยู่ในกรอบ

เรื่อง แรกรักผู้แต่ง อินุอิ คุรุมิผู้แปล ปาวัน การสมใจสำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161826192 หนังสือเล่าถึงความรักแบบหนุ่มสาวที่เริ่มต้นจากความยังเอิญ และการนัดเดทเป็นกลุ่มคู่หนึ่งในนั้นถูกใจกันตั้งแต่แรกพบ และสานต่อความสัมพันธ์กันต่อมาพวกเขาพบกัน แลกหนังสือกันอ่าน ดื่มกิน พูดคุย และมีความสัมพันธ์กันความรักเติบโตขึ้นแลัวฝ่ายชายที่เป็นชายหนุ่มจืดๆ ก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ..เรื่องราวยังคงดำเนินไป และเราก็อ่านไป ครุ่นคิดไป .. คาดว่าใครหลายคนที่รู้จักหนังสือเล่มนี้ คงได้ยินคำบรรยายสรรพคุณของมันมาบ้างไม่มากก็น้อยที่เลือกเล่มนี้มาอ่าน ก็เพราะเหตุผลเดียวเลยเราอยากรู้ว่าการหักมุมด้วยประโยคสุดท้ายเพียงประโยคเดียวนั้นมันเป็นยังไงและความรู้สึกแบบไหนที่ทำให้คนอ่านอยากย้อนกลับไปอ่านใหม่ทั้งหมด! เรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ เบื่อๆ นิดๆหนังสือเล่าเรื่องราวความรักของชายหญิงแบบไม่มีอะไรแปลกมีพัฒนาการไปบ้างระหว่างที่ความรักดำเนินไปอารมณ์ขึ้นลงไปกับการกระทำของตัวละครบ้าง แต่ก็ไม่หวือหวาอะไรจนกระทั่งถึงตอนจบ .. อะไรฟระ!! อืม .. นี่สินะ ที่คนเขาพูดกัน .. แม้จะตั้งใจเกร็งรอความหักมุมอันลือเลื่องนั่นเอาไว้แล้วแต่เราก็ยังจับไม่ได้อยู่ดี งงอยู่ดีแต่อารมณ์อยากอ่านซ้ำนี่ไม่มีนะpantip เท่านั้นที่ช่วยเราได้ .. ทางลัดนี่จะว่าดีก็ดี ไม่ดีก็ไม่ดีเนอะ ผลก็คือ อืม .. เก็ทแล้ว เข้าใจแล้วแต่นอกเหนือจากความหักมุมที่ว่าแล้วเราไม่ค่อยสนุกกับมันเท่าไรเลยเราว่า ถ้าเราจับทริคคนเขียนได้เองอาจทำให้เราฟินกว่านี้ สนุกกว่านี้แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังยืนยันว่า .. เราไม่คิดจะอ่านซ้ำตามคำโปรยอ่ะ .. จบแล้วค่ะ รีวิวแบบไม่สปอยล์ ..ลึกๆ ในใจอยากรีวิวแบบสปอยล์ร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกันนะเขียนเป็นไทม์ไลน์เลย .. แต่อย่างที่บอกแหละ เราไม่อยากอ่านมันซ้ำแล้วเอาเป็นว่า ถ้ามีกำลังใจ .. Read More →

เรื่อง ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะผู้แต่ง ซูมิโนะ โยรุผู้แปล ธีราภา ธีรรัตนสถิตสำนักพิมพ์ Maxx Publishingเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163711038 หนังสือเล่มนี้ ถูกหยิบมาอ่านตอนที่เราเข้าร่วมกิจกรรม #คืนวันศุกร์bookclubเงียบๆ ของเพจ nananatteด้วยว่าเป็นเล่มอยู่ในคิวที่กำลังจะอ่านอยู่พอดี หนังสือเรื่องนี้เข้ามาอยู่ในกองดองบ้านเรานานพอสมควรเหตุผลหลักเลยคือเพราะเป็นหนังสือที่มีผู้เขียนคนเดียวกันกับหนังสือเรื่อง ฝันถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว ซึ่งเราชอบมาก ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ เป็นเรื่องที่ถูกเล่าผ่านมุมมองของตัวละครเด็กชายวัยมัธยมเรื่องราวเป็นพล็อตง่ายๆ ไม่ซับซ้อนเรื่องของเด็กชายเก็บตัว ที่บังเอิญไปรู้ความลับของเด็กหญิงผู้ร่าเริงเพื่อนร่วมห้อง .. ยามาอุจิ ซากุระ คนนี้ เป็นโรคร้ายซึ่งกำลังจะตายแต่ปิดบังไม่ยอมบอกเพื่อนๆ ในห้อง .. มีเพียงเด็กชายที่รู้ความลับนี้ เพราะเป็นเรื่องราวของเด็กมัธยม ภาษาที่ใช้จึงเป็นภาษาง่ายๆแต่เรากลับไม่ค่อยชอบสำนวนเท่าไร บอกไม่ถูกว่าเพราะอะไรอาจเพราะว่ามันไม่สละสลวย แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด มันเป็นภาษาง่ายๆ ไม่ซับซ้อนมีบทสนทนาแทรกอยู่บ้างบางบทบรรยายทำให้นึกภาพตามไม่ออกอ่านได้เรื่อยๆ แต่ไม่ทำให้รู้สึกอิน สิ่งที่เราประทับจากหนังสือเรื่องนี้คือผู้เขียนคิดถึงเรื่องความสัมพันธ์และความเป็นมนุษย์เอาไว้อย่างละเอียดอ่อนมากเลย มีจุดหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเล่มนี้ คือตอนจบที่หักมุมเบาๆ มันทำให้เรารู้สึก “เฮือก” ไปเหมือนกันเนื้อเรื่องที่เนือยๆ เอื่อยๆ มาตลอดก็มาเข้มข้นขึ้นอีกนิดในช่วงท้ายนี่เองเหมือนที่เราทนอ่านทั้งเล่มมาโดยตลอด ก็เพื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ ไม่ใช่หนังสือที่แย่แต่ถ้าถูกวัดด้วยความคาดหวังจาก ฝันถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว แล้วนับได้ว่าแตกต่างกันมากอยู่ความรู้สึกประทับใจจากเล่มก่อนหน้า แทบจะไม่ปรากฏเลยในเล่มนี้เป็นหนังสือที่ถ้ามีโอกาสอ่าน ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังแต่ก็ไม่จำเป็นต้องดั้นด้นหามาอ่านอะไร

เรื่อง ครอบครัวที่ลักผู้แต่ง ฮิโรคาสุด โคเรเอดะผู้แปล ฐิติพงศ์ ศิริรัตน์อัสดร, สกล โสภิตอาชาศักดิ์สำนักพิมพ์ Maxx Publishingเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163711366 ตอนที่เราได้รู้เรื่องย่อของหนังสือเล่มนี้เราหวนคิดถึงความรู้สึกตอนที่ดูภาพยนตร์เรื่อง nobody knowsและแปลกใจทั้งที่ไม่น่าแปลกใจ .. เมื่อได้รู้จากคำนำว่าผู้ที่เขียนหนังสือเรื่องนี้ ก็คือผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนั้นนั่นเอง ครอบครัวที่ลัก เล่าเรื่องของครอบครัวชิบาตะ(บางทีก็เรียกว่าบ้านอาระคาวะ?)ครอบครัวนี้มีสมาชิกอันประกอบไปด้วย ..โอซามุ ชายวัย 40 กลางๆ แต่ดูแก่กว่าอายุจริงพ่อผู้ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว ไม่มีความรับผิดชอบ และไม่รู้จักโตโนบุโยะ ภรรยาของโอซามุ และรับบทเป็นแม่ของครอบครัวฮัตสึเอะ หญิงสูงวัยผู้รับบทเป็นย่า เรียกได้ว่าเป็นเสาหลักเพราะเป็นทั้งเจ้าของบ้าน และเป็นเจ้าของเงินส่วนมากที่ใช้จ่ายในบ้านอากิ หญิงสาวที่น่าจะนับได้ว่าเป็นน้องสาวของโนบุโยะ เป็นน้าสาวของบ้านนี้และโชตะ เด็กชายคนสุดท้ายของบ้าน มีอายุราว 10 ขวบ ในตอนเริ่มเรื่อง ครอบครัวนี้ได้มีสมาชิกคนสุดท้องเพิ่มมาอีกหนึ่งคนเป็นเด็กหญิงตัวกระจิ๋ว ชื่อว่ายูริ .. หรือรินเด็กหญิงคนสุดท้ายที่ได้กลายมาเป็นสมาชิกของครอบครัว ครอบครัวปลอมๆ ครอบครัวนี้ เป็นครอบครัวที่ค่อนข้างยากจนเป็นชนชั้นล่างของสังคม บางคนประกอบอาชีพใช้แรงงานและบางคนก็เรียกได้ว่าเป็นมิจฉาชีพชั้นกระจอก ลักเล็กขโมยน้อยเป็นการรวมตัวกันของตัวกระจอกแต่ถึงอย่างนั้นก็เรียกได้เต็มปากว่าเป็นครอบครัว ผู้เขียนค่อยๆ เปิดเผยบทบาทของแต่ละตัวละครรวมถึงเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของแต่ละคนผ่านฉากและการกระทำของพวกเขาเราค่อยๆ เห็นความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดของสมาชิกในบ้านเป็นความห่วงหาอาทรคล้ายครอบครัว ..แต่เป็นครอบครัวที่ทุกคนกำหนดบทบาท สร้าง .. และเลือกมันขึ้นมาเอง ตรงข้างล่างนี้อาจจะติดสปอยล์นิดนึงนะคะยากที่จะเล่าถึงหนังสือเล่มนี้ โดยไม่เล่าเรื่องเลยจริงๆแต่ถึงอย่างนั้น อรรถรสของหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้อยู่ที่เรื่องที่เราเล่าพวกนี้หรอกเราว่ามันอยู่ที่อารมณ์และความรู้สึกที่ผู้เขียนพาเราไปในขณะที่อ่านมันต่างหาก Read More →

เรื่อง มีอะไรในสวนหลังบ้านผู้แต่ง คิมจินยองผู้แปล วิทิยา จันทร์พันธ์สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161829636 มันเริ่มจากกลิ่นเหม็นแปลกๆ ที่โชยคละคลุ้งอยู่ในสวนดอกไม้ของจูรันก่อนที่กลิ่นนั้น จะนำพาให้ตัวตนของเธอเปลี่ยนแปลงไปหมดสิ้นทุกอย่าง มีอะไรในสวนหลังบ้าน เป็นเรื่องราวที่ถูกเล่าผ่านผู้หญิงสองคนคือคิมจูรัน และอีซังอึน ตัดสลับกันอย่างลงตัว พอเหมาะผู้เขียนจงใจทิ้งปมง่ายๆ เอาไว้เป็นระยะๆให้เราคลำทางไปอย่างลุ้นๆในขณะที่อีกส่วนของเรื่อง กลับเป็นเผยตัวผู้ฆ่าอย่างโต้งๆเราค่อยๆ คลำทางไปเพื่อค้นหาว่า ปลายทั้งสองนี้จะไปเชื่อมต่อกันที่ใดและปมที่ผู้เขียนพาเราไปนั้น เป็นปมหลอกหรือไม่ เงื่อนงำ .. ความเชื่อใจและไม่เชื่อใจระหว่างคนในครอบครัวผู้เขียนเล่นกับความไม่แน่ใจในตัวเองของคนวิตกจริต ช่างระแวงความสงสัยที่ไม่กล้าเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริง ..หรือเป็นเพียงมโนภาพของตนเอง คำว่าผู้หญิง และสังคมเกาหลี ..เราได้รับอารมณ์และความรู้สึกแบบเดียวกัน –กับที่ได้รับเมื่อตอนที่อ่าน คิมจียองเกิดปี 82 มันรู้สึกอยู่จางๆผู้หญิงสองคนในเรื่องนี้ .. ภรรยาของชายผู้ร่ำรวย และภรรยาของชายที่ยากจนต่างก็มีความทุกข์ในแบบของตัวเองเป็นความทุกข์ที่มีรากฐานมาจากสังคมและค่านิยมแบบเกาหลีแบบที่ผู้หญิงด้อยกว่าผู้ชายเสมอ ไม่ว่าในสถานะไหนก็ตาม มีอะไรในสวนหลังบ้าน ดีงามทั้งการเปิดเรื่อง การดำเนินเรื่อง และพล็อตตอนที่ปมทุกอย่างค่อยๆ คลี่คลายออกมา มันพีคมากสำหรับเราก่อนหน้านี้เราเดาอะไรไม่ได้เลยได้แต่ตามเบาะแสเงื่อนงำที่ผู้เขียนค่อยๆ ปลดทีละเปลาะอย่างผู้ตามที่ดีแต่ไม่เคยตามทัน และยิ่งไม่อาจแซงหน้าผู้เขียนได้เลย ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบเรานึกถึงการดูข่าว หรืออ่านข่าวของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเล่มนี้ .. ในวันรุ่งขึ้นแน่นอนว่าเนื้อหาข่าวไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแน่ๆทำให้เราหวนคิดถึงข่าวอีกหลายข่าวที่เราได้ฟังได้ดูมามันมีความจริงอยู่เท่าไรกัน และความจริงที่ว่านั้น มันเป็นความจริงในแง่มุมไหน มนุษย์นั้นซับซ้อน และเราไม่อาจตัดสินผู้คนได้จากเพียงการกระทำเดียวหรือจากมุมมองเพียงมุมเดียวที่เรารับรู้ เล่มนี้พีคมาก และเราชอบมากค่ะ  

เรื่อง ความทรงจำของวันพรุ่งนี้ผู้แต่ง โอกิวาระ ฮิโรชิผู้แปล หนึ่งฤทัย ปราดเปรียวสำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161834647 เราเองก็อายุไม่น้อยแล้วนะที่หยิบเล่มนี้มาอ่านก็เพราะรู้สึกว่าเราเองก็มีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์อยู่เหมือนกันเป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัวเลย แต่ด้วยวิธีเล่าที่เริ่มต้นจากการบอกเล่าชีวิตประจำวันของผู้ชายญี่ปุ่นผู้เป็นหัวหน้าครอบครัววัยกลางคนเรื่องดำเนินไปอย่างเนิบนาบและไม่สามารถตอบโจทย์ความอยากรู้อยากเห็นของเราเกี่ยวกับอาการของโรคนี้ทำให้ช่วงต้นต่อติดได้ยากหน่อยกว่าจะผ่านไปแต่ละบท มันไม่มีอะไรดึงดูดเราเอาไว้ได้เลย ต่อเมื่ออ่านไปถึงช่วงหนึ่ง วิธีเล่าแบบนี้กลับเป็นประโยชน์มากเพราะมันทำให้เรารู้และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้เข้าใจว่าอะไรที่เกิดขึ้นกับตัวเขา และเข้าใจว่าเขาคิดอะไร สะเอกิ คือชายวัย 50 ที่เริ่มมีอาการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์นับตั้งแต่วันที่เขารู้ว่าตนเองป่วย คล้ายกับว่าอาการของโรคค่อยๆ พัฒนาไปทีละน้อยแต่ถ้านับจากวันป่วยจนถึงวันสุดท้ายในเล่มก็นับว่าอาการป่วยรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว สะเอกิต่อสู้เต็มที่กับความทรงจำที่กำลังจะลบเลือนเขาอ่านหนังสือเพื่อทำความรู้จักกับโรคที่ตัวเองเป็นเปลี่ยนวิถึชีวิต เปลี่ยนวิธีการดื่มกินอาหารเขาจดบันทึกข้อมูลสำคัญที่ได้รับจากการทำงานในแต่ละวันนอกจากนี้ยังจดบันทึกเหตุการณ์ประจำวันมีสมุดแพลนเนอร์ที่จดละเอียดมากพกแผนที่ติดตัวไปด้วย ฯลฯแต่ถึงอย่างนั้น ความกลัวและไม่มั่นใจ ก็มีปรากฏให้เห็น ความทรมานของโรคไม่ได้อยู่ที่การเจ็บป่วยทางกายแต่มันคือความหวาดกลัวว่าเราจะหลงลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยรู้จักหลงลืมเพื่อน หลงลืมเพื่อนร่วมงาน หลงลืมแม้แต่คนในครอบครัวและท้ายที่สุดแล้ว คือการหลงลืมตัวเอง และสูญเสียความเป็นตัวเองไป การที่ล่วงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าปลายทางที่โหดร้ายนั้นเป็นอย่างไรนั้นทำให้ระหว่างทางที่ผ่านพ้นไปในแต่ละวัน เป็นวันที่น่าหวั่นใจไม่น้อย ในตอนใกล้จบเราลุ้น เอาใจช่วยกับการทำตามฝันอันบ้าบิ่นของชายผู้เป็นอัลไซเมอร์คนนี้มากและแม้ว่าเราจะพอเดาตอนจบของหนังสือเล่มนี้กันได้อยู่แล้วแต่ผู้เขียนก็สามารถสร้างตอนจบที่ละมุนละไม สวยงาม(ซึ่งในความสวยงามที่ว่านี้ ก็รู้แหละว่ามันคือความโหดร้ายในความเป็นจริง) ความทรงจำของวันพรุ่งนี้ เป็นหนังสือที่เริ่มต้นแบบง่วงๆ แต่กลับจบลงด้วยความดีงามเป็นอีกครั้งที่เราดีใจที่ได้อ่านมันจนจบไม่ได้เลิกอ่านไปก่อนตั้งแต่ไม่กี่หน้าแรก