เรื่อง พูดกับบ้านงานเขียนเกี่ยวกับผู้ชายกับบ้านของเขาและบรรณาธิการอยากอ่านผู้แต่ง รงค์ วงษ์สวรรค์สำนักพิมพ์ ฟรีฟอร์มเลขมาตรฐานหนังสือ 9786167147277 พูดกับบ้าน ถูกเขียนเป็นบทความลงในนิตยสารฟ้าเมืองไทยซึ่งมีคุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ เป็นบรรณาธิการเริ่มพิมพ์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2525 ถึงเดือนสิงหาคม 2526 เราโตไม่ทันช่วงที่ผู้เขียนกำลังพีคอยู่ในวงการน้ำหมึกทำให้ไม่ได้อยู่ร่วมในบรรยากาศของคนที่คุยกันเกี่ยวกับหนังสือของเขาพอมาอ่านในวันนี้ เราจึงไม่เคยเข้าใจว่าคนที่ชอบผู้เขียนเขาชอบอะไรในผลงานของเขา สำหรับเรา งานของรงค์ วงษ์สวรรค์เล่าเรื่องตามใจตัวเองไว้ตัวนิดๆ ยกตนเหนือกว่าบางคน และตัดสินรสนิยมของพวกเขา บางทีเราอาจจะตีความไปเองแต่สาส์นที่เรารับมันมีแนวทางไปอย่างนั้นคุณรงค์มีตัวสะกดฉีกขนบ สะกดตามที่ตัวเองเห็นควรสำนวนภาษาเป็นกันเอง เสียดสีนิดๆ บ่นๆ หน่อยแต่ก็มีสำนวนที่น่าสนใจผุดพรายออกมาระหว่างอ่าน พูดกับบ้าน เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องของบ้านทั้งบ้านหลังแรกที่ผู้เขียนเก็บหอมมาอย่างกระเบียดกระเษียรทั้งบ้านของผู้คนที่เขามีโอกาสได้ไปเห็นเล่าถึงช่างรับเหมา ถึงเพื่อนสถาปนิก ฯลฯ ผู้เขียนเล่าถึงการสร้างบ้านผนวกไปกับการเล่าถึงชีวิตของตนเองในช่วงนั้นจนบางบทตอนเหลือเพียงชีวิต ไม่มีบ้านเลยเถิดไปถึงร้านเหล้า หรือร้านกับแกล้มของวงเหล้าสดุดีเพื่อนพ้องพี่น้องในวงการหนังสือ และหนังสือพิมพ์เบื้องหลังของนวนิยายบางเรื่องถูกเล่าผ่านช่วงชีวิตเหล่านั้น(บางลำภูสแควร์, แมงบาร์, สนิมสร้อย, สนิมกรุงเทพฯ, คืนรัก, แดง รวี ฯลฯ ) นอกจากนี้ ผู้เขียนยังเล่าถึงนักเขียนผู้เป็นตำนานหลายท่านบันทึกเอาไว้มากกว่าที่เราเคยอ่านจากที่ไหนนับถือเป็นคัมภีร์ได้เลย หนังสือเล่มนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ถูกเขียนเรียงตามไทม์ไลน์บางครั้งผู้เขียนอยู่ในบ้าน ซึ่งเราสงสัยว่าบ้านหลังไหนกันแน่ใช่หลังที่ตอนต้นเล่าว่ากำลังสร้างอยู่หรือเปล่า?แล้วบ้านอีกหลายต่อหลายหลังก็ถูกเล่าถึงข้ามไปข้ามมา นัวๆ ดีเหมือนกัน โดยรวมๆ หนังสือเล่มนี้มันเล่าถึงบ้านน้อยมากเล่าถึงแค่เพียงส่วนเริ่มต้นนอกเหนือจากนั้นคือชีวิตอันแสนวุ่นวายและยุ่งเหยิงกับเพื่อน กับผู้คน กับผู้หญิง กับอดีตกับเหล้ายา กับงาน กับการเงิน ฯลฯทั้งหมดนั้นมันอยู่ในเล่มนี้มากกว่า “บ้าน”ผู้เขียนกลับมาที่ “บ้าน” อีกครั้งในช่วงท้ายเล่มราวๆ Read More →

เรื่อง เสน่ห์วันวารเล่าขานเมืองเล็กผู้แต่ง กุลธิดา สืบหล้าสำนักพิมพ์ สร้างสรรค์บุ๊คส์เลขมาตรฐานหนังสือ 9789743415791 ผู้เขียนเป็นนักเขียนสารคดีประจำอนุสาร อ.ส.ท.และหนังสือเล่มนี้ก็มีกลิ่นอายของสารคดีท่องเที่ยวอยู่เต็มเปี่ยมมันประกอบไปด้วยภาพฉายของชุมชนแต่ละแห่งที่ผู้เขียนเล่าถึงมีผู้คน มีวิถีชีวิต พร้อมทั้งข้อมูลการท่องเที่ยวครบถ้วน จากชีวิตอันละเมียดละไม เนิบช้าของคนในชุมชนน้อยใหญ่ที่ผู้เขียนไปเยี่ยมเยือนกว่าจะกลายเป็นสารคดีนี้สักหนึ่งบทผู้เขียนได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนในชุมชนเหล่านั้นหลายวันหลายคืนเดินเท้า พบปะ พูดจา กิน อยู่ คือ ในแบบเดียวกับคนท้องถิ่นเพื่อซึมซับวิถีชีวิตเหล่านั้น แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นภาพฉากหนึ่งบทให้เราอ่าน เสน่ห์วันวารเล่าขานเมืองเล็ก เล่าเรื่องด้วยสำนวนน่ารักและมีเอกลักษณ์มากเลยเมื่ออ่าน เราจะได้บรรยากาศ กลิ่นรสสัมผัสอบอุ่นอบอวลเราได้รู้ถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนโดยที่ผู้เขียนไม่ได้บอกโต้งๆแต่เล่าเป็นภาพเห็นฉายชัดอ่านแล้วรู้สึเหมือนได้วาร์ปไปยืนมุงแม่ค้าขายปลากลางตลาดเช้าที่แม่สะเรียงอยู่ข้างๆ ผู้เขียนได้ฟังบทสนทนาโต้ตอบระหว่าแม่ค้าลูกค้าเพลิดเพลินสำเนียงภาษาดังก้องในหู อากาศเย็นพลิ้วสัมผัส พลิกไปอีกบทเราก็ได้เมียงมองป้าประทินแห่งตลาดเช้าเมืองพังงาที่ขายขนมลูกจันทน์เชื่อมให้ผู้เขียนเสร็จก็เล่า ร้อง และรำขึ้นมา 🙂 ในบางบท เราพบภาพตัวเองเดินผ่านวงสนทนาระหว่างผู้เขียน,ลุงเหรียงไซ้ และทนายประทีป ที่หน้าพิพิธภัณ์เมื่อวันก่อน อัมพวาได้ยินเสียงเรื่องเล่าครั้งเก่าก่อนดังมาแว่วๆ ในบางบรรยากาศเงียบเหงาเราร่วมยืนโบกมืออยู่ข้างๆ ผู้เขียน ส่งเจ้าปีโป้ช้างบ้านที่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเร่ร่อนหาเงิน แต่ละบทแต่ละตอน ผู้เขียนถ่ายทอดหัวใจของผู้คนทั้งความสุข ความภูมิใจ ความทุกข์ยากความคาดหวัง ความสามัคคี และมิตรภาพยิ่งอ่านยิ่งอยากเก็บกระเป๋าออกเดินทางเสียเดี๋ยวนี้เผื่อจะมีวันเวลาดีๆ ที่น่าประทับใจเช่นผู้เขียนบ้าง

เรื่อง เด็กหญิงแป้ง ๒๔๘๙ผู้แต่ง อิสรีสำนักพิมพ์ FUTURE PUBLISHINGเลขมาตรฐานหนังสือ 9748710572 เด็กหญิงแป้ง ๒๔๘๙ เล่าเรื่องด้วยภาษาเรียบง่ายไม่ซับซ้อนสละสลวยจนอ่านยากเล่าถึงชีวิตของผู้คนในยุคหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงผ่านสายตาของเด็กหญิงวัยประถมที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นในแต่ละช่วงวัยและกลายเป็นคุณป้าในที่สุด ผู้เขียนบอกเล่าวิถีชีวิตผู้คน และระเรื่อยไปจนถึงเรื่องชาวบ้านร้านช่องความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ ของคนในสมัยนั้นผ่านสายตาของตัวผู้เขียนเองซึ่งก็ไม่ต่างจากผู้คนในยุค 50 – 60 ปี ต่อมาเท่าไรต่างเพียงค่านิยมบางอย่างที่ก็ยังคงเหลือกลิ่นอายอยู่บ้างในปัจจุบัน เด็กหญิงแป้งเติบโตมาในโลกของคนยุคเก่าท่ามกลางความห่วงใยของย่าผู้ไม่รู้หนังสือหากแต่มีความคิดอ่านจากประสบการณ์ในระดับชาวบ้านหลายเรื่องก็นับเป็นความหัวโบราณแต่หลายเรื่องก็มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิต (ในสมัยนั้น)ซึ่งทั้งหมดล้วนหล่อหลอมให้เด็กหญิงโตขึ้นมา สำหรับเรา หนังสือเล่มนี้ไม่ได้จดบันทึกสังคมในช่วงวันเวลาหนึ่งเอาไว้ได้ดีเท่า เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก หรือเล่มอื่นๆ ในทำนองเดียวกันแต่ก็มีแง่คิดบางอย่างให้เราได้เปรียบเทียบ วิเคราะห์ และขบคิด ค่านิยมยุคหนึ่งที่เลี้ยงเด็กหญิงไว้ในกรอบโตขึ้นมาแบบปลอดภัยไว้ก่อนในขณะที่วันเวลาผ่านพ้นไปอีกไม่กี่สิบปีการเลี้ยงดูแบบเดิมนั้นเริ่มมีข้อโต้แย้งมันสะกิดใจให้เราย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าแบบไหนผิดหรือถูกกันแน่ แน่นอนว่าไม่มีสิ่งใด หรือใครคนใดผิดหรือถูกตราบใดที่คนเราไม่อาจมีชีวิตยืนยงจนสามารถมองเห็นผลลัพธ์ในทุกรูปแบบไม่มีวิธีใดถูกหรือผิดตายตัวแต่ค่านิยมยุคนั้นก็ปรากฏให้เราได้เรียนรู้เป็นอีกรูปแบบหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ แต่เดี๋ยวก่อนนะ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรง หรือมีหักมุมตอนจบใดๆเป็นเพียงหนังสือบอกเล่าประสบการณ์เล่มหนึ่งที่พาให้เราคิดเลยเถิดไปเอง .. เพียงเท่านั้น  

เรื่อง เที่ยวชมของเก่าAdmiration of antiquesผู้แต่ง เอนก นาวิกมูลสำนักพิมพ์ แสงดาวเลขมาตรฐานหนังสือ 9789740520030 เราอ่านหนังสือของคุณเอนก นาวิกมูล มา 2 – 3 เล่มแล้วชื่นชอบวิธีเล่าเรื่องที่เป็นกันเองและความรอบรู้ จับเล็กผสมน้อยมาเล่าเมื่อเล่า ก็ลงปีพุทธศักราชและหลักฐานอ้างอิงชัดเจน ผู้เขียนป็นนักค้นคว้า และจดบันทึกเมื่อค้นเจออะไรแปลกๆ ก็บันทึกสะสมเอาไว้เมื่อได้เรื่องราวในหมวดหนึ่งๆ ครบถ้วนก็นำมาเรียบเรียงเป็นหนังสือหนึ่งเล่มหนังสือของคุณอเนกจึงมักมีข้อมูลแปลกๆแบบที่ไม่เคยอ่านซ้ำที่ไหนมาก่อนเพราะผู้เขียนค้นคว้ามาจากเอกสารโบราณจริงๆไม่ใช่อ่านอ้างอิงมาจากหนังสือเล่มที่เราๆ ท่านๆ เคยอ่านมา นอกจากนี้แล้ว ผู้เขียนยังได้ใส่ความคิดเห็นของตนต่อเรื่องที่ค้นคว้ามาได้ด้วยทำให้หนังสืออ่านสนุกมากขึ้น เราเองก็ได้คิดตามไปด้วย เที่ยวชมของเก่า เป็นงานเขียนรุ่นก่อนที่ “บ้านพิพิธภัณฑ์” จะถือกำเนิดขึ้นแต่เราได้เห็นร่องรอย ที่มา อันเกิดแต่ความรักในการสะสมทั้งข้าวของและความรู้ของผู้เขียน เราได้เห็นเห็นความรักที่มีต่อของเก่าแก่รักในการสะสมสิ่งละอันพันละน้อยไม่ใช่เพียงคุณเอนกคนเดียว แต่เป็นการรวบรวมเหล่าคนรักของเก่าได้เห็นการร่วมแรงร่วมใจของผู้ที่มีใจรักในเรื่องเดียวกันนึกถึงบรรยากาศการพบปะการจัดงานอวดของเก่ากันในแต่ละครั้ง (ตามที่ผู้เขียนเล่า) นั้นน่าสนุกมากอยากไปอยู่ในบรรยากาศเช่นนั้นดูบ้างคงอบอวลไปด้วยเรื่องราวเก่าๆ ความภาคภูมิใจเรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ทั้งสนุกและชวนตื่นตาตื่นใจ จำได้ว่าเราเคยไปเยี่ยมบ้านพิพิธภัณฑ์ที่ศาลายาครั้งหนึ่งเดินดูของเก่าๆ ที่แม้จะไม่รู้ที่มาแต่ก็สุขใจวันนั้นมีคนมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนั้นมากพอสมควรเดินมาถึงห้องหนึ่ง ก็ได้พบคุณเอนกกำลังบอกเล่าที่มาของสิ่งของที่จัดแสดงอยู่เป็นบรรยากาศที่น่ารัก และจำติดใจมาจนถึงวันนี้ค่ะ 🙂  

เรื่อง พระนครควรชมฉบับเที่ยวไปให้ไกล จากใกล้เกลือกินด่างผู้แต่ง ธรรมเกียรติ กันอริสำนักพิมพ์ ผู้จัดการเลขมาตรฐานหนังสือ 9747085194 พระนครควรชม เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องวัดวังโบราณโยงอดีตเข้าหาปัจจุบัน อ่านเข้าใจง่ายเล่าเรื่องเรื่อยไปตามเส้นถนนหนทาง และลำน้ำลำคลอง ผู้เขียนมีความรู้กว้างขวาง ทอต่อกันเป็นแผนที่ทางประวัติศาสตร์ผืนใหญ่ใช้วิธีเล่าแบบถ่ายทอดมาจากความทรงจำแม้เนื้อหาแน่น แต่ไม่หนักจนดูเป็นวิชาการผู้เขียนวางสมดุลระหว่างข้อมูลทางประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าจากความทรงจำเอาไว้พอเหมาะไม่เอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากจนเกินไป วัดเก่าแก่หลายวัดที่เราคุ้นชื่อกันดีเคยอ่านประวัติมาแล้วจากหนังสือหลายเล่ม แต่ไม่รู้ว่าตั้งอยู่ตรงไหนหนังสือเล่มนี้บอกพิกัดเป็นภาษาปากอ่านแล้วอยากจะพกไปเดินรอบเกาะรัตนโกสินทร์เสียจริงๆ อ่านจบ เราหลงรักเล่มนี้เลยหลายเรื่องราวเคยรู้เคยอ่านมาก่อนแล้วแต่ พระนครควรชม ช่วยแทรกเสริมเติมต่อให้มันสมบูรณ์มากขึ้นคิดจริงๆ นะนี่ ว่าถ้าหมดโควิด-19 จะพกไปเดินเล่นรอบเกาะรัตนโกสินทร์สักที!  

เรื่อง อกเกือบหักแอบรักคุณสามีผู้แต่ง นาวาร้อยกวีสำนักพิมพ์ อรุณ(สำนักพิมพ์ในเครืออมรินทร์)เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161801052 เล่มนี้เป็นภาคต่อของ จนกว่ารักบันดาลใจซึ่งเป็นเรื่องราวความรักของปริวัตถ์ พี่ชายของพระเอกเรื่องนี้กับมนต์วธู หรือม่น อดีตแฟนเก่าที่กลับมารักกันและได้แต่งงานกันในที่สุดดังนั้น ระหว่างเล่า ผู้เขียนก็จะหยอดบทสวีทให้กับอดีตพระนางจากเรื่องแรกอยู่เรื่อยๆ (เราชอบชื่อเล่นนางนะ น่ารักดี)ซึ่งถ้าอ่านมาตั้งแต่เล่มแรก ก็อาจจะฟินและหายคิดถึงกันไปแต่เราไม่เคยอ่านมาก่อน เลยรู้สึกคล้ายเป็นคนวงนอกกลายๆ มาว่ากันที่เรื่องนี้ดีกว่า .. อกเกือบหักแอบรักคุณสามี ผู้เขียนเปิดเรื่องด้วยพรหมลิขิตหวานแหววเว่อร์วังมาพร้อมกับบุคลิกบ้าบิ่น เด็ดเดี่ยว รักเดียว ร่าเริงของ นทีริน หรือเมย นางเอกของเรื่องและความหยิ่ง เอาใจยาก ปากร้าย หน้าตาย เย็นชาหากแต่หล่อและเก่งอย่างร้ายกาจของ เธียรวัฒน์ พระเอก แม่ของนทีริน เป็นเพื่อนสนิทกับแม่ของเธียรวัฒน์มานานมากแล้วแม้ฐานะทั้งสองฝ่ายจะต่างกันมาก แต่ทั้งสองครอบครัวก็ผูกสมัครรักใคร่กันดีดีถึงขนาดที่ คุณนายศจี แม่ของพระเอกทำเนียนพาลจะอุ๊บอิ๊บลูกสาวเพื่อนเป็นลูกสาวตัวเองให้ได้อยู่เรื่อยเด็กหญิงชายทั้งสาม จึงเติบโตขึ้นมาคล้ายกับการเป็นพี่น้องกันกลายๆ แต่แล้ววันหนึ่ง ก็มีเหตุการณ์ให้ทั้งสองพระนางต้องตกกระไดพลอยโจนแต่งงานกันหลอกๆฝ่ายนางเอกนั้นแอบปลื้มพระเอกมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมแล้วแต่พระเอกนั้น ก็ขี้เก๊กอย่างที่บอกปฏิบัติการการตามจีบสามีตัวเองของนางเอกจึงเกิดขึ้น   ระหว่างนั้น ก็มีเรื่องราวอีรุงตุงนังเกิดขึ้นมากมายทั้งที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่ที่พระเอกทำงานอยู่ทั้งที่บริษัทออกแบบตกแต่งภายในที่นางเอกทำงานอยู่ทั้งการชิงไหวชิงพริบกันระหว่างบริษัทคู่แข่ง การควบรวมบริษัทการแฮกข้อมูลสำคัญ(โดยตัวละครที่เก่งกาจโอเวอร์ แบบที่ทำงานออกแบบบ้านแต่มีความสามารถทางคอมพิวเตอร์ระดับแฮกเกอร์)ทั้งการใส่ร้าย การลอบฆ่า ความหึงหวง ฯลฯพ่วงไปกับการจีบสะบัดทั้งต่อหน้าและลับหลังของนางเอกมีปมให้ต้องลุ้น หักมุมจุ๊บจิ๊บแล้วก็กลายเป็นการชิงไหวชิงพริบระหว่างคู่สามีภรรยา (แต่ในนาม) แต่พล็อตไม่ได้เฉียบคมรัดกุมเป็นหนังฮอลลีวูดนะมีตะหงิดๆ แหละ ถ้าตั้งใจค้านแต่ถ้าปล่อยผ่านเพลินๆ ก็อ่านได้เรื่อยๆ วิธีการเล่าเรื่องในเล่มนี้นั้นผู้เขียนเริ่มต้นด้วยการเล่าผ่านมุมมองของเธียร์วัฒน์หรือที่เพื่อนๆ เรียกกันว่าเต็คเธียร์แต่เมื่อดำเนินเรื่องไปถึงระยะหนึ่ง เรื่องราวก็เทมาในฝั่งของนทีรินบ้างและจากนั้นก็สลับกันไปมาตลอดทั้งเรื่องเรียกได้ว่าผู้อ่านจะได้เห็นได้เข้าใจความรู้สึกของตัวละครทั้งในมุมมองของฝ่ายพระเอกและฝ่ายนางเอกครบถ้วน Read More →

เรื่อง ลอยไปในกังตั๋งผู้แต่ง สมพงษ์ งามแสงรัตน์สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์(สำนักพิมพ์ในเครืออมรินทร์)เลขมาตรฐานหนังสือ 9789744751203 ลอยไปในกังตั๋ง เป็นเล่มที่สอง (ที่เราอ่าน) ของคุณสมพงษ์ งามแสงรัตน์ค่ะเล่มนี้ ผู้เขียนยังคงพาเราไปเที่ยวจีนเช่นเคยแต่เป็นจีนผ่านเส้นทางการเดินทัพในเรื่องสามก๊กก็ว่าอยู่ว่าเราคุ้นชื่อกังตั๋งที่แท้ ผู้เขียนก็มีแรงบันดาลใจในการเที่ยวสถานที่แห่งนี้จากการอ่านสามก๊กนี่เอง ใน ลอยไปในกังตั๋ง เล่มนี้นอกจากนี้ยังเล่าเรื่องราวของเมืองต่างๆ ที่เป็นฉากหลังของเหตุการณ์ในเรื่องสามก๊กแล้วเที่ยวชมวัด เขา และสวนหลายแห่งพร้อมเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรื่องแล้วผู้เขียนยังเล่าประวัติศาสตร์จีน, พงศาวดารจีนฉบับย่อเอาไว้อีกหลายเรื่องเยี่ยมเยือนบ้านนักคิดนักเขียนชาวจีนหลายท่านเรียกว่า ถ้าตามรอยไปยังสถานที่ต่างๆ ที่ผู้เขียนไปเยือนเราก็จะได้อินกับเรื่องราวที่เป็นภูมิหลังอย่างนี้ไปด้วยฟินสองต่อกันไป กับเล่มนี้ เรารู้สึกว่าเนื้อหาเข้มข้นหนักแน่นมากกว่า จากเชียงรุ้งถึงฮอยอันโดยที่เล่มนี้จะเน้นไปที่เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์มากกว่าเล่าถึงสถานที่ภาพประกอบก็ดูจะสวยน้อยกว่าหน่อย ทั้งๆ ที่คนวาดคนเดิมบางทีอาจเป็นที่อุปทานของเราเอง ก็งงๆ ตัวเองอยู่เหมือนกัน >,< เรารู้สึกว่าบรรยากาศแห่งการเที่ยวแบบอิสระเสรี ชิลด์ๆ หายไปแม้ว่าผู้เขียนอาจจะยังเที่ยวเหมือนเดิมแต่รูปแบบการเล่าที่เปลี่ยนไป ก็ทำให้เรารู้สึกเปลี่ยนไป แต่การอ่านแบบนี้ ก็ทำให้เราคิดถึง สามก๊ก ของคุณวินทร์อยู่น่าจะได้อ่านต่อกันเสียตั้งแต่วันที่อ่านเล่มนั้นเล่มของคุณวินทร์นั้นหนักแน่น คารมคมคายแต่เล่มนี้เล่าไม่ครบไม่ลึก หากแฝงอารมณ์ขัน สำนวนสนุกสนานช่วงนี้เที่ยวเองไม่ได้ ให้หนังสือพาเที่ยวก็สนุกดีไปอีกแบบ

เรื่อง จากเชียงรุ้งถึงฮอยอันผู้แต่ง สมพงษ์ งามแสงรัตน์สำนักพิมพ์ สุดสัปดาห์(สำนักพิมพ์ในเครืออมรินทร์)เลขมาตรฐานหนังสือ 9749702115 จากเชียงรุ้งถึงฮอยอัน เป็นหนังสือเล่าเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองเพียงคนเดียวของผู้เขียนเริ่มต้นการเดินทางโดยรถทัวร์จากหมอชิต ไปสุดทางที่เชียงของข้ามฝั่งไปลาวเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อจะไปจีนโดยมีเป้าหมายเป็นสถานที่ต่างๆ รวม 3 ประเทศเริ่มต้นที่จีนคือ เชียงรุ้ง, คุนหมิง, ต้าหลี่, เจี้ยนชวน, ลี่เจียง และจงเตี้ยนหรือแชงกรีลา, แล้ววกเข้าเวียดนาม เยือนฮานอย, เว้, และฮอยอันปิดท้ายด้วยสวันเขตเป็นทางผ่านกลับไทย จากเชียงรุ้งถึงฮอยอัน  เป็นหนังสือเล่าเรื่องการท่องเที่ยวที่น่าอิจฉามากคือผู้เขียนมีแผนเพียงคร่าวๆ จากนั้นเกิดถูกใจที่ไหนก็แวะพัก แวะดูไปเรื่อยเที่ยวเดินดูบ้านเรือน ดูชุมชน ดูชีวิตผู้คนตามใจชอบเดินทางไปด้วย วาดรูปไปด้วย(ภาพประกอบทั้งหมดให้เล่มเป็นฝีมือของผู้เขียนเอง)มีเวลาเป็นเดือน เงินทองก็ใช้ไม่ค่อยเปลืองเท่าไร(ในยุคสิบกว่าปีก่อนล่วงมาแล้วนะ หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ พ.ศ. 2548)มาถึงวันนี้ อะไรๆ ก็คงเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็น่าตามรอยอยู่ดีไม่เคยนึกอยากเที่ยวเมืองจีนมากขนาดนี้มาก่อนเลย สำนวนการเล่าเรื่องสนุกออกรสชาติ ผสมอารมณ์ขันเมื่อเจอปัญหาระหว่างเดินทาง ก็มองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ ขำๆ กับมันไปทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านแล้วอารมณ์ดีอีกเล่มหนึ่งไม่ใช่ในแง่ที่มันตลก แต่เป็นแง่มุมของคนที่มองโลกในแง่ดีไม่เคร่งครัดเคร่งเครียดกับอะไรไปเสียหมด เมื่ออ่านจบ เราสัญญากับตัวเองเอาไว้เลยว่าถ้าจะไปเที่ยวจีนหรือเวียดนามเมื่อไรจะหยิบเล่มนี้มาอ่านอีกรอบแน่ๆ เพื่อทบทวนที่ที่อยากไปให้นั้นให้ขึ้นใจจะได้ไม่ลืมจับมันมาใส่ในแผนเที่ยวด้วย!!

เรื่อง บ้านดับจิตผู้แต่ง ฮิงาชิโนะ เคโงะผู้แปล วิลาสินี สาโรวาทสำนักพิมพ์ ไดฟุกุเลขมาตรฐานหนังสือ 9786164480278 โอ๊ยชอบมากก! แต่เล่ายากมากเล่มนี้เล่ายังไงไม่ให้สปอยล์ และเล่ายังไงให้รู้สึกว่าน่าอ่าน >,< หนังสือเล่มนี้ เราตัดสินใจซื้อมาอย่างชั่ววูบมากเพราะใช้แต้มบัตรเดอะวันการ์ดซื้อมาในวันสิ้นปี .. วันที่มันจะตัดแต้มทิ้งหนังสือเล่มนี้อยู่ในลิสต์เรามาสักพักแล้ว(อยู่มาตั้งแต่เห็นว่าสำนักพิมพ์เขาพิมพ์น่ะแหละ)ควรจะอยู่นานกว่านี้ด้วย แต่ตอนที่ตัดสินใจซื้อสักเล่มก็พบว่า บ้านดับจิต มีแต่รีวิวชม มีแต่เสียงแนะนำ พอมาอ่านเอง ก็ชอบมันมากจริงๆท่ามกลางกระแสเคโงะอันโด่งดัง เพิ่งพูดได้เต็มปากว่านี่คือเล่มที่เราชอบอ่านรวดเดียวจบเลย นานแล้วที่ไม่ได้อ่านได้แบบนี้แต่อาจขึ้นกับประสบการณ์ส่วนตัวด้วยมั๊งตอนเด็กๆ เราเป็นคนย้ายบ้านบ่อย และมีความทรงจำวัยเด็กสับสนปนเปนี่อาจเป็นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงเรากับหนังสือเล่มนี้ บ้านดับจิต ไม่ได้มีคนตายตั้งแต่ต้นเรื่องแต่ผู้เขียนพาเราเข้าไปสำรวจบ้านลึกลับแห่งหนึ่งที่ตัวละครหลักได้เบาะแสมาจาก คุราฮาชิ ซายากะแฟนเก่าวัยมัธยมที่เพิ่งติดต่อมา ผู้เขียนเล่าเรื่องราวที่เป็นปมปริศนาไปด้วยขณะเดียวกันก็เล่าเรื่องส่วนตัวของสองตัวละครรวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่ไปด้วยด้วยจังหวะที่เหมาะเจาะ กลมกลืน ไม่รู้สึกสะดุด อดีตแฟนสาวที่ไร้ความทรงจำวัยเด็กกับบางสิ่งในบ้าน .. ที่มีทีท่าว่าจะมาสะกิดปมอันนั้นเรื่องราวซับซ้อน ที่ใช้วิธีเล่าเรียบง่าย เป็นเส้นตรงระยะเวลาในเรื่องเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันกับหนึ่งคืนกับฉากในบ้านร้างที่มีร่องรอยคล้ายกับว่าครอบครัวที่เคยอาศัยอยู่ ได้อันตรธานหายไปจากชีวิตประจำวันของพวกเขา เป็นหนังสือที่วิธีเล่าชวนลุ้นระทึกตั้งแต่เริ่มเรื่องลุ้นว่าจะมีเหตุการณ์ที่น่าตกใจโผล่ขึ้นมาตอนไหนลุ้นเหนื่อยจนกลายเป็นเนือย แล้วก็กลับมาลุ้นอีกสลับกันไปผู้เขียนก็รักษาสภาวะอารมณ์ความรู้สึกเช่นนั้น ไปจนกระทั่งตอนเฉลยปมยะเยือก อัดอั้น และหดหู่ เสียยิ่งกว่าการที่เรื่องนี้มีผีจริงๆ เสียอีก อยากจะจบรีวิวเพียงเท่านี้ แต่ก็รู้สึกค้างคา ..แต่เราก็ไม่อยากบอกอะไรไปมากกว่านี้แล้วล่ะเป็นหนังสือที่แนะนำให้อ่านเอง .. แต่อย่าคาดหวังนักนะ .. เราอาจจะบิ้วท์หนักไปหน่อยเพราะเพิ่งพีคจากการอ่านจบหมาดๆจบดีกว่าค่ะ ยิ่งเล่ายิ่งวกวน 555#รีวิวอิหยังวะ  

เรื่อง ฟาห์เรนไฮต์ 451ผู้เขียน เรย์ แบรดเบอรีผู้แปล ต้องตา สุธรรมรังษีสำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161806149 ฟาห์เรนไฮต์ 451 เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกสมมติแห่งหนึ่งในโลกที่ผู้คนมีชีวิตหลังจากวันนี้อีกไปหลายชั่วอายุคนเรื่องราวเก่าๆ ในอดีตกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าหนังสือกลายเป็นสิ่งต้องห้ามเพราะมันเผยแพร่ความคิดความเชื่อที่เป็นอันตรายมันทำให้ผู้คนรู้จักคิด รู้จักต่อต้าน ดื้อด้าน ปกครองยากนักเขียนบางคนหลงเหลือเพียงความทรงจำบอกเล่าต่อๆ กันมาผลงานของพวกเขาถูกบิดเบือน ตกหล่น และไร้ค่าและนักเขียนอีกหลายคน .. หลงลบลืมสูญ นักผจญเพลิง หรือนักดับเพลิง เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แปลงเปลี่ยนไปจากโลกเดิมพวกเขาไม่ได้มีหน้าที่ดับไฟ หากแต่พวกเขามีหน้าที่จุดไฟเพื่อเผาหนังสือทุกครั้งที่มีสัญญาณเตือนดังขึ้นในค่ำคืนพวกเขาทุกคนจะต้องกรูกันออกไปเพื่อพ่่นไฟเผาผลาญหนังสือที่ไหนสักที่ที่ได้รับแจ้งมอนทากคือหนึ่งในนักผจญเพลิงเหล่านั้นและที่หมวกนิรภัยของเขา มีหมายเลข 451 ติดอยู่ เราเชื่อว่าเราทำสิ่งที่ถูกมาทั้งชีวิต ..แล้ววันหนึ่ง ก็มีบางอย่างมาสะกิดให้ความเชื่อของเราสั่นสะเทือน .. วันหนึ่ง .. มอนทากได้พบกับแคลริส แม็คเคล็ลแลนหญิงสาวข้างบ้านที่มาเดินเล่นระหว่างทางกลับบ้านเธอแปลกแตกต่างไปจากทุกคน เธอพูดแปลก คิดแปลก ..มีชีวิตชีวา มีความคิดอ่านที่เขาไม่เคยได้รับจากที่ไหนเธอทำให้เขาเกิดความคิดแปลกๆ ขึ้นบางอย่าง .. แต่บางทีเราก็ไม่แน่ใจว่าแคลริสได้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการอ่านไว้กับเขาหรือเป็นเขาเองที่ได้รับบางหยาดหยดน้ำฝนจากเธอแล้วเติบโตงอกงามขึ้นภายในตนเอง ภาพร่างของสังคมในเรื่องถูกวาดขึ้นในมุมแคบๆเราไม่เห็นรูปแบบการปกครองในเมืองนี้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนใน 1984เหตุการณ์เกิดขึ้นในสังคมเล็กๆ รอบตัวมอนทากไม่ได้บอกเล่าว่าการปกครองของพวกเขามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไรพวกเขายอมรับ และยอมอยู่ภายใต้ชีวิตแบบนี้ได้อย่างไรชีวิตที่ไม่มีความคิดอันเป็นของตัวเอง มันเป็นชีวิตอย่างไรมันยังโหว่โหวง คงเหลือเป็นพื้นที่ให้เราจินตนาการ เรารู้สึกว่าตัวละครไม่ได้เปลี่ยนโลก .. เขาแค่เอาตัวรอด .. จากอารมณ์ชั่ววูบไม่ยั้งคิดของเขา .. ทั้งๆ ที่หนังสือเล่มนี้เล่าถึงหนังสือ .. การเผาหนังสือแต่เนื้อหามันกลับไม่ได้กระทบความรู้สึกเรามากเท่าที่คาดหวังไว้ Read More →