เรื่อง London Museumผู้แต่ง โอ๊ต มณเฑียรสำนักพิมพ์ อะบุ๊กเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163272027 ยังคงตามอ่านงานของโอ๊ต มณเฑียร อย่างต้องมนตร์หนังสือเล่มต่อมาของเขาเล่าเรื่องพิพิธภัณฑ์ในลอนดอนเราไม่ประหลาดใจแล้วที่ได้รู้ว่าในลอนดอนมีพิพิธภัณฑ์อยู่มากมายเพราะยิ่งนานวันยิ่งได้รู้ว่า โลกเราเต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์เพียงแต่พิพิธภัณฑ์ที่ผ่านสายตาของโอ๊ต มันพิเศษกว่าที่อื่นๆ ขณะท่องไปในเล่มเราตื่นตาตื่นใจไปกับพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งที่เขาเล่าหลายแห่งเราตื่นเต้นไปด้วย ใจเต้นอย่างไม่น่าเชื่อรู้สึกเหมือนได้ร่วมชมพิพิธภัณฑ์ไปกับเขาด้วยตัวหนังสือของโอ๊ตมีชีวิต มีความรู้สึกและมีพลังงานขับเคลื่อนให้เราโลดแล่นไปกับเรื่องเล่า โลกของพิพิธภัณฑ์เปิดกว้างกว่าที่เรารู้จักออกไปอีกหลายแบบพิพิธภัณฑ์หลายแห่งมีกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แบบที่เราคิดว่าช่างกล้าคิดและก็กล้าทำกันจริงๆและอดนึกภาพพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในบ้านเราลองมีกิจกรรม หรือกล้าคิดออกแบบกิจกรรมแหวกแนวแบบนั้นดูบ้าง ตอนที่เราชอบมากเลยก็คือ ดู ‘อาร์ต’ ยังไงให้ ‘อินมันมีความเข้มข้นของเนื้อหาที่โอ๊ตเคยแทรกเอาไว้อย่างละนิดละหน่อยในบทอื่นมันบอกกับเราว่า การดูพิพิธภัณฑ์ ไม่ต้องสูงส่งปีนบันไดดูไม่ต้องทรงภูมิมีความรู้เยอะแยะ แค่ใช้ความรู้สึก ใช้ตัวเรา ใช้ใจเราภาษาที่อธิบายเข้าใจง่ายและใช้ได้จริงในฐานะของคนที่แทบจะไม่ได้เรียนศิลปะมาเลยอ่านแล้วโดนใจโชะ โชะ โชะ พูดได้เต็มปากว่า .. นี่เป็นหนังสืออีกเล่มที่เรารักค่ะ 🙂  

เรื่อง London Sceneผู้แต่ง โอ๊ต มณเฑียรสำนักพิมพ์ อะบุ๊กเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163271068 อ่านหนังสือของโอ๊ตไปเล่มหนึ่งทำให้เราย้อนกลับไปคุ้ยเล่มอื่นๆ ของเขาที่ดองไว้ออกมาอ่านก่อน London Scene เป็นหนังสือเล่มแรกของโอ๊ต มณเฑียรซึ่งรวบรวมมาจากคอลัมน์ประจำในนิตยสารอะเดย์ช่วงหลายปีก่อนเนื้อหาเล่าเรื่องค่อนข้างห่างไกลความสนใจ ชนิดที่เราคงไม่คิดหยิบมาอ่านถ้ารูปเล่มและภาพประกอบมันจะไม่สวยเตะตาขนาดนี้ แต่โอ๊ต มณเฑียร เป็นคนเล่าเรื่องสนุกแม้เรื่องที่เราไม่เคยสนใจเลย เขาก็สามารถเล่าให้น่าสนใจได้ London Scene เล่าเรื่องในแวดวงศิลปะ ทั้งสถานที่และผู้คนรวมถึงวิถีชีวิตของศิลปินในลอนดอนการจับกลุ่มกันทำกิจกรรมสร้างสรรค์บรรเจิดปัญหาไม้เบื่อไม้เมาระหว่างศิลปินและนายทุน เปิดโลกเราด้วยแอพโซโห ที่ทำหน้าที่เป็นไกด์พร้อมอธิบายความน่าสนใจในสถานที่ที่เราเดินผ่านนึกถึงโครงงานนักเรียนเลยบ้านเรามีท้องถิ่นที่น่าสนใจแบบนี้มากมายที่เรื่องเล่ากำลังจะสูญหายไปกับผู้คนถ้ามีแอพแบบนี้ การเที่ยวเที่ยวก็น่าจะสนุกขึ้น โป๊อ่านหนังสือ ไม่ใช่อ่านหนังสือโป๊! .. บุ๊คคลับที่มีการแก้ผ้าอ่านหนังสือซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้เรามากมากจนอยากจะลองเข้าไปร่วมฟังการอ่านของหนุ่มๆ เปลือยเหล่านั้นบ้างอยากจะรับรู้ความรู้สึกว่า เรื่องราวเดียวกันเมื่ออ่านเองที่บ้าน กับฟังจากบุ๊คคลับแห่งนี้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันจะต่างกันแบบไหน พิเศษอย่างไร โอ๊ตหยิบวัฒนธรรมต่างๆ ที่แทรกอยู่ในวิถีชีวิตของคนอังกฤษมาเล่าด้วยความรู้ที่หลากหลายและวงการศิลปะของลอนดอนก็ช่างเปิดกว้างเชพขนมหวานไปชมแกลลอรี่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำขนมศิลปิน ไปเดินตลาดวินเทจเพื่อหาแรงบันดาลใจในการวาดภาพ ฯลฯศิลปะสร้างแรงบันดาลใจอันถูกส่งต่อกันไปเป็นทอด .. นอกเหนือจากเนื้อหา เราชอบรูปประโยคของเขาด้วยแต่ละคำถูกเลือกมาอยู่ถูกที่ถูกเวลากระชับ ไม่เยิ่นเย้อ แต่ให้อารมณ์และความรู้สึกภาษาของเขาสร้างแรงดึงดูด มีเสน่ห์ สนุก มีสีสัน และน่าทึ่ง สรุปคือ ชอบทั้งภาษา เรื่องราว และภาพประกอบค่ะ 🙂  

เรื่อง ศิลปินผู้ตกหลุมรักหนังสือผู้แต่ง โอ๊ต มณเฑียรสำนักพิมพ์ ก็องดิดบุ๊กส์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786165656672 ศิลปินผู้ตกหลุมรักหนังสือ เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นโดยทุกเรื่องบอกเล่าในแต่ละมุมมองที่ล้วนเกี่ยวข้องกับหนังสือทั้งหมดคนที่รักหนังสือ จะค่อยๆ ค้นพบตัวเองในหนังสือเล่มนี้ตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อยมีเรื่องในอมยิ้ม หัวเราะ หรือน้ำตาซึมจากถ้อยคำที่ได้คัดกรองมาแล้วให้เบา กระชับหากคมคาย พอเหมาะต่อเนื้อความเนื้อหา แม้เกี่ยวกับหนังสือทุกเรื่อง แต่ก็ไม่ธรรมดาเลยสักเรื่องทุกเรื่องมีความโดดเด่น เป็นเอกเทศต่อกัน ตอนที่เห็นหน้าปก ก็คิดแหละว่าตัวเองน่าจะชอบหนังสือเล่มนี้(เราเป็นมนุษย์ตัดสินหนังสือที่หน้าปก ;P)แต่พออ่านจบเข้าจริงๆ กลับพบว่าเราชอบมันมากกว่าที่คิดไว้เสียอีกชอบหลายเรื่องเลย ชอบมากๆ ด้วยเอาจริงๆ ชอบทุกเรื่องเลยดีกว่า แต่มากน้อยลดหลั่นกันบ้างมีหยึยๆ หน่อยตรงเรื่องอิโรติก แต่ก็ไม่แย่ตัวหนังสืออันแสดงตัวตนของผู้เขียน เข้าถึงจิตใจเราทุกเรื่องเราอินกับหลายวรรค หลายประโยค และหลายบรรทัดมันตรงใจใช่เลย เรานั่งอ่านหนังสือเล่มนี้ในร้านกาแฟ (ซึ่งไม่ใช่บ่อยครั้งจะทำ)นานแล้วที่ไม่ได้นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ขมวดคิ้ว หัวเราะ ฯลฯอยู่คนเดียวนอกสถานที่ดีนะที่คาดหน้ากากผ้าเอาไว้ร่องรอยความไม่อยู่กับร่องกับรอยจึงไม่ชัดแจ้งนัก โดยสรุปก็คือ เรารักหนังสือเล่มนี้!และคนที่รักหนังสือ รักชั่วขณะที่ตัวเองกำลังอ่านหนังสือก็น่าจะรักหนังสือเล่มนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อยแต่สำหรับเรา .. เข้าไปรออยู่ใน 1 ใน 10 เล่มแห่งปีได้เลย!!  

เรื่อง มนุษย์อารมณ์THE EMOTIONAL MANผู้แต่ง ณัฐวุฒิ เผ่าทวีสำนักพิมพ์ แซลมอนในเครือบริษัท บันลือ พับลิเคชั่นส์ จำกัดเลขมาตรฐานหนังสือ 9786162984938 / 128.33 มนุษย์อารมณ์ เป็นหนังสือที่พูดเรื่องมนุษย์กับอารมณ์ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์เป็นหลักหนังสือบอกเล่าในเชิงทฤษฎี โดยผู้เขียนหยิบยกทฤษฎีจากทั้งทางเศรษฐศาสตร์และทางจิตวิทยามาถ่วงดุล ผู้เขียนให้ข้อมูลรอบด้านโดยนำทฤษฎียุคเก่าที่เต็มไปด้วยเหตุผลมาเล่าและนำอีกทฤษฎีที่ใหม่กว่า ร่วมสมัยกว่ามาขยายความมีการยกตัวอย่างที่เข้าใจง่ายมาพอสังเขปซึ่งทฤษฎีหลังมักจะฟังดูจริงกว่า น่าเชื่อถือกว่าเสมอไม่รู้ว่าเป็นเพราะทฤษฎีใหม่ครอบคลุมกว่า เข้าถึงเราได้ง่ายกว่า เพราะเราเป็นคนยุคนี้หรือจริงๆ แล้ว มนุษย์ในปัจจุบันเต็มไปด้วยอารมณ์พวกเราให้ความสำคัญกับอารมณ์ตนเองมากขึ้น?เราสปอยล์ตัวเองกันมากกว่าคนยุคก่อนหรือเปล่า? อ่านไปอ่านมาก็ชักจะสับสนว่าจริงๆ แล้วอารมณ์คืออะไรกันแน่ และเหตุผลคืออะไรกันแน่สิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจทำสิ่งๆ หนึ่งนั้นแท้จริงแล้วมันเรียกว่าเหตุผลจริงหรือ? แม้ว่าจะเป็นหนังสือในเชิงวิชาการแต่ มนุษย์อารมณ์ ก็มีเนื้อหาอ่านง่ายผู้เขียนใช้คำง่ายๆ อธิบายพร้อมยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนอ่านไป เราก็นึกตามไปด้วยคุยกับตัวเองบ้าง กับผู้เขียนไปบ้างระหว่างอ่าน ในแง่ของการตอบโจทย์คำถามเรื่องอารมณ์ของมนุษย์หนังสือไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดมากนักเราว่าอารมณ์ของคนเรามันซับซ้อนและมีเงื่อนไขมากมายกว่านั้นอาจเป็นเพราะผู้เขียนเล่าในมุมของนักเศรษฐศาสตร์เป็นหลักและนักเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ได้ศึกษาอารมณ์ของมนุษย์ –หลากหลายเท่ากับนักจิตวิทยาโดยตรง แต่สิ่งซึ่งเราจะได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้คือเราจะได้เข้าใจว่านักเศรษฐศาสตร์เขาคิดอย่างไร มองอย่างไรแล้วเราก็ได้ย้อนกลับมามองตนเองด้วยว่าสิ่งต่างๆ ที่เราทำลงไปนั้น เกิดจากอารมณ์หรือเหตุผลและมันส่งผลต่อชีวิตเรามากน้อยเพียงใด อย่างไร .. เราจะได้สำรวจจิตใจตนเอง ตามหัวใจและสมองของตัวเองทันเราอาจเคยเผลอใช้อารมณ์ทำให้ตัวเองต้องตกที่นั่งลำบากหรือทำให้สถานการณ์มันแย่กว่าที่ควรจะเป็นหนังสือชวนให้เราฉุกคิดว่าก่อนจะใช้อารมณ์ .. คิดถึงหนังสือเล่มนี้สักนิดนึงนะ ปล. หนังสือเล่มนี้ เราได้รับอภินันทนาการมาจากสำนักพิมพ์ค่ะแต่ถึงอย่างนั้น รีวิวนี้ก็เขียนขึ้นตามความรู้สึกที่แท้จริง 🙂  

เรื่อง ประเทศบ้านเพื่อนNEIGHBOURDUDE COUNTRYผู้แต่ง นัท ศุภวาทีสำนักพิมพ์ แซลมอนในเครือบริษัท บันลือ พับลิเคชั่นส์ จำกัดเลขมาตรฐานหนังสือ 9786162984945 / 910 ประเทศบ้านเพื่อน ไม่ใช่บันทึกประสบการณ์การท่องเที่ยวแต่มันคือบันทึกความสัมพันธ์และมิตรภาพของเพื่อนที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไม่มีการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญใดๆที่เป็นไปคือเรื่องราวของผู้คน เฉพาะเจาะจงลงไปเป็นเพื่อนที่บ้างก็เพิ่งรู้จัก และบ้างก็รู้จักกันมาก่อนแล้วบางคนจุดเริ่มต้นของการรู้จักก็เกิดขึ้นอย่างง่ายๆ .. เมื่อเพื่อนชาวไทย แนะนำเพื่อนเจ้าถิ่นให้รู้จักผ่านโลกออนไลน์แล้วเพียงข้ามคืน เพื่อนของเพื่อนก็กลายเป็นเพื่อนของเรา การบังเอิญได้นั่งโต๊ะเดียวกัน เพราะโต๊ะอื่นในร้านเต็มบทสนทนาระหว่างมื้ออาหาร ก็ทำให้คนแปลกหน้ากลายเป็นเพื่อน ใครบางคนที่รู้จักกันผ่านเตียงในโฮสเทล ..นอนห้องเดียวกันแค่คืน สองคืน .. นัทก็ได้เพื่อนมาอีกคน ในฐานะที่เป็นมนุษย์เก็บตัว เพื่อนน้อยเรามักจะไม่ค่อยเข้าใจกิจกรรม การเลือกตัดสินใจอารมณ์ และความรู้สึก ของมนุษย์เฟรนด์ลี่สักเท่าไร แต่นัทก็ยังทำให้เราเข้าใจได้ว่า คนมนุษย์สัมพันธ์ดีเขาก็มีความไม่มั่นใจเวลาพบปะกับคนใหม่ๆ อยู่เหมือนกันเขาทำให้โลกสองใบระหว่างคนอินโทรเวิร์ตกับคนเอ็กซ์โทรเวิร์ต ไม่ต่างกันเกินไปนัก นอกจากนี้ นัทยังทำให้เรารู้สึกว่านักเขียนที่ดีควรจะมองเห็นแง่มุมพิเศษจากสิ่งที่เขาพบเจอโดยแง่มุมนั้นแตกต่างไปจากสายตาของเราแต่สามารถเล่าให้เราคล้อยตาม และประทับใจตามไปด้วยได้ ประเทศบ้านเพื่อน เป็นหนังสือปกสวย รูปเล่มกะทัดรัดพกพาไปอ่านระหว่างการเดินทางกำลังเหมาะจัดหน้าอ่านสบาย สำนวนดี แฝงอารมณ์ขันอุปมาอุปมัยลูกล่อลูกชนชวนให้เพลินไปกับเรื่องที่เขาเล่าใช้เวลาไม่นานก็จบเล่ม เราปิดเล่มลงไปด้วยความคิดที่ว่า “เป็นหนังสือที่ดีจริงๆ เลย”หนังสือที่ดี บางครั้งก็เกิดขึ้นจากนักเขียนที่ดี โดยเฉพาะหนังสือบันทึกประสบการณ์เช่นนี้นัทเป็นคนอบอุ่น เฟรนด์ลี่มากๆ แค่อ่าน ก็รู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนเขาไปด้วยอีกคนหนึ่งแล้ว ปล. หนังสือเล่มนี้ เราได้รับอภินันทนาการมาจากสำนักพิมพ์ค่ะแต่ถึงอย่างนั้น Read More →

เรื่อง อิ่มสุขภาพ around Bangkokผู้แต่ง เพชรภี ปิ่นแก้วสำนักพิมพ์ I AM Bookazine ในเครือสำนักพิมพ์ คอร์ฟังก์ชั่นเลขมาตรฐานหนังสือ 9786169026099 อิ่มสุขภาพ around Bangkok เป็นหนังสือรวมร้านอาหารเพื่อสุขภาพที่กระจายตัวอยู่ทั่วกรุงเทพมหานครโดยแบ่งหมวดหมู่ละเอียดออกเป็นประเภทต่างๆ อย่างเช่นร้านอาหารมังสวิรัติ ร้านอาหารเจ ร้านอาหารแมคโครไบโอติกส์ร้านอาหารแบบ raw food และร้านอาหารเฉพาะทางอีกมากมาย ซึ่งแต่ละร้านก็มีเมนูที่น่าสนใจแตกต่างกันไปบางร้าน หนังสือมีข้อมูลให้เยอะมากแต่บางร้านก็แทบไม่มีข้อมูลอะไรเลย นอกจากนี้ ภายในเล่มยังสอดแทรกวิธีการกินเพื่อสุขภาพแบบต่างๆ เช่นการกินอาหารตามธาตุ การกินตามหมู่เลือด การกินเจ และมังสวิรัติ ในแบบต่างๆ ฯลฯ อิ่มสุขภาพ around Bangkok เป็นคู่มือร้านอาหารอีกเล่มที่ถูกตีพิมพ์มานานหลายปีแล้วซึ่งเมื่อเราหยิบมาอ่านวันนี้ ข้อมูลจึงค่อนข้างเก่าแล้วหลายร้านลองเสิร์ชหาข้อมูลไม่ค่อยเจอ คาดว่าปิดไปแล้ว แต่สิ่งที่เราได้จากหนังสือเล่มนี้คือเราได้หยิบเก็บไอเดียวเมนูต่างๆ ไปประยุกต์ดัดแปลงทำกับข้าวในแต่ละมื้อเป็นหนังสือที่อ่านได้เพลินๆ ..ในช่วงวันเวลาที่อยู่บ้านนานกว่าหลายปีที่ผ่านมา ถ้าถามว่าช่วงโควิดฯ ที่ผ่านมาเราอ่านอะไรเล่มนี้เป็นหนึ่งในเล่มที่เราเลือกหยิบมาเปิดอ่านค่ะ 🙂    

เรื่อง Sweeter Tokyoผู้แต่ง กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณสำนักพิมพ์ พรีมา พับลิชชิง (จัดจำหน่าย)เลขมาตรฐานหนังสือ 9786169034742 Sweeter Tokyo เป็นหนังสือที่กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ หรือเม ผู้เขียนตั้งใจที่จะเดินทางไปกินขนมหลากเมนูในญี่ปุ่นเจาะพื้นที่โตเกียวทุกภาคส่วนเสาะหาขนมฝรั่งกลิ่นอายญี่ปุ่นเมนูต่างๆ มาชิม มาเปรียบเทียบและเล่าสู่กันฟังเป็นหนังสือเล่มนี้ เมจริงจังมาก เธอไปโตเกียวเพียงแค่ 5 – 6 วันแต่กินขนมไปเยอะมากเหมือนทุกวันที่ผ่านมาไม่ได้กินข้าวกินปลากันเลยวันละ 2 – 3 ร้าน ร้านละ 2 – 3 อย่างเมไปเพื่อรีวิวขนมจริงๆสมกับเป็นทริป ‘ทัวร์ขนม’ อย่างที่เจ้าตัวเรียกนั่นแหละ เราซื้อหนังสือเล่มนี้มาด้วยความใฝ่ฝันอยากจะไปกินขนมอร่อยๆ ตามรอยเมสักครั้งแต่สุดท้าย เมื่อถึงวันที่ได้ไปญี่ปุ่นเข้าจริงๆเรากลับไม่ได้แวบไปดูหน้าร้านเหล่านั้นเลยสักร้าน ..นั่นแหละ .. มันผ่านมาตั้งนานแล้ว มันเป็นความหวังความฝันครั้งเก่าซึ่งก็ได้แปรเปลี่ยนไปทีละเล็กละน้อยในทุกๆ วันแต่ถึงอย่างนั้น หนังสือของเม ก็ได้ทิ้งบางอย่างเอาไว้ในใจเรา ในตัวตนของเรา แนะนำให้รู้จักกันสักนิดค่ะเม กุลพัชร์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้เขียนหนังสือทำขนมชื่อ may made ออกมาติดกันก่อนหน้าเล่มนี้ถึง 4 เล่มนอกจากนี้ เมยังเป็นเจ้าของร้านขนมที่เรารู้จักกันดีในนาม after youafter Read More →

เรื่อง ผักชี ใบหอม โหระพา สะระแหน่ผู้แต่ง สีมนสำนักพิมพ์ วิริยะเลขมาตรฐานหนังสือ 9749135172 ผักชี ใบหอม โหระพา สะระแหน่ เป็นเล่มต่อจาก อาหารไทยบนโต๊ะฝรั่งที่เราเพิ่งอ่านจบไป เนื้อหาก็ต่อเนื่องกันเพราะคัดมาจากคอลัมน์เดียวกันในนิตยสารสตรีสาร เมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วแต่ที่แตกต่างจากเดิมนิดหน่อยคือเล่มนี้ ผู้เขียนพาเราออกจากครัวของเลอคาเฟ่ไปเยี่ยมเยียนครัวเพื่อนบ้านชาวเยอรมันหลายบ้านซึ่งกำลังเห่ออุปกรณ์ประกอบอาหารต่างๆ ที่เริ่มฮิต เริ่มอินในช่วงนั้นอย่างเช่นอุปกรณ์ในการทำฟองดู หรือแม้แต่กระทะจีนอย่างที่เรียกกันว่าว็อก ฯลฯ เล่าเรื่องการจัดการขยะของชาวเยอรมันซึ่งคงจะฟังดูยุ่งยากวุ่นวายในยุคนั้น(ยุคที่คนไทยยังใช้ใบตองในการห่อเนื้อ ห่อหมูหรือซื้อปลาเป็นๆ ทั้งตัวใส่ตะกร้าจ่ายตลาด)แต่พอถึงยุคสมัยนี้ เราต่างเข้าใจกันดีถึงกระบวนการแยกขยะแบบนั้นเพราะในตอนนี้ เราเองก็มีขยะล้นเหลือไม่แพ้ชาวเยอรมัน (เมื่อหลายสิบปีก่อน) นอกจากเรื่องในครัว ผู้เขียนได้เล่าเรื่องของคนไทยในเยอรมันที่บ้างเกิดเหตุให้มีปัญหาทางภาษากับส่วนราชการของเยอรมันต้องรบกวนผู้เขียนไปเป็นล่ามในการเจรจา ในงานแต่งานบ้างในสถานีตำรวจบ้าง และในศาลบ้างล้วนแล้วแต่เป็นประสบการณ์ไม่ธรรมดาทั้งนั้น นอกจากนี้ ในช่วงที่ผู้เขียนเล่าถึงอยู่นี้เป็นช่วงเดียวกันกับที่เยอรมันตะวันออก และเยอรมันตะวันตกกำลังเข้าสู่กระบวนการรวมประเทศผู้เขียนได้เล่าถึงสถานการณ์ในช่วงนี้เอาไว้อย่างสนุกและน่าสนใจเล่าถึงผู้คนจากเยอรมันตะวันออก ที่พากันอพยพเข้าสู่เยอรมันตะวันตกได้เข้ามาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในเลอคาเฟ่ก็หลายคนแม้กระทั่งต่อเมื่อสถานการณ์ปลอดภัย เสถียรดีแล้วผู้เขียนยังพาเราไปเที่ยวชมเยอรมันตะวันออก ในยุคที่เพิ่งพ้นจากการปกครองของคอมมิวนิสต์ด้วย แม้เรื่องเล่าจะแตกต่างออกไปแต่สำนวนและวิธีเล่าของผู้เขียนยังคงอ่านสนุกไม่แพ้เล่มแรกยังคงแฝงอารมณ์ขัน การมองโลกในแง่ดีและสร้างรอยยิ้มให้เราขณะอ่านได้เสมอเป็นหนังสือดีๆ ที่น่าอ่านค่ะ 🙂  

เรื่อง อาหารไทยบนโต๊ะฝรั่งผู้แต่ง สีมนสำนักพิมพ์ วิริยะเลขมาตรฐานหนังสือ 9749135180 อาหารไทยบนโต๊ะฝรั่ง นั้น แรกเริ่มเดิมทีได้ถูกตีพิมพ์ลงเป็นตอนในนิตยสารสตรีสาร (ในยุคสมัยเดียวกันกับที่เราได้อ่าน เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก)ต่อมาได้ถูกตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ ต่อเนื่องกันสองเล่มคือ อาหารไทยบนโต๊ะฝรั่ง เล่มนี้กับ ผักชี ใบหอม โหระพา สะระแหน่ เล่มที่เรากำลังจะอ่านต่อจากนี้ อาหารไทยบนโต๊ะฝรั่ง เป็นผลงานเขียนของคุณสีมนผู้เป็นมัณฑนากรไทยที่ได้แต่งงานกับหนุ่มเยอรมันบัดนี้ (บัดที่เขียนเรื่องนี้นั้น) เป็นแม่บ้านลูกสอง รับหน้าที่แม่ทัพของบ้านเต็มขั้นถึงกระนั้นก็ยังรู้สึกสนุกที่จะมีอีกหนึ่งสังคมเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศคุณสีมนได้ถูกชักชวนให้ไปเป็นแม่ครัวอาหารไทยของร้านอาหารแห่งหนึ่งร้านเลอคาเฟ เป็นร้านอาหารในเมืองเล็กๆ คือเมืองอัมแบรกที่คุณสีมนอยู่ โดยเธอรับหน้าที่แม่ทัพในครัวเฉพาะวันพฤหัสฯ เพียงวันเดียวเมนูวันพฤหัสฯ จึงเป็นเมนูพิเศษ คือเป็นอาหารไทย 3 – 4 อย่างและเปลี่ยนสลับกันไปในแต่ละพฤหัสฯ ตามวิจารณญาณของผู้เขียน ถึงแม้ผู้เขียนจะได้รับบทเป็นแม่ครัวแห่งเลอคาเฟ่เพียงวันเดียวต่อสัปดาห์แต่เรื่องราวสนุกๆ ต่างๆ ภายในครัวก็เกิดขึ้นมากมายและกลายเป็นมาเป็นนานาเรื่องเล่าภายในหนังสือเล่มนี้ คุณสีมนเป็นคนเล่าเรื่องสนุก รู้จักแทรกสาระเกร็ดเล็กเกร็ดนน้อยต่างๆเข้ามาให้เรื่องตลกขบขัน ถ่วงดุลเนื้อหาให้ไม่หนักจนเกินไปสำนวนของผู้เขียนก็ดูเป็นผู้หญิงเก่ง เป็นผู้ใหญ่ใจดี มองโลกในแง่ดีมองทุกเรื่องในเชิงบวก อ่านไปอมยิ้มไป เพลินๆ วางไม่ลง เราได้ติดตามที่มาที่ไปก่อนที่เธอจะตกปากรับคำยอมเป็นแม่ครัวตั้งแต่แรกเริ่มกันเลยทีเดียวเมื่อตกลงใจจะทำแล้ว ก็ต้องมาคิดเมนูให้คนเยอรมันซึ่งเป็นคนที่ไม่ค่อยยอมเปิดรับรสชาติใหม่ๆได้รู้วิธีดัดแปลง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆปัญหาใหญ่น้อย ล้วนกลายเป็นเรื่องง่ายเวลาอ่านที่เธอเล่า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเม้าท์เหล่าพนักงานเสิร์ฟ และพ่อครัววันอื่นๆที่สลับผัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าออกกันหลายคนตลอดระยะเวลาหลายปีที่เธอยืนพื้นยึดวันพฤหัสฯ เป็นวันอาหารไทยของเลอคาเฟ่คนเรามีหลายประเภท และเราก็ได้เรียนรู้ไปกับเธอที่จะต้องทำงานร่วมกับคนหลากหลายประเภทเหล่านี้ เป็นหนังสือสนุกๆ ที่เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดีเล่มหนึ่งค่ะรับประกันว่าอ่านจบ จะต้องมีรอยยิ้มติดริมฝีปากกันบ้างล่ะ Read More →

เรื่อง เมนูบ้านท้ายวังผู้แต่ง รงค์ วงษ์สวรรค์สำนักพิมพ์ เดอะไรท์เตอร์ซีเคร็ทเลขมาตรฐานหนังสือ 9786167751962 เมนูบ้านท้ายวัง เป็นหนังสือเล่มแรกของคุณรงค์ วงษ์สวรรค์ที่อ่านแล้วจับใจเรา อ่านแล้วเรามีความรู้สึกร่วมไปด้วย หนังสือเล่มนี้เล่าถึงชีวประวัติผู้เขียน ชีวิตวัยเยาว์ด้วยฉากแห่งบ้านเมืองในโพธาราม จังหวัดราชบุรีในยุคก่อนปี พ.ศ. 2500โดยมีเสาหลักของเรื่อง และของชีวิตผู้เขียนคือยายการหล่อหลอม เลี้ยงดู และตัวตนของทั้งผู้เขียนและยายฉายชัดในเล่มนี้มีเรื่องราวของญาติพี่น้องอื่นๆ ผิวผ่านบ้างตามจังหวะและโอกาสและมีเรื่องราวของอาหารแทรกอยู่ในทุกอณู อ่านเรื่องของอาหารมันมีความสุขปนทุกข์โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราอ่านตอนกลางคืนช่วงที่อ่าน ความอยากอาหารไทยรสเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ดจะโดดเด่นเป็นพิเศษ >,<นอกจากวัตถุดิบบางอย่างที่หายากหน่อยในยุคนี้เมนูในเล่มไม่ได้ซับซ้อนยุ่งยากมันเรียบง่าย แต่พลิกแพลงไปได้เรื่อยๆลำพังมะม่วงดิบ น้ำปลา น้ำตาลปึก หอมแดง พริกแห้ง พริกสด ปลาย่าง ปลาทอด ฯลฯก็สาละวนทำออกมาเป็นเมนูไม่ซ้ำได้เป็นสิบอย่างอย่างไม่น่าเชื่อน้ำปลายำ หลนน้ำปลา มะม่วงฉุน ยำมะม่วงปลายี ยำมะม่วงมะปลาฯลฯโอ๊ย .. หิวอีกแล้ว >,< แล้วเรื่องราวของอาหารก็ค่อยๆ พาเราออกจากโพธารามบ้านในวัยเยาว์เคลื่อนมาสู่บ้านในเมือง ชีวิตในเมือง และเมนูในเมืองหลวงในเล่มนี้ คุณรงค์ค่อยๆ เติบโตผ่านเรื่องเล่าของอาหาร นอกจากเรื่องของผู้เขียนและยาย ..ยังมีสุวรรณี สุคนธา อยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วยเป็นความทรงจำอีกมุม สำหรับคนที่รักและคิดถึงทั้งสองคนนี้ค่ะ