เรื่อง ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะผู้แต่ง ซูมิโนะ โยรุผู้แปล ธีราภา ธีรรัตนสถิตสำนักพิมพ์ Maxx Publishingเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163711038 หนังสือเล่มนี้ ถูกหยิบมาอ่านตอนที่เราเข้าร่วมกิจกรรม #คืนวันศุกร์bookclubเงียบๆ ของเพจ nananatteด้วยว่าเป็นเล่มอยู่ในคิวที่กำลังจะอ่านอยู่พอดี หนังสือเรื่องนี้เข้ามาอยู่ในกองดองบ้านเรานานพอสมควรเหตุผลหลักเลยคือเพราะเป็นหนังสือที่มีผู้เขียนคนเดียวกันกับหนังสือเรื่อง ฝันถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว ซึ่งเราชอบมาก ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ เป็นเรื่องที่ถูกเล่าผ่านมุมมองของตัวละครเด็กชายวัยมัธยมเรื่องราวเป็นพล็อตง่ายๆ ไม่ซับซ้อนเรื่องของเด็กชายเก็บตัว ที่บังเอิญไปรู้ความลับของเด็กหญิงผู้ร่าเริงเพื่อนร่วมห้อง .. ยามาอุจิ ซากุระ คนนี้ เป็นโรคร้ายซึ่งกำลังจะตายแต่ปิดบังไม่ยอมบอกเพื่อนๆ ในห้อง .. มีเพียงเด็กชายที่รู้ความลับนี้ เพราะเป็นเรื่องราวของเด็กมัธยม ภาษาที่ใช้จึงเป็นภาษาง่ายๆแต่เรากลับไม่ค่อยชอบสำนวนเท่าไร บอกไม่ถูกว่าเพราะอะไรอาจเพราะว่ามันไม่สละสลวย แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด มันเป็นภาษาง่ายๆ ไม่ซับซ้อนมีบทสนทนาแทรกอยู่บ้างบางบทบรรยายทำให้นึกภาพตามไม่ออกอ่านได้เรื่อยๆ แต่ไม่ทำให้รู้สึกอิน สิ่งที่เราประทับจากหนังสือเรื่องนี้คือผู้เขียนคิดถึงเรื่องความสัมพันธ์และความเป็นมนุษย์เอาไว้อย่างละเอียดอ่อนมากเลย มีจุดหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเล่มนี้ คือตอนจบที่หักมุมเบาๆ มันทำให้เรารู้สึก “เฮือก” ไปเหมือนกันเนื้อเรื่องที่เนือยๆ เอื่อยๆ มาตลอดก็มาเข้มข้นขึ้นอีกนิดในช่วงท้ายนี่เองเหมือนที่เราทนอ่านทั้งเล่มมาโดยตลอด ก็เพื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ ไม่ใช่หนังสือที่แย่แต่ถ้าถูกวัดด้วยความคาดหวังจาก ฝันถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว แล้วนับได้ว่าแตกต่างกันมากอยู่ความรู้สึกประทับใจจากเล่มก่อนหน้า แทบจะไม่ปรากฏเลยในเล่มนี้เป็นหนังสือที่ถ้ามีโอกาสอ่าน ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังแต่ก็ไม่จำเป็นต้องดั้นด้นหามาอ่านอะไร

เรื่อง ครอบครัวที่ลักผู้แต่ง ฮิโรคาสุด โคเรเอดะผู้แปล ฐิติพงศ์ ศิริรัตน์อัสดร, สกล โสภิตอาชาศักดิ์สำนักพิมพ์ Maxx Publishingเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163711366 ตอนที่เราได้รู้เรื่องย่อของหนังสือเล่มนี้เราหวนคิดถึงความรู้สึกตอนที่ดูภาพยนตร์เรื่อง nobody knowsและแปลกใจทั้งที่ไม่น่าแปลกใจ .. เมื่อได้รู้จากคำนำว่าผู้ที่เขียนหนังสือเรื่องนี้ ก็คือผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนั้นนั่นเอง ครอบครัวที่ลัก เล่าเรื่องของครอบครัวชิบาตะ(บางทีก็เรียกว่าบ้านอาระคาวะ?)ครอบครัวนี้มีสมาชิกอันประกอบไปด้วย ..โอซามุ ชายวัย 40 กลางๆ แต่ดูแก่กว่าอายุจริงพ่อผู้ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว ไม่มีความรับผิดชอบ และไม่รู้จักโตโนบุโยะ ภรรยาของโอซามุ และรับบทเป็นแม่ของครอบครัวฮัตสึเอะ หญิงสูงวัยผู้รับบทเป็นย่า เรียกได้ว่าเป็นเสาหลักเพราะเป็นทั้งเจ้าของบ้าน และเป็นเจ้าของเงินส่วนมากที่ใช้จ่ายในบ้านอากิ หญิงสาวที่น่าจะนับได้ว่าเป็นน้องสาวของโนบุโยะ เป็นน้าสาวของบ้านนี้และโชตะ เด็กชายคนสุดท้ายของบ้าน มีอายุราว 10 ขวบ ในตอนเริ่มเรื่อง ครอบครัวนี้ได้มีสมาชิกคนสุดท้องเพิ่มมาอีกหนึ่งคนเป็นเด็กหญิงตัวกระจิ๋ว ชื่อว่ายูริ .. หรือรินเด็กหญิงคนสุดท้ายที่ได้กลายมาเป็นสมาชิกของครอบครัว ครอบครัวปลอมๆ ครอบครัวนี้ เป็นครอบครัวที่ค่อนข้างยากจนเป็นชนชั้นล่างของสังคม บางคนประกอบอาชีพใช้แรงงานและบางคนก็เรียกได้ว่าเป็นมิจฉาชีพชั้นกระจอก ลักเล็กขโมยน้อยเป็นการรวมตัวกันของตัวกระจอกแต่ถึงอย่างนั้นก็เรียกได้เต็มปากว่าเป็นครอบครัว ผู้เขียนค่อยๆ เปิดเผยบทบาทของแต่ละตัวละครรวมถึงเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของแต่ละคนผ่านฉากและการกระทำของพวกเขาเราค่อยๆ เห็นความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดของสมาชิกในบ้านเป็นความห่วงหาอาทรคล้ายครอบครัว ..แต่เป็นครอบครัวที่ทุกคนกำหนดบทบาท สร้าง .. และเลือกมันขึ้นมาเอง ตรงข้างล่างนี้อาจจะติดสปอยล์นิดนึงนะคะยากที่จะเล่าถึงหนังสือเล่มนี้ โดยไม่เล่าเรื่องเลยจริงๆแต่ถึงอย่างนั้น อรรถรสของหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้อยู่ที่เรื่องที่เราเล่าพวกนี้หรอกเราว่ามันอยู่ที่อารมณ์และความรู้สึกที่ผู้เขียนพาเราไปในขณะที่อ่านมันต่างหาก Read More →

เรื่อง มีอะไรในสวนหลังบ้านผู้แต่ง คิมจินยองผู้แปล วิทิยา จันทร์พันธ์สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161829636 มันเริ่มจากกลิ่นเหม็นแปลกๆ ที่โชยคละคลุ้งอยู่ในสวนดอกไม้ของจูรันก่อนที่กลิ่นนั้น จะนำพาให้ตัวตนของเธอเปลี่ยนแปลงไปหมดสิ้นทุกอย่าง มีอะไรในสวนหลังบ้าน เป็นเรื่องราวที่ถูกเล่าผ่านผู้หญิงสองคนคือคิมจูรัน และอีซังอึน ตัดสลับกันอย่างลงตัว พอเหมาะผู้เขียนจงใจทิ้งปมง่ายๆ เอาไว้เป็นระยะๆให้เราคลำทางไปอย่างลุ้นๆในขณะที่อีกส่วนของเรื่อง กลับเป็นเผยตัวผู้ฆ่าอย่างโต้งๆเราค่อยๆ คลำทางไปเพื่อค้นหาว่า ปลายทั้งสองนี้จะไปเชื่อมต่อกันที่ใดและปมที่ผู้เขียนพาเราไปนั้น เป็นปมหลอกหรือไม่ เงื่อนงำ .. ความเชื่อใจและไม่เชื่อใจระหว่างคนในครอบครัวผู้เขียนเล่นกับความไม่แน่ใจในตัวเองของคนวิตกจริต ช่างระแวงความสงสัยที่ไม่กล้าเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริง ..หรือเป็นเพียงมโนภาพของตนเอง คำว่าผู้หญิง และสังคมเกาหลี ..เราได้รับอารมณ์และความรู้สึกแบบเดียวกัน –กับที่ได้รับเมื่อตอนที่อ่าน คิมจียองเกิดปี 82 มันรู้สึกอยู่จางๆผู้หญิงสองคนในเรื่องนี้ .. ภรรยาของชายผู้ร่ำรวย และภรรยาของชายที่ยากจนต่างก็มีความทุกข์ในแบบของตัวเองเป็นความทุกข์ที่มีรากฐานมาจากสังคมและค่านิยมแบบเกาหลีแบบที่ผู้หญิงด้อยกว่าผู้ชายเสมอ ไม่ว่าในสถานะไหนก็ตาม มีอะไรในสวนหลังบ้าน ดีงามทั้งการเปิดเรื่อง การดำเนินเรื่อง และพล็อตตอนที่ปมทุกอย่างค่อยๆ คลี่คลายออกมา มันพีคมากสำหรับเราก่อนหน้านี้เราเดาอะไรไม่ได้เลยได้แต่ตามเบาะแสเงื่อนงำที่ผู้เขียนค่อยๆ ปลดทีละเปลาะอย่างผู้ตามที่ดีแต่ไม่เคยตามทัน และยิ่งไม่อาจแซงหน้าผู้เขียนได้เลย ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบเรานึกถึงการดูข่าว หรืออ่านข่าวของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเล่มนี้ .. ในวันรุ่งขึ้นแน่นอนว่าเนื้อหาข่าวไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแน่ๆทำให้เราหวนคิดถึงข่าวอีกหลายข่าวที่เราได้ฟังได้ดูมามันมีความจริงอยู่เท่าไรกัน และความจริงที่ว่านั้น มันเป็นความจริงในแง่มุมไหน มนุษย์นั้นซับซ้อน และเราไม่อาจตัดสินผู้คนได้จากเพียงการกระทำเดียวหรือจากมุมมองเพียงมุมเดียวที่เรารับรู้ เล่มนี้พีคมาก และเราชอบมากค่ะ  

เรื่อง ความทรงจำของวันพรุ่งนี้ผู้แต่ง โอกิวาระ ฮิโรชิผู้แปล หนึ่งฤทัย ปราดเปรียวสำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161834647 เราเองก็อายุไม่น้อยแล้วนะที่หยิบเล่มนี้มาอ่านก็เพราะรู้สึกว่าเราเองก็มีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์อยู่เหมือนกันเป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัวเลย แต่ด้วยวิธีเล่าที่เริ่มต้นจากการบอกเล่าชีวิตประจำวันของผู้ชายญี่ปุ่นผู้เป็นหัวหน้าครอบครัววัยกลางคนเรื่องดำเนินไปอย่างเนิบนาบและไม่สามารถตอบโจทย์ความอยากรู้อยากเห็นของเราเกี่ยวกับอาการของโรคนี้ทำให้ช่วงต้นต่อติดได้ยากหน่อยกว่าจะผ่านไปแต่ละบท มันไม่มีอะไรดึงดูดเราเอาไว้ได้เลย ต่อเมื่ออ่านไปถึงช่วงหนึ่ง วิธีเล่าแบบนี้กลับเป็นประโยชน์มากเพราะมันทำให้เรารู้และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้เข้าใจว่าอะไรที่เกิดขึ้นกับตัวเขา และเข้าใจว่าเขาคิดอะไร สะเอกิ คือชายวัย 50 ที่เริ่มมีอาการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์นับตั้งแต่วันที่เขารู้ว่าตนเองป่วย คล้ายกับว่าอาการของโรคค่อยๆ พัฒนาไปทีละน้อยแต่ถ้านับจากวันป่วยจนถึงวันสุดท้ายในเล่มก็นับว่าอาการป่วยรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว สะเอกิต่อสู้เต็มที่กับความทรงจำที่กำลังจะลบเลือนเขาอ่านหนังสือเพื่อทำความรู้จักกับโรคที่ตัวเองเป็นเปลี่ยนวิถึชีวิต เปลี่ยนวิธีการดื่มกินอาหารเขาจดบันทึกข้อมูลสำคัญที่ได้รับจากการทำงานในแต่ละวันนอกจากนี้ยังจดบันทึกเหตุการณ์ประจำวันมีสมุดแพลนเนอร์ที่จดละเอียดมากพกแผนที่ติดตัวไปด้วย ฯลฯแต่ถึงอย่างนั้น ความกลัวและไม่มั่นใจ ก็มีปรากฏให้เห็น ความทรมานของโรคไม่ได้อยู่ที่การเจ็บป่วยทางกายแต่มันคือความหวาดกลัวว่าเราจะหลงลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยรู้จักหลงลืมเพื่อน หลงลืมเพื่อนร่วมงาน หลงลืมแม้แต่คนในครอบครัวและท้ายที่สุดแล้ว คือการหลงลืมตัวเอง และสูญเสียความเป็นตัวเองไป การที่ล่วงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าปลายทางที่โหดร้ายนั้นเป็นอย่างไรนั้นทำให้ระหว่างทางที่ผ่านพ้นไปในแต่ละวัน เป็นวันที่น่าหวั่นใจไม่น้อย ในตอนใกล้จบเราลุ้น เอาใจช่วยกับการทำตามฝันอันบ้าบิ่นของชายผู้เป็นอัลไซเมอร์คนนี้มากและแม้ว่าเราจะพอเดาตอนจบของหนังสือเล่มนี้กันได้อยู่แล้วแต่ผู้เขียนก็สามารถสร้างตอนจบที่ละมุนละไม สวยงาม(ซึ่งในความสวยงามที่ว่านี้ ก็รู้แหละว่ามันคือความโหดร้ายในความเป็นจริง) ความทรงจำของวันพรุ่งนี้ เป็นหนังสือที่เริ่มต้นแบบง่วงๆ แต่กลับจบลงด้วยความดีงามเป็นอีกครั้งที่เราดีใจที่ได้อ่านมันจนจบไม่ได้เลิกอ่านไปก่อนตั้งแต่ไม่กี่หน้าแรก  

เรื่อง โดรายากิ ขนมนี้ทำด้วยใจผู้แต่ง Durian Sukegawaผู้แปล ธีราภา ธีรรัตนสถิตสำนักพิมพ์ Maxx Publishingเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163711168 สึจิอิ เซ็นทาโร่ เป็นผู้จัดการร้านโดรายากิที่ชื่อว่า โดราฮารุเขาเป็นทั้งผู้จัดการ และพนักงานคนเดียวในร้านมีหน้าที่ทำขนมโดรายากิ และเปิดขายในตอนสายๆ ของทุกวันร้านโดราฮารุ เป็นร้านขนมธรรมดาๆและเซ็นทาโร่ก็ทำขนมแบบขอไปที เขาใช้วัตถุสำเร็จรูป และไม่เคยใส่ใจในขนมที่ตัวเองขายจวบจนกระทั่งวันหนึ่ง ..วันที่มีคุณยายประหลาดอายุ 76 ปี มาของานในร้านขนมคุณยายโยชิอิ โทคุเอะ มาตื้อทุกวัน จนเซ็นทาโร่ต้องยอมรับเธอเข้าทำงานและนับตั้งแต่วันนั้น ร้านโดราฮารุก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จุดเหมือนกันของตัวละครที่เต็มไปด้วยความแตกต่างอย่างตัวละครชายที่ทำหน้าที่ขายขนมไปวันๆแต่มีเบื้องหลังที่ไม่อาจบอกใครได้กับคุณยายที่เคยป่วยเป็นโรคร้าย ซึ่งไม่อาจบอกได้แม้แต่ชื่อโรคการถูกจองจำอยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ในระยะเวลาหนึ่งจุดร่วมเพียงเล็กน้อยนี้เอง ที่เชื่อมโยงคนทั้งสองให้เข้าหากัน หนังสือเรื่องนี้ออกจะหดหู่กว่าที่คิดเนื้อเรื่องนั้นไม่เท่าไร แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคร้ายที่ผู้เขียนแทรกเข้ามาในเรื่องนั้น มันชวนให้หดหู่ไม่น้อย โดรายากิ ขนมนี้ทำด้วยใจ มีพล็อตเรื่องค่อนข้างชัดเจนผู้เขียนมีข้อความที่ต้องการจะสื่อถึงผู้อ่านอยู้แล้ว ..และให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นมากจนลดทอนรายละเอียดของตัวละครออกไปในฐานะคนอ่าน เราไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละครมากเท่าไรก็เลยไม่ค่อยจะเข้าถึงความรู้สึกที่ผู้เขียนต้องการจะพาเราไป ในตอนเริ่มต้นนั้น ผู้เขียนทำได้ดีทีเดียวมีชั้นเชิงการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนระหว่างเล่าเรื่องหนึ่งไปเรื่อยๆอีกหนึ่งเรื่องอันเป็นเบื้องลึกเบื้องหลังของตัวละครก็ค่อยๆ เปิดเผยออกมาเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ทว่าน่าสนใจ ชวนให้ติดตาม แต่หลังจากนั้น เรารู้สึกว่าตัวละครไม่ก้าวหน้าไปไหนปมที่เผยเอาไว้นิดๆ ก็มีอยู่เพียงเท่านั้นเรื่องราวย่ำซ้ำอยู่กับที่ ผู้เขียนเบี่ยงประเด็นไปยังเรื่องอื่นปล่อยปมที่เปิดทิ้งค้างไว้อย่างนั้น เราอาจจะคาดหวังกับหนังสือเล่มนี้มากไปหน่อยเพราะได้ยินคำชมมามาก ก่อนจะตัดสินใจซื้อและอ่าน โดรายากิ ขนมนี้ทำด้วยใจ มีโทนเรื่องที่ค่อนข้างหนักเมื่อเทียบกับวรรณกรรมญี่ปุ่นเล่มอื่นที่เราอ่านในช่วงนี้ สิ่งที่เราได้รับจากผู้เขียน มีเพียงถ้อยคำที่ว่าเป้าหมายในชีวิตนั้น ไม่สำคัญเท่ากับการมีชีวิตอยู่หรอกจงมีชีวิตอยู่ แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จเสียทีก็ตาม? Read More →

เรื่อง เธอและแมวตัวนั้นเรื่องต้นฉบับ Makoto Shinkaiเรื่อง Naruki Nagakawaผู้แปล ธีราภา ธีรรัตนสถิตสำนักพิมพ์ Maxx Publishingเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163711250 เธอและแมวตัวนั้น เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น 4 เรื่องที่ถูกเขียนขึ้นมาจากอนิเมะของมาโคโตะ ชินไค(ไปแอบดูอนิเมะมาแล้ว มันไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไรนะ)เนื้อหาในเล่มนี้เป็นเรื่องราวเดียวกันกับการ์ตูนที่เราเคยรีวิวไปก่อนหน้าเธอและแมวของเธอ เรื่องนี้ ตอนอ่านการ์ตูน เราไม่ค่อยประทับใจเท่าไรนะพอมาได้อ่านหนังสือ ก็รู้สึกว่าดีขึ้นนิดหน่อยตัวหนังสือให้อารมณ์และความรู้สึกแบบที่การ์ตูนทำไม่ได้เลยตอนอ่านการ์ตูน เราไม่อินเลยแต่พอเป็นหนังสือ กลับชอบมันได้มากกว่าคือถ้าให้เรียงตามความชอบ คือชอบเวอร์ชั่นอนิเมะที่สุดรองลงมาคือหนังสือเล่มนี้ และก็เล่มที่เป็นการ์ตูนเป็นลำดับสุดท้าย ตอนที่เริ่มอ่านเรื่องสั้นเรื่องแรก เราชอบวิธีเล่าเรื่องนะชอบการส่งผ่านเรื่องราวผ่านตัวละครสองตัว คือเธอกับแมวผู้เขียนดำเนินเรื่องไปข้างหน้าโดยเล่าผ่านสายตาแมวและเธอสลับกัน สำหรับพล็อต เริ่มต้นคล้ายๆ จะว่างเปล่าและไม่มีอะไรเป็นชีวิตประจำวันของผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งเนื้อเรื่องราบเรียบ มีเพียงมวลความรู้สึกเบาๆ จนกระทั่งผู้เขียนเริ่มเล่าเรื่องสั้นเรื่องที่สอง ก็เริ่มมีความน่าสนใจขึ้นมานิดหน่อยเพราะมันมีส่วนเชื่อมต่อกับเรื่องแรกอยู่แมวและเธอจากทั้งสองเรื่อง อยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน เมืองเดียวกันมวลอารมณ์จากเรื่องนี้จึงหนักแน่นขึ้นนิดหน่อยเมื่อผนวกรวมความรู้สึกจากเรื่องแรก ทับถมลงไปก็เริ่มเข้าใจวิถีวิธีของผู้เล่า และเริ่มชอบมันมากขึ้น ในแต่ละเรื่องสั้น .. ในระหว่างที่ชีวิตของเธอๆ ทั้งหลายดำเนินไปสังคมแมวขนาดย่อมๆ ก็ดำเนินไปด้วยเช่นกันผู้เขียนดำเนินเรื่องจากมนุษย์ส่งผ่านไปยังแมวหรือบางครั้งก็มีแมวเป็นตัวเชื่อมเหตุการณ์ระหว่างบทตอนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ระหว่างมนุษย์กับแมวและความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับแมว ผลักดันให้เนื้อเรื่องดำเนินไป ในตอนที่เริ่มอ่าน เรามีส่วนที่ขัดใจอยู่นิดหน่อยคือมุมมองของแมวไม่สมกับเป็นแมวความคิดคำนึงของแมวดูเป็นมนุษย์เกินไป รู้มากเกินไปไม่ชวนให้เราเชื่อได้ว่าแมวมันคิดแบบนั้นจริงๆแต่พออ่านไปเรื่อยๆ ก็ค่อยๆ ชินกับตรรกะแบบนี้ของผู้เขียนก็จริงๆ แล้ว ใครจะไปรู้ว่าแมวรู้สึกนึกคิดยังไงเล่า? คนเลี้ยงแมว .. แต่แมวต่างหากที่เยียวยาจิตใจของคนวันเวลาผ่าน Read More →

เรื่อง ในครึ่งที่ยังว่าง ของกระเป๋าเดินทางสีฟ้าผู้แต่ง ฟูมิเอะ คนโดผู้แปล กนกวรรณ เกตุชัยมาศสำนักพิมพ์ ซันเดย์ อาฟเตอร์นูนสำนักพิมพ์ในเครือ ไต้ฝุ่นสตูดิโอเลขมาตรฐานหนังสือ 9786167144740 ในครึ่งที่ยังว่าง ของกระเป๋าเดินทางสีฟ้า เล่าเรื่องการเดินทางที่เกิดขึ้นรอบๆ กระเป๋าเดินทางสีฟ้าใบหนึ่ง มันเป็นแกนสำคัญของเรื่องเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ถูกส่งผ่านจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งด้วยกระเป๋าพิเศษใบนี้ หนังสือเริ่มเรื่องอย่างเนิบๆ (ถ้าเทียบกับ คาเฟ่ลูส เมนูที่รักจากการเดินทาง) มันเริ่มต้นขึ้นในวันที่แก๊งเพื่อนสี่สาว มามิ ยูริกะ ฮานาเอะ และยูโกะนัดพบกันที่ตลาดฟลีมาร์เก็ตในสวนแห่งหนึ่งหญิงสาวทั้งสี่อยู่ในวัยกำลังสร้างครอบครัวต่างคนต่างมีฝัน และมีบุคลิกลักษณะนิสัยแตกต่างกันไปแต่ถึงอย่างนั้น ทุกคนก็เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ในระหว่างนั้นเอง มามิได้พบกระเป๋าเดินทางสีฟ้าใบหนึ่งวางขายอยู่ในตลาดนั้นด้วยความฝันความหวังในส่วนลึกผลักดันให้เธอตัดสินใจซื้อกระเป๋าใบนั้นมาทั้งที่ยังไม่มีแผนการเดินทางใดๆ ..แต่นั่นแหละ แล้วการเดินทางก็เกิดขึ้น .. มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกส่งผ่านจากคนต่อคนมาอย่างเรื่อยๆเรื่องราวประทับใจมากมายเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางเหล่านั้น เรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ อย่างเนิบช้าในขณะที่เรากำลังรู้สึกเฉยๆ กับหนังสือเล่มนี้หารู้ไม่ว่ากำลังตกอยู่ภายใต้อำนาจการชักจูงของผู้เขียนมันเป็นพล็อตเรื่องที่ละเอียดลออในทุกเรื่องที่เล่า ผู้เขียนค่อยๆ เติมเต็มทุกแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับกระเป๋าเดินทางสีฟ้าใบนี้จากที่เนิบๆ ก็กลับมาพีคเอาช่วงหลังๆ นี่เอง(ถ้าเป็นเรื่องของครอบครัวทีไร มักจะสัมผัสหัวใจเราได้เสมอโดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก) ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่เราคิดว่าเรื่องควรจะจบลงได้แล้วผู้เขียนก็ยังไปต่อได้อีก และได้อีกเมื่อถึงตอนจบเข้าจริงๆ เรายอมรับเลยว่ามันเป็นตอนจบที่เต็มอิ่ม สมบูรณ์แล้ว พิจารณาจากชื่อหนังสือ .. ในครึ่งที่ยังว่าง ของกระเป๋าเดินทางสีฟ้าอีกครึ่งหนึ่งที่ว่างอยู่ คงจะเหลือเผื่อเอาไว้สำหรับประสบการณ์และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเดินทางมันบรรจุเอาความสุข ความทุกข์ ความรัก ความผูกพันความหวังดี และมิตรภาพเอาไว้ แม้จะไม่ใช่คนที่เดินทางบ่อยแต่เมื่ออ่านเล่มนี้จบ ก็ชักอยากเดินทางตะหงิดๆ Read More →

เรื่อง คาเฟ่ลูส เมนูที่รักจากการเดินทางผู้แต่ง ฟูมิเอะ คนโดผู้แปล กนกวรรณ เกตุชัยมาศสำนักพิมพ์ ซันเดย์ อาฟเตอร์นูนสำนักพิมพ์ในเครือ ไต้ฝุ่นสตูดิโอเลขมาตรฐานหนังสือ 9786167144689  คาเฟ่ลูส เมนูที่รักจากการเดินทาง เล่าเรื่องราวของนาระ เอโกะพนักงานออฟฟิศ สาวสามวัยสามสิบ ที่ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวอยู่ในห้องพักความโดดเดี่ยวที่ว่านี้ไม่ได้เศร้าหมองเกินไปนักอาจจะกดดันหน่อยๆ จากค่านิยมทางสังคมแต่โดยรวมเธอมีความสุขกับชีวิตโสดดี จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง .. ที่เธอบังเอิญขี่จักรยานผ่านร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลบ้านนักความสุขที่ว่า .. จึงเปิดขยายกว้างออกไปอีกนิด คาเฟ่ลูส เป็นคาเฟ่ขนาดเล็กที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นร้านที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง และนั่งสบายเมนูในร้าน เกิดจากแรงบันดาลใจในการเดินทาง –ของคูซูอิ มาโดกะ เจ้าของร้าน และผู้ดูแลร้านเพียงคนเดียวเมนูในร้านจะถูกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามวาระโอกาส และตามฤดูกาลอันเหมาะสม เอโกะตกหลุมรักร้านนี้ตั้งแต่ในครั้งแรกที่เธอมาแล้วเรื่องราวต่างๆ รอบตัวเธอ และเจ้าของคาเฟ่ก็ค่อยๆ ถูกเล่าให้เราฟังทีละเรื่อง ทีละเรื่อง 🙂 ส่วนผสมระหว่างเรื่องเล่าของขนมแปลกๆและเรื่องราวรอบๆ ตัวเอโกะ ผสานเข้ากันลงตัวพอดีเรื่องราวเรื่อยๆ เรียบๆแต่มีเสน่ห์เล็กๆ น้อยๆ แทรกอยู่ตลอดความอบอุ่นของคาเฟ่ ก็ไปกันได้ดีกับความละมุนของโทนเรื่องเป็นหนังสือที่มีรสชาติกลมกล่อมและเชื่อว่าหลายคนที่ได้อ่าน คงอยากจะมีคาเฟ่แบบนี้อยู่ใกล้ๆ บ้านเป็นแน่ แปลกดี ทั้งที่ดำเนินเรื่องเรียบๆ เรื่อยๆ ไม่ได้หวือหวาแต่เรากลับรำพึงกับตัวเองเป็นระยะ ตลอดการอ่านว่า “สนุกจัง” เป็นหนังสือที่มีทัศนคติในแง่บวกมีมุมมองในการมองโลกที่ไม่ทำร้ายใครคนอ่านจะรู้สึกอุ่นและอิ่มในหัวใจ คล้ายได้รับการเยียวยาหนังสือดีๆ Read More →

เรื่อง ดอก รักผู้แต่ง ตินกานต์สำนักพิมพ์ อะบุ๊กเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163272102 ดอก รัก เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่เกี่ยวกับความรักจริงๆ ก็เกี่ยวกับดอกไม้หน่อยนึงด้วย ตรงที่ชื่อของพวกเธอ .. ตัวละครหลักในแต่ละเรื่องมีชื่อเป็นดอกไม้ ดอก รัก เล่าเรื่องด้วยภาษาเรียบง่ายเลือกใช้ถ้อยคำน้อย แต่เหมาะเจาะถูกที่ถูกเวลาอ่านได้ลื่นไหล จุดเด่นอยู่ที่จังหวะวิธีเล่าเรื่อง และพล็อต สองเรื่องแรก แววมยุรากับเฟื่องฟ้าให้อารมณ์และความรู้สึกคล้ายๆ กัน คือเจ๋งดี เราชอบที่มอบบทบาทให้ตัวละครอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนอกขนบ นอกกรอบซ้ำซากละครโบราณชอบการตัดจบ ไม่เวิ่นเว้ออ่านแล้วอิ่ม เรื่องต่อมา พุดพิชญาเรื่องนี้โลกสวยเกินไปสวยหวานเกินภาพจริง แก้วเรื่องนี้มีสีหม่นแต่การที่เรื่องราวไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวละครหลักทำให้เรื่องราวไม่ได้ฟูมฟายมากนักเราชอบวิธีเล่าเรื่องของเรื่องนี้ โดยเฉพาะตอนจบดีงาม และชวนให้จดจำ ดาหลากับเรื่องนี้ เรารู้สึกว่าภาษาสละสลวยสวยงามพิเศษกว่าเรื่องอื่นและจบได้น่ารักดี 🙂 บัวดึงอารมณ์ร่วมของผู้อ่านออกมาเล่าได้อัดอั้น บีบเค้น สมกับที่มันควรเป็น ราตรีเหงาๆ นิดหน่อย แต่ฟีลกู๊ด ลิลี่ลุ้นนิดๆ กลัวตอนจบเป็นเรื่องที่น่ารัก และทำเราน้ำตาซึมอยู่นะ 🙂 โบตั๋นเป็นผู้หญิงที่มีสติดีจังเลย แต่เราชอบนะไม่ว่ามันจะสมจริงหรือไม่ก็ตามชอบในความมีเหตุผลของตัวละคร โรสแม้จะมีบางเรื่องที่หม่นๆแต่เรื่องนี้เศร้าเลย เป็นเศร้าที่สวยงาม โดยรวมทั้งเล่มเป็นเรื่องรักที่อบอุ่นและฟีลกู๊ดนะแม้จะมีขรุขระบ้างตามจังหวะชีวิตแต่ก็มีแง่มุมให้ยิ้มๆ ได้ทุกเรื่องเป็นหนังสือที่ดีเป็นรวมเรื่องสั้นน้อยเล่มที่เราจะชอบทุกเรื่องค่ะ  

เรื่อง คิมจียอง เกิดปี 82ผู้แต่ง โชนัมจูผู้แปล ตรองสิริ ทองคำใสสำนักพิมพ์ เอิร์นเนส พับลิชชิ่งเลขมาตรฐานหนังสือ 9786167691602 เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อกลางฤดูใบไม้ร่วงปีหนึ่งคิมจียอง มีลักษณะนิสัยเปลี่ยนแปลงไปอย่างผิดสังเกตเธอมีอาการเลียนแบบพฤติกรรมคนใกล้ตัวอาการที่ว่านี้ค่อยๆ มากขึ้น จนสามีเริ่มไม่สบายใจ ..นั่นคือจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ แล้วชีวิตตั้งแต่แรกเกิดจวบจนปัจจุบันของเธอก็ถูกบอกเล่าผ่านสำนวนของจิตแพทย์คนหนึ่ง ชีวิตของคิมจียองไม่ได้แย่ไปกว่ามาตรฐานของคนเกาหลีเลยเธอเติบโตขึ้นมาจากครอบครัวชนชั้นกลางมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ได้ยากลำบากแต่ทั้งๆ มี่มีชีวิตอยู่ในมาตรฐานของคนเกาหลีนี่แหละตัวตนของเธอยังรู้สึกกดดันมากขนาดนี้ เรื่องราวต่างๆ ที่คิมจียองเคยพบเจอมาตลอดชีวิตเราเองก็เคยเจอ สังคมของไทยกับเกาหลีไม่ต่างกันนักหรอกโดยเฉพาะเรื่องราวแบบนี้ค่านิยมทั้งหลายที่ผูกไว้กับเพศหญิงชีวิตในโรงเรียนหญิงล้วน ชายโรคจิต การคุกคามทางเพศชีวิตการทำงาน (อันนี้ของเกาหลีน่าจะหนักหนากว่าเราอยู่)อิสรภาพที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างหญิงชาย ฯลฯ แต่เรากลับรู้สึกเฉยๆ และชินชามาตลอดชีวิตมีปัญหา ก็ปรับตัวและอยู่ไป จนลืมไปแล้วว่ามันคือปัญหาแต่พอผู้เขียนรวบรวมเรื่องราวเล็กน้อยต่างๆ เอามาเรียบเรียงต่อเนื่องกันเราถึงเพิ่งจะรู้สึกว่ามันเหลือจะทนเพิ่งจะรู้สึกว่ามันควรจะอัดอั้นเพิ่งจะรู้สึก ว่าเรารู้สึก .. มองคิมจียองจากมุมเราทำไมชีวิตถึงประกอบไปด้วยความทุกข์ขนาดนี้มันนำเราไปสู่อีกคำถาม .. แท้จริงแล้วเราเกิดมาเพื่ออะไรทำไมคนเราต้องแบกรับคำคนมากขนาดนี้ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้กลายเป็นคนที่อยู่ในรูปในรอยของสังคมมากขนาดนี้แล้วเราก็ไม่มีความสุข มันออกจะหดหู่ และชักชวนให้เรามองโลกไปด้านเดียวอย่างหนักหน่วงหรือบางที มันอาจจะเป็นความจริงที่เราละเลยมันมาเนิ่นนาน? เราชอบตอนจบ .. มันจุก มันพูดไม่ออกมันย้ำซ้ำความเป็นจริงที่คิมจียองพบเจอมาตลอดทั้งเรื่องความหวังที่พอจะมีอยู่บ้าง ถูกความคิดของคุณหมอตัดจบแบบไม่มีตอนต่อ ถึงค่านิยมของคนเกาหลีจะไม่เปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืนแต่การที่มีหนังสือเล่มนี้ หรือหนังสือแนวนี้เล่มอื่นๆ ทยอยออกมาก็คงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทัศนคติของผู้คนบ้างไม่มากก็น้อยนั่นคือความหวังที่แสนริบหรี่ค่ะ