เรื่อง นางพญาหลวงผู้แต่ง กฤษณา อโศกสินสำนักพิมพ์ อักษรโสภณเลขมาตรฐานหนังสือ 9749309227 เอาจริงๆ นี่ก็ไม่ใช่การรีวิวหนังสือนะ ..มันคือการเล่าเรื่องย่อเลยแหละ!!(ย่อแล้วจริงๆ นะ!) ตอนที่เราเปิดมาเจอภาษาล้านนาโบราณขนานแท้ 4 – 5 หน้าแรกนั้นแทบช็อกทีเดียวค่ะนึกว่าจะต้องเจอแบบนั้นไปทั้งเล่มเสียแล้ว(ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ คงต้องเลิกอ่านไปก่อน >,<)โชคยังดีที่พอพ้นช่วงนั้นมา สำนวนก็กลับคืนสู่สภาพที่พออ่านได้บ้างคือเป็นล้านนาฉบับเบาบาง แต่ก็ยังอ่านยากอยู่ดีเพราะว่าเราจับเนื้อเรื่องไม่ติด ไม่เข้าใจชั่งใจตัวเองอยู่พอสมควร ว่าจะเลิกอ่านดีมั๊ยแต่ก็รู้ใจตัวเองอีกเช่นกันว่า ถ้าวางไปโอกาสจะกลับมาอ่านใหม่นั้นน้อยนิดจนเป็นศูนย์แน่ๆคิดได้ดังนั้น .. ก็บอกตัวเองให้ก้มหน้าก้มตาอ่านมันต่อไปเสียเถอะ! เมื่อตั้งใจว่าจะอ่านมันแน่ๆ ก็ต้องหาวิธีที่จะอ่านมันให้รอดซึ่งเราใช้วิธีเสิร์ชประวัติศาสตร์ช่วงนั้นจากกูเกิ้ลก่อนค่ะอ่านคร่าวๆ พอจับใจความได้แล้วค่อยมาอ่านประเด็นที่ผู้เขียนต้องการจะเล่าจากในหนังสือไปอย่างช้าๆ และก็เริ่มทำความเข้าใจเนื้อเรื่องไปด้วยเมื่อมีหลักให้จับ เราก็เริ่มชินกับภาษาไปเอง แล้วพบอีกด้วยว่า จริงๆ แล้วมันก็ไม่ยากเท่าที่คิดกลัวแต่แรก นางพญาหลวง เล่าประวัติศาสตร์ล้านนา (เชียงใหม่) เล่าถึงกษัตริย์องค์ท้ายๆ แห่งราชวงศ์มังรายในช่วงปี พ.ศ. 2000 นิดๆก่อนที่พระนางจิรประภามหาเทวีจะทรงครองนครเชียงใหม่ (พ.ศ. 2088 – 2089) ผู้เขียนเริ่มต้นเรื่องด้วยการยกบทบันทึกประวัติศาสตร์ภาษาโบราณซึ่งเท้าความถึงพระญาติโลก (พระญาลก) (พระเจ้าติโลกราช)(กษัตริย์ล้านนาลำดับที่ 10 (บางแหล่งว่า 9) แห่งราชวงศ์มังราย)ทรงมีโอรสคือท้าวสรีบุญเรือง (ท้าวบุญเรือง) ได้ครองเมืองเชียงรายก่อนจะถูกส่งไปไว้ที่ เมืองน้อย ในภายหลังท้าวบุญเรือง มีลูกชายคนหนึ่ง คือท้าวยอดเชียงราย (พญายอดเชียงราย)พระญายอด Read More →

เรื่อง จันทรา อุษาคเนย์ผู้แต่ง วรรณวรรธน์สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรมเลขมาตรฐานหนังสือ 9789744468666เลขมาตรฐานหนังสือ9789744468659 จันทรา อุษาคเนย์ เป็นนวนิยายย้อนยุคเรื่องแรกๆ ที่เราได้อ่านที่ผู้เขียนพาตัวละครย้อนยุคกลับไปในอดีตในยุคที่เก่าแก่กว่ารัตนโกสินทร์ และอยุธยา ที่เริ่มซ้ำ และเราเริ่มเบื่อกัน ถ้าจะอ่านโยงเรื่องกันให้สนุกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหนังสือเล่มนี้ เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันกับใน หุบเขากินคนโดยที่เรื่องราวใน จันทรา อุษาคเนย์ เล่มนี้ เกิดขึ้นหลังจากนั้นนิดหน่อย เมื่อ หุบเขากินคน เล่าเรื่องราวในยุคที่อาณาจักรฟูนันใกล้จะจบลงเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายจากอาณาจักรฟูนัน มาเป็นอาณาจักรเจนละซึ่งตามประวัติศาสตร์ ในยุคที่อาณาจักรฟูนันกำลังรุ่งเรืองอยู่ในเมือง วยาธปุระ นั้นพื้นที่โดยรอบซึ่งห่างออกมาไม่ไกลนักก็มีประชาชนอยู่รวมกันเป็นชุมชนน้อยใหญ่เช่นกัน โดยชุมชนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่น่าจับตาชุมชนหนึ่งนั้นตั้งอยู่ที่เมือง เศรษฐปุระ(บริเวณเดียวกันกับเมืองจำปาศักดิ์ ประเทศลาวในปัจจุบัน)และที่เมืองนี้เอง ที่เป็นฉากของเรื่อง จันทรา อุษาคเนย์ เล่มนี้ เหตุการณ์ในเมืองวยาธปุระนั้น ถูกเล่าเอาไว้ใน หุบเขากินคน ว่าเมื่อพระเจ้าโกณฑิญญะชัยวรมัน แห่งอาณาจักรฟูนันสิ้นพระชนม์อาณาจักรฟูนันเริ่มอ่อนแอ เกิดการแก่งแย่งชิงบัลลังก์กันระหว่างเจ้าชายคุณวรมัน โอรสในมเหสีกุลประภาวดีกับพระเชษฐาต่างพระมารดา คือ เจ้าชายรุทรวรมัน (โอรสในนางชุลา)ซึ่งสุดท้าย เจ้าชายรุทรวรมัน ก็ปลงพระชนม์เจ้าชายคุณวรมันและขึ้นเป็น พระเจ้ารุทวรมัน กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรฟูนันได้ในที่สุดนั่นคือยุคที่ฟูนันกำลังเสื่อม และใกล้จะสิ้นสุด ขณะเดียวกัน ที่เมืองเศรษฐปุระ (อันเป็นฉากของหนังสือเรื่องนี้)เมื่อ พระเจ้าศรีสารวเคามะ ผู้ปกครองเมืองเศรษฐปุระ สิ้นพระชนม์ลงพระเจ้าปฤถิวีน ราชโอรสองค์โตในพระเจ้าศรีสารวเคามะ จึงได้ครองบัลลังก์ในขณะที่ Read More →

เรื่อง จำหลักไว้ในแผ่นดินผู้แต่ง กฤษณา อโศกสินสำนักพิมพ์ อักษรโสภณเลขมาตรฐานหนังสือ 9789742530372 จำหลักไว้ในแผ่นดิน รวบรวมประวัติศาสตร์ของกัมพูชานับตั้งแต่วันที่นายพลลอนนอลยึดอำนาจจากเจ้าสีหนุ เมื่อ พ.ศ. 2513และเขมรกลายเป็นเขมรแดง ในปี พ.ศ. 2518เกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเองภายในประเทศประชาชนชาวเขมรอพยพหลบหนีออกนอกประเทศกันเป็นทิวแถวไม่ขาดสายเหตุการณ์ยืดเยื้อ ผู้นำเขมรแตกออกเป็นฝ่ายต่างๆ มากมายจวบจนกระทั่งทุกฝ่ายร่วมมือกันสงบศึกและจัดตั้งรัฐบาลเขมร 4 ฝ่าย สำเร็จลงในที่สุด ในปี พ.ศ. 2536   หนังสือเล่มนี้ถูกแบ่งออกเป็นสามภาคภายในเล่มเดียวภาคแรก เริ่มต้นตอนที่กัมพูชากลายเป็นคอมมิวนิสต์ ในปี พ.ศ. 2518ผู้เขียนเปิดเรื่องขึ้นด้วยฉากการอพยพออกจากประเทศกัมพูชาของครอบครัวมีอันจะกินครอบครัวหนึ่งซึ่งเป็นการลักลอบเข้าประเทศไทยมาเป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกๆนับตั้งแต่ประเทศกัมพูชาเกิดการเปลี่ยนแปลงเธอได้เดินทางมาพบกับครอบครัวชาวไร่ ณ ชายแดนไทยครอบครัวหนึ่งซึ่งมีคนงานที่ฉลาดเฉลียว มีภูมิความรู้ผิดไปจากชนชั้นแรงงานทั่วไปนั่นคือฉากแรกพบของหญิงชายนามว่าเทีย และสู เบื้องหลังของเธอและครอบครัวถูกปิดเป็นความลับในช่วงต้นของเรื่องเบื้องหลังของเขาด้วยเช่นกันเรื่องดำเนินไปอย่างเนิบๆ เนือยๆ ผู้เขียนเล่าเรื่องเนิบช้ามากหมดไปร้อยหน้า เรื่องราวยังไปไม่ถึงไหนยังไม่รู้ว่าทั้งเทีย และทั้งสูมีจุดประสงค์อะไรต่างฝ่ายต่างมีความลับซ่อนเร้นตัวละครแซะกันไป หยอดกันมา คนอ่านได้แต่บทสนทนา เรื่องไม่ไปไหนบทสนทนามากจนเกินไป ทั้งภาคแรกมีแต่การปะทะโวหารกันระหว่างพระนางคู่นี้   แล้วเรื่องก็ดำเนินมาถึงภาคที่สอง ซึ่งเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2522ในตอนที่ทหารเวียดนาม นำโดยนายเฮง สัมริน เข้ามาแทรกแซงและสามารถล้มรัฐบาลพอลพต (เขมรแดง) ลงได้ ในระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมานี้ ชาวเขมรอพยพ รวมทั้งเวียดนามและลาวบางส่วนทะลักเข้าชายแดนไทยจากหมื่นเป็นแสน จากปีเป็นสี่ปี ..และยังคงทะลักเข้ามา ไม่มีท่าว่าจะหยุดตราบใดที่สงครามภายในของกัมพูชายังคงยืดเยื้อ ไม่จบสิ้นพวกเขามีชีวิตอยู่ในค่ายผู้อพยพ Read More →

เรื่อง แก้วรัดเกล้าผู้แต่ง ดวงตะวันสำนักพิมพ์ พิมพ์คำ(ปัจจุบัน นิยายเรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ในนาม สนพ. ดวงตะวัน)เลขมาตรฐานหนังสือ 9749025059 แก้วรัดเกล้า เป็นผลงานเล่มที่ 2 ของดวงตะวันถูกตีพิมพ์เป็นตอนๆ ลงในนิตยสารขวัญเรือนซึ่งแม้จะนับเป็นมือใหม่ในเวลานั้น แต่พล็อตและสำนวนก็ไม่ได้เป็นมือใหม่เลย แก้วรัดเกล้า เป็นนวนิยายที่ใช้ฉากของเรื่องที่กรุงเทพฯ ภาคอีสานตอนเหนือของไทย และชายแดนกัมพูชา (ในเรื่องไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศ)โดยผูกเรื่องซ้อนไปกับเหตุการณ์ชายแดนไทยเขมรที่เคยเกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาภายหลังจากที่พลพต ผู้นำเขมรแดงและผู้นำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชา ตายลงแต่ถึงอย่างนั้น แก้วรัดเกล้า ก็เป็นนิยายทั่วไป ไม่ได้หนักการเมืองจนน่ากลัว และเพราะเป็นนิยายอิงเหตุการณ์จริงหลายตัวละครในเรื่อง จึงน่าจะมีตัวตนอยู่จริงด้วยแต่ผู้เขียนแปลงไปใช้ชื่อสมมติแทนอย่างเช่น พรพล ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน อดีตผู้นำเขมรแดง พลพต นั่นเองเจ้าณรงค์ฤทธิ์ อาของแก้วรัดเกล้า ก็คงเป็นเจ้านโรดม สีหนุส่วนสาริน ขอเดาว่าเป็นเฮง สัมริน? หรือเปล่าไม่รู้หรือแม้แต่ท่านอาจารย์ที่ทรงสอนโมกษธรรมมาตั้งแต่ครั้งเรียนโบราณคดีที่มหาวิทยาลับเก่าแก่แห่งหนึ่ง (ศิลปากร?)ก็น่าจะเป็นหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล? นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้สร้างเมืองสมมติขึ้นมาด้วยเมืองหนึ่ง คือเวียงอมราเป็นเมืองที่ไม่ได้เป็นประเทศตามกฏหมาย(ในเรื่องบอกว่าเป็นเมืองเล็กๆ ในหุบเขาลึกลับกลางป่า ทางตอนเหนือของลาว)แต่เป็นเชื้อสายของขอมโบราณ สืบทอดต่อกันมา เรียกกันว่าแผ่นดินสูงส่วนประเทศเขมรในปัจจุบัน เรียกว่าแผ่นดินต่ำตัวละครส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ จึงเป็นประชากรจากเวียงอมรานี้เองแต่อยู่กับอย่างปิดบัง ลึกลับ ไม่ยอมเปิดเผยเชื้อสายตนเอง .. อะไรจะขนาดนั้น แก้วรัดเกล้า เปิดเรื่องด้วยการที่โมกษธรรมบินกลับมาทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในเรื่องเกี่ยวกับปราสาทหินต่างๆ ในแถบภาคอีสานของประเทศไทยและคาบเกี่ยวรวมไปถึงบางกลุ่มปราสาทในกัมพูชาด้วยซึ่งเขาต้องการเด็กช่วยในการสำรวจและจดบันทึกติดตามไปด้วยสักคนหนึ่งโมกจึงวานให้สิงห์ หรือสิงหาสน์ เพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นอาจารย์ในสายวิชานี้ หาเด็กให้สักคนพอดีกันกับที่เจ้าแก้วรัดเกล้า เจ้าหญิงจากเวียงอมรา Read More →

เรื่อง หนีไฟนรกผู้เขียน โนริโอะ ชิมามูระจากคำบอกเล่าของ เจีย กิมลั้งผู้แปล ผุสดี นาวาวิจิตสำนักพิมพ์ ผีเสื้อเลขมาตรฐานหนังสือ 9741401876 จากเรื่อง 4 ปี นรกในเขมรได้มีตอนหนึ่งที่ยาสึโกะ นะอิโต ผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นได้ขอเด็กสาวชาวกัมพูชาคนหนึ่งมาเป็นบุตรบุญธรรมเด็กสาวคนนั้นชื่อว่ากิมลั้ง หรือเจีย กิมลั้งเธอได้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชาขณะนั้นผ่านสายตาและมุมมองของตัวเธอเองให้กับ โนริโอะ ชิมามูระ เป็นผู้เรียบเรียง ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือและมันก็คือหนังสือเล่มนี้ .. หนีไฟนรก เจีย กิมลั้ง อายุ 18 – 19 ปี (เมื่อปี พ.ศ. 2518 ในวันที่สงครามกลางเมืองเริ่มต้นขึ้น) เธอเป็นลูกสาวคนโตของครูเรียง (ชื่อครูเรียง เป็นพ่อค้า ไม่ได้เป็นครู) กับพินพอมครูเรียงอายุ 45 ปี พินพอมอายุ 41 ปีทั้งคู่มีลูกชายหญิงรวมทั้งสิ้น 10 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 8 คนคือกิมลั้ง จุเรน กิมกง วรรณา วรรณี Read More →

เรื่อง 4 ปี นรกในเขมรผู้เขียน ยาสึโกะ นะอิโตผู้แปล ผุสดี นาวาวิจิตสำนักพิมพ์ ผีเสื้อเลขมาตรฐานหนังสือ 9741401396 เรารู้กันอยู่แล้วว่าสงครามมีความโหดร้ายสงครามมีความสูญเสีย ..แต่นี่คือหน้าบันทึกจากสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นจริงในกัมพูชา 4 ปี นรกในเขมร เป็นหนังสือที่เกิดขึ้นจากสมุดบันทึก(ซึ่งจริงๆ คงเป็นเศษกระดาษหลายแผ่นที่รวบรวมสะสมมา)ของยาสึโกะ นะอิโต สตรีชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นภริยาทูตสามีของเธอเป็นชาวกัมพูชา นามว่า โศ ทันลันโศ ทันลัน และยาสึโกะ มีลูกด้วยกัน 2 คน เป็นชายทั้งคู่คนโตคือโทโมรี และคนเล็กชื่อโทนี่ (อายุ 15 ปี)โศ ทันลัน มีลูกติดจากภรรยาคนก่อนอีก 3 คน เป็นชาย 2 คน ชื่อว่าชานาลี และโทมี่ ทั้งสองคนรับราชการทหารอากาศและลูกสาว 1 คน ชื่อว่าตีนี่ กำลังเรียนแพทย์ ในเวลาตามบันทึกฉบับนี้ คือปี พ.ศ. 2518 – 2522สามีของเธอ (อายุ 57 ปี) เกษียณอายุราชการแล้ว ส่วนยาสึโกะ Read More →

เรื่อง ราชมรรคาผู้แต่ง อ็องเดร มาลโรซ์ผู้แปล วัลยา วิวัฒน์ศรสำนักพิมพ์ มติชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9789740212355 เราได้ยินที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้มาก่อนแล้วจากหนังสือเล่มที่อ่านไปก่อนหน้ามันไม่นานตามกลิ่นนางอัปสรา ตามหานครวัด นครธมที่มากกว่าเรื่องราวของหนังสือ คือประวัติส่วนตัวของผู้เขียนที่เคยลักลอบตัดภาพสลักศิลาจากปราสาทบันทายศรีเพื่อจะนำไปขาย แต่ถูกจับได้เสียก่อนแม้ว่าภายในเล่ม จะมีประวัติของเขาต่อจากช่วงนั้นอย่างละเอียดแต่เราก็ติดภาพลบให้ตัวเขาไปก่อนแล้วเราจึงขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่าเราอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยอคติส่วนตัวและรีวิวมันอย่างไม่เป็นกลางเท่าที่ควรค่ะ ราชมรรคา (อ่านว่า ราด – ชะ – มัน – คา) เป็นนิยายที่ถูกเขียนขึ้นจากประสบการณ์ในการลักลอบนำภาพสลักออกจากกัมพูชาของผู้เขียนผนวกกับจากหนังสือชีวิประวัติของนักสำรวจชาวฝรั่งเศสคนอื่นๆผสมกับจินตนาการของผู้เขียนเองมีตัวละครหลักเพียงสองตัว คือโกล๊ด วานเนค กับเพร์เค่นซึ่งได้รู้จักกันบนเรือเดินสมุทร และตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายออกล่าโบราณวัตถุไปตามเส้นทางสาย ราชมรรคา นี้ด้วยกัน โดย ราชมรรคา นั้นหมายถึง เส้นทางโบราณเริ่มต้นจากปราสาทนครวัด กัมพูชาเดินทางผ่านเทือกเขาพนมดงรัก ไปยังเมืองโบราณที่ชื่อพิมายปุระซึ่งก็คืออำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ของเรานั่นเอง ในช่วงต้น ผู้เขียนเน้นไปที่ความยากลำบากในการติดต่อหน่วยงานต่างๆ ของฝรั่งเศสซึ่งตั้งอยู่ในกัมพูชาเพื่อขอเดินทางเข้าไปในป่าพงอันอุดมไปด้วยปราสาทที่ยังไม่ถูกสำรวจ ระหว่างการเล่าเรื่อง ไม่ปรากฏคำบรรยายปราสาทอันสวยงามไม่ได้บ่งบอกที่ตั้งปราสาทไปมากกว่าการบ่นถึงพื้นดินอันเฉอะแฉะหนทางเป็นป่ารกชัฏ และเต็มไปด้วยแมลง หอยทาก และสัตว์เล็กสัตว์น้อยตัวละครตั้งหน้าตั้งตาค้นหาภาพสลักอันสมบูรณ์และมีขนาดพอเหมาะที่จะขุดตัดเจาะ และขนย้ายออกมาได้(ด้วยคนงานพื้นเมืองที่จ้างมา)พวกเขาเดินทางจากปราสาทหนึ่งไปยังอีกปราสาทหนึ่งโดยไม่ได้ตระหนักถึงคุณค่าใดไปมากกว่ามูลค่าของสิ่งที่กำลังค้นหา เรื่องราวที่เล่าในหนังสือเป็นมุมมองจากชาวตะวันตกที่มองกลับมายังคนเอเชียช่วยไม่ได้ที่เราเอาใจช่วยตัวประกอบเล็กๆ น้อยๆ อย่างชาวบ้านหรือคนท้องถิ่นที่โผล่มาตลอดทั้งเรื่องมากกว่าเราไม่เคยทุกข์กับความยากลำบากใดของตัวละครหลักเลย เราอิสระที่จะฝันหากบ่อยครั้ง ความฝันนั้นก็พันธนาการเราเสียเองโกล๊ดผูกติดตนเองอยู่กับความฝัน ..ที่จะนำภาพจำหลักงามๆ สักภาพ ออกจากปราสาทขอมเพื่อเงินที่ไม่ได้จำเป็นต่อชีวิตของเขาเลย?หากมันจำเป็นมากต่อความใฝ่ฝันของเขา จุดเด่นของเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่บทสนทนาในเรื่องต่างๆ ของตัวละครอย่างเช่นเรื่องความจำเป็นของเงินตราเรื่องการใช้ชีวิต เรื่องคุณค่าของชีวิตเรื่องของความตาย การฆ่าตัวตาย Read More →

อย่างที่สรุปไปแล้วเมื่อ บล็อก ก่อนว่าปีนี้ทั้งปี เราอ่านหนังสือรวม 94 เล่มและจาก 94 เล่มนี้ มีหนังสือที่ชอบเป็นพิเศษ ที่พยายามจะจัดอันดับให้อยู่ในจำนวน 10 เล่ม .. แต่ได้มาจริง 19 เล่ม! (ไม่เคยลงตัวเลยสักปีสิน่า!!)กลายเป็น 19 เล่ม แห่งปี 2019 ในบรรดา 19 เล่มนี้มีบางเล่มที่ตอนอ่านชอบประมาณนึงแต่พอเวลาผ่านไป มันตกผลึก ..เรากลับรู้สึกชอบมันมากขึ้นทุกครั้งที่คิดถึงแต่ก็มีอีกบางเล่ม ที่จำได้ว่าตอนอ่านชอบมาก .. แต่ตอนนี้กลับจำอะไรไม่ได้แล้วบางเล่มเคยอ่านรอบแรกๆ แล้วเฉยๆ แต่พอเวลาผ่านไป หยิบมาอ่านอีกครั้งในปีนี้ กลับชอบมันมากกว่าที่เคยรู้สึกและก็มีอีกบางเล่มที่ถึงขั้นคลั่งมันมาก ในวันแรกรู้จักแต่พออ่านซ้ำวันนี้ เรากลับรู้สึกเฉยๆ ความตื่นเต้นมันหายไปแล้ว แต่ทั้งหมดที่เลือกมา 19 เล่มนี้ ก็ล้วนแต่เป็นเล่มที่เรายังรู้สึกดีกับมันอยู่แต่ยังไงก็ยังอยากคัดให้เหลือ 10 เล่มอยู่นะ ..ว่าแต่ .. ไปดูผู้เข้ารอบ 19 เล่มกันก่อนค่ะ เล่มแรก เซเปียนส์ เป็นการสรุปวิวัฒนาการมนุษย์ รวมทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคม เอาไว้ในเล่มเดียวกับเซเปียนส์เล่มนี้ เราไม่ได้ให้คะแนนจากความชอบส่วนตัวนะแต่เป็นคะแนนจากความตั้งใจในการหาข้อมูลของผู้เขียนการประมวลผล และรวมกันมาเล่าได้น่าสนใจขนาดนี้ยอมรับว่า ส่วนหนึ่งของความน่าสนใจของมันเกิดจากกระแสและนั่นทำให้เกิดความคาดหวัง Read More →

นับจนถึงวันนี้ และคงจะไปถึงวันสุดท้ายของปีเราอ่านหนังสือไปทั้งสิ้น 94 เล่ม คิดเป็น 30803 หน้าหักลบกลบหนี้ไปกับหนังสือที่ซื้อมาในปีนี้ 85 เล่มทำให้กองดองแทบไม่ลดลงเลย (อีกแล้ว) >,< อัตราการอ่านของปีนี้ ยังคงตกต่อเนื่องมาจากปลายปีที่แล้วอย่างน่าแปลกใจเราเริ่มต้นปีนี้ด้วย กำเนิดสปีชีส์ ซึ่งอ่านคาบเกี่ยวมาจากปลายปี 2561และยาวนานมาจนเกือบหมดเดือนแรกของปีนี้ .. แถมยังต่อด้วย เซเปียนส์ ประวัติย่อมนุษยชาติ ซึ่งแม้จะใช้เวลาไม่นานเท่า แต่ก็ใช้เวลาไปไม่น้อยเหมือนกัน ..เป็นการเริ่มต้นปีที่ชวนท้อมากและนั่นอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้การอ่านปีนี้เป็นไปอย่างเนิบๆ ไปอีกกว่าครึ่งปีมาเครื่องติดเอาตอนช่วงปลายปี .. แต่ก็เป็นการอ่านที่เหนื่อยมาก กับเป้าหมาย 100 เล่ม ปีนี้เราตั้งใจจะอ่านหนังสือประวัติศาสตร์แล้วก็ได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์อย่างหนักหน่วงสมดังความตั้งใจแต่หลังอ่านจบ เราไม่ได้กลายเป็นกูรูด้านประวัติศาสตร์อย่างที่วาดภาพเอาไว้คืออ่านแล้วลืม อ่านแล้วหลง ข้อมูลตีกันมั่วไปหมดแต่ก็สนุกดี และฟินที่ได้อ่าน ได้รู้ .. แม้สุดท้ายแล้วมันจะลืมก็ตาม และถึงแม้จะได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์อย่างหนักหน่วงไปแล้วแต่ก็ภารกิจก็ยังไม่เคลียร์สมดังที่ตั้งใจยังมีหนังสือประวัติศาสตร์ในบ้านหลงเหลืออยู่อีกหลายเล่มและก็คงอ่านต่อไปเรื่อยๆ ในปีหน้าแหละ จนกว่าจะเอียนหรือขี้เกียจอ่านถึงตอนนั้นค่อยเปลี่ยนไปอ่านเล่มอื่น เรามีความตั้งใจเกี่ยวกับปีหน้าเอาไว้บางอย่างซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองค่อนข้างเยอะเหมือนกันไม่รู้ว่าหลังจากทำไปแล้วจะรู้สึกยังไง อาจจะดี หรืออาจจะเฟลจนเคว้งก็ได้แต่ก็จะลองทำดูก่อน แล้วมาคอยดูผลกัน .. การเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นก็คือ ..ปีหน้าเราจะตั้งเป้าหมายการอ่านหนังสือเอาไว้ที่ 37 เล่ม!! เรื่องของเรื่อง มันเกิดขึ้นจากหลังๆ มานี้เราอ่านลดลงทุกปีและการลดลงนั้น ก็ยิ่งทำให้เรากดดันตัวเราเองแม้ปีนี้จะตั้งเป้าไว้น้อยกว่าปีก่อน แต่เราก็ยังไปไม่ถึงเป้ามันเริ่มเป็นการอ่านที่ไม่มีความสุขหมกมุ่นอยู่กับมันตลอด Read More →

เรื่อง เขมรสามยกพระราชนิพนธ์ใน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีพิมพ์ที่ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)เลขมาตรฐานหนังสือ 9748396454 เขมรสามยก ในที่นี้ เป็นพระราชนิพนธ์ทรงบันทึกการเสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศกัมพูชาสามครั้งในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2535 ครั้งหนึ่ง นับเป็นยกที่หนึ่งเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2536 อีกครั้งหนึ่ง นับเป็นยกที่สองและอีกครั้งในช่วงเวลาต่อกัน คือวันที่ 12 – 18 มกราคม พ.ศ. 2536 นับเป็นยกที่สามรวมได้เป็นเขมรสามยกตามชื่อเรื่อง ซึ่งในครั้งแรกนั้น แม้จะเสด็จฯ ไปเป็นการส่วนพระองค์แต่สุดท้ายแล้วก็ยังกลายเป็นพระราชกรณียกิจจนได้การอ่านพระราชนิพนธ์บันทึกนี้จึงคล้ายๆ กับการดูข่าวในพระราชสำนักแต่ดีกว่าตรงที่เป็นข่าวที่ท่านทรงเล่าเอง 🙂 ภายในเล่ม นอกจากพระราชนิพนธ์แล้วยังประกอบไปด้วยภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ และพระฉายาลักษณ์ส่วนพระองค์หลายองค์ และสุดท้ายแล้ว เราชอบบทสรุปตอนท้ายมากเราได้เห็นภาพรวม และได้เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ทั้งหมดเป็นไทม์ไลน์เขมรสามยก เป็นหนังสือที่คล้ายกับการดูข่าวในพระราชสำนักอย่างที่บอกแต่เป็นข่าวในพระราชสำนักที่น่ารักมากค่ะ 🙂