เรื่อง จากเชียงรุ้งถึงฮอยอันผู้แต่ง สมพงษ์ งามแสงรัตน์สำนักพิมพ์ สุดสัปดาห์(สำนักพิมพ์ในเครืออมรินทร์)เลขมาตรฐานหนังสือ 9749702115 จากเชียงรุ้งถึงฮอยอัน เป็นหนังสือเล่าเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองเพียงคนเดียวของผู้เขียนเริ่มต้นการเดินทางโดยรถทัวร์จากหมอชิต ไปสุดทางที่เชียงของข้ามฝั่งไปลาวเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อจะไปจีนโดยมีเป้าหมายเป็นสถานที่ต่างๆ รวม 3 ประเทศเริ่มต้นที่จีนคือ เชียงรุ้ง, คุนหมิง, ต้าหลี่, เจี้ยนชวน, ลี่เจียง และจงเตี้ยนหรือแชงกรีลา, แล้ววกเข้าเวียดนาม เยือนฮานอย, เว้, และฮอยอันปิดท้ายด้วยสวันเขตเป็นทางผ่านกลับไทย จากเชียงรุ้งถึงฮอยอัน  เป็นหนังสือเล่าเรื่องการท่องเที่ยวที่น่าอิจฉามากคือผู้เขียนมีแผนเพียงคร่าวๆ จากนั้นเกิดถูกใจที่ไหนก็แวะพัก แวะดูไปเรื่อยเที่ยวเดินดูบ้านเรือน ดูชุมชน ดูชีวิตผู้คนตามใจชอบเดินทางไปด้วย วาดรูปไปด้วย(ภาพประกอบทั้งหมดให้เล่มเป็นฝีมือของผู้เขียนเอง)มีเวลาเป็นเดือน เงินทองก็ใช้ไม่ค่อยเปลืองเท่าไร(ในยุคสิบกว่าปีก่อนล่วงมาแล้วนะ หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ พ.ศ. 2548)มาถึงวันนี้ อะไรๆ ก็คงเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็น่าตามรอยอยู่ดีไม่เคยนึกอยากเที่ยวเมืองจีนมากขนาดนี้มาก่อนเลย สำนวนการเล่าเรื่องสนุกออกรสชาติ ผสมอารมณ์ขันเมื่อเจอปัญหาระหว่างเดินทาง ก็มองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ ขำๆ กับมันไปทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านแล้วอารมณ์ดีอีกเล่มหนึ่งไม่ใช่ในแง่ที่มันตลก แต่เป็นแง่มุมของคนที่มองโลกในแง่ดีไม่เคร่งครัดเคร่งเครียดกับอะไรไปเสียหมด เมื่ออ่านจบ เราสัญญากับตัวเองเอาไว้เลยว่าถ้าจะไปเที่ยวจีนหรือเวียดนามเมื่อไรจะหยิบเล่มนี้มาอ่านอีกรอบแน่ๆ เพื่อทบทวนที่ที่อยากไปให้นั้นให้ขึ้นใจจะได้ไม่ลืมจับมันมาใส่ในแผนเที่ยวด้วย!!

เรื่อง บ้านดับจิตผู้แต่ง ฮิงาชิโนะ เคโงะผู้แปล วิลาสินี สาโรวาทสำนักพิมพ์ ไดฟุกุเลขมาตรฐานหนังสือ 9786164480278 โอ๊ยชอบมากก! แต่เล่ายากมากเล่มนี้เล่ายังไงไม่ให้สปอยล์ และเล่ายังไงให้รู้สึกว่าน่าอ่าน >,< หนังสือเล่มนี้ เราตัดสินใจซื้อมาอย่างชั่ววูบมากเพราะใช้แต้มบัตรเดอะวันการ์ดซื้อมาในวันสิ้นปี .. วันที่มันจะตัดแต้มทิ้งหนังสือเล่มนี้อยู่ในลิสต์เรามาสักพักแล้ว(อยู่มาตั้งแต่เห็นว่าสำนักพิมพ์เขาพิมพ์น่ะแหละ)ควรจะอยู่นานกว่านี้ด้วย แต่ตอนที่ตัดสินใจซื้อสักเล่มก็พบว่า บ้านดับจิต มีแต่รีวิวชม มีแต่เสียงแนะนำ พอมาอ่านเอง ก็ชอบมันมากจริงๆท่ามกลางกระแสเคโงะอันโด่งดัง เพิ่งพูดได้เต็มปากว่านี่คือเล่มที่เราชอบอ่านรวดเดียวจบเลย นานแล้วที่ไม่ได้อ่านได้แบบนี้แต่อาจขึ้นกับประสบการณ์ส่วนตัวด้วยมั๊งตอนเด็กๆ เราเป็นคนย้ายบ้านบ่อย และมีความทรงจำวัยเด็กสับสนปนเปนี่อาจเป็นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงเรากับหนังสือเล่มนี้ บ้านดับจิต ไม่ได้มีคนตายตั้งแต่ต้นเรื่องแต่ผู้เขียนพาเราเข้าไปสำรวจบ้านลึกลับแห่งหนึ่งที่ตัวละครหลักได้เบาะแสมาจาก คุราฮาชิ ซายากะแฟนเก่าวัยมัธยมที่เพิ่งติดต่อมา ผู้เขียนเล่าเรื่องราวที่เป็นปมปริศนาไปด้วยขณะเดียวกันก็เล่าเรื่องส่วนตัวของสองตัวละครรวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่ไปด้วยด้วยจังหวะที่เหมาะเจาะ กลมกลืน ไม่รู้สึกสะดุด อดีตแฟนสาวที่ไร้ความทรงจำวัยเด็กกับบางสิ่งในบ้าน .. ที่มีทีท่าว่าจะมาสะกิดปมอันนั้นเรื่องราวซับซ้อน ที่ใช้วิธีเล่าเรียบง่าย เป็นเส้นตรงระยะเวลาในเรื่องเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันกับหนึ่งคืนกับฉากในบ้านร้างที่มีร่องรอยคล้ายกับว่าครอบครัวที่เคยอาศัยอยู่ ได้อันตรธานหายไปจากชีวิตประจำวันของพวกเขา เป็นหนังสือที่วิธีเล่าชวนลุ้นระทึกตั้งแต่เริ่มเรื่องลุ้นว่าจะมีเหตุการณ์ที่น่าตกใจโผล่ขึ้นมาตอนไหนลุ้นเหนื่อยจนกลายเป็นเนือย แล้วก็กลับมาลุ้นอีกสลับกันไปผู้เขียนก็รักษาสภาวะอารมณ์ความรู้สึกเช่นนั้น ไปจนกระทั่งตอนเฉลยปมยะเยือก อัดอั้น และหดหู่ เสียยิ่งกว่าการที่เรื่องนี้มีผีจริงๆ เสียอีก อยากจะจบรีวิวเพียงเท่านี้ แต่ก็รู้สึกค้างคา ..แต่เราก็ไม่อยากบอกอะไรไปมากกว่านี้แล้วล่ะเป็นหนังสือที่แนะนำให้อ่านเอง .. แต่อย่าคาดหวังนักนะ .. เราอาจจะบิ้วท์หนักไปหน่อยเพราะเพิ่งพีคจากการอ่านจบหมาดๆจบดีกว่าค่ะ ยิ่งเล่ายิ่งวกวน 555#รีวิวอิหยังวะ  

เรื่อง ฟาห์เรนไฮต์ 451ผู้เขียน เรย์ แบรดเบอรีผู้แปล ต้องตา สุธรรมรังษีสำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161806149 ฟาห์เรนไฮต์ 451 เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกสมมติแห่งหนึ่งในโลกที่ผู้คนมีชีวิตหลังจากวันนี้อีกไปหลายชั่วอายุคนเรื่องราวเก่าๆ ในอดีตกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าหนังสือกลายเป็นสิ่งต้องห้ามเพราะมันเผยแพร่ความคิดความเชื่อที่เป็นอันตรายมันทำให้ผู้คนรู้จักคิด รู้จักต่อต้าน ดื้อด้าน ปกครองยากนักเขียนบางคนหลงเหลือเพียงความทรงจำบอกเล่าต่อๆ กันมาผลงานของพวกเขาถูกบิดเบือน ตกหล่น และไร้ค่าและนักเขียนอีกหลายคน .. หลงลบลืมสูญ นักผจญเพลิง หรือนักดับเพลิง เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แปลงเปลี่ยนไปจากโลกเดิมพวกเขาไม่ได้มีหน้าที่ดับไฟ หากแต่พวกเขามีหน้าที่จุดไฟเพื่อเผาหนังสือทุกครั้งที่มีสัญญาณเตือนดังขึ้นในค่ำคืนพวกเขาทุกคนจะต้องกรูกันออกไปเพื่อพ่่นไฟเผาผลาญหนังสือที่ไหนสักที่ที่ได้รับแจ้งมอนทากคือหนึ่งในนักผจญเพลิงเหล่านั้นและที่หมวกนิรภัยของเขา มีหมายเลข 451 ติดอยู่ เราเชื่อว่าเราทำสิ่งที่ถูกมาทั้งชีวิต ..แล้ววันหนึ่ง ก็มีบางอย่างมาสะกิดให้ความเชื่อของเราสั่นสะเทือน .. วันหนึ่ง .. มอนทากได้พบกับแคลริส แม็คเคล็ลแลนหญิงสาวข้างบ้านที่มาเดินเล่นระหว่างทางกลับบ้านเธอแปลกแตกต่างไปจากทุกคน เธอพูดแปลก คิดแปลก ..มีชีวิตชีวา มีความคิดอ่านที่เขาไม่เคยได้รับจากที่ไหนเธอทำให้เขาเกิดความคิดแปลกๆ ขึ้นบางอย่าง .. แต่บางทีเราก็ไม่แน่ใจว่าแคลริสได้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการอ่านไว้กับเขาหรือเป็นเขาเองที่ได้รับบางหยาดหยดน้ำฝนจากเธอแล้วเติบโตงอกงามขึ้นภายในตนเอง ภาพร่างของสังคมในเรื่องถูกวาดขึ้นในมุมแคบๆเราไม่เห็นรูปแบบการปกครองในเมืองนี้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนใน 1984เหตุการณ์เกิดขึ้นในสังคมเล็กๆ รอบตัวมอนทากไม่ได้บอกเล่าว่าการปกครองของพวกเขามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไรพวกเขายอมรับ และยอมอยู่ภายใต้ชีวิตแบบนี้ได้อย่างไรชีวิตที่ไม่มีความคิดอันเป็นของตัวเอง มันเป็นชีวิตอย่างไรมันยังโหว่โหวง คงเหลือเป็นพื้นที่ให้เราจินตนาการ เรารู้สึกว่าตัวละครไม่ได้เปลี่ยนโลก .. เขาแค่เอาตัวรอด .. จากอารมณ์ชั่ววูบไม่ยั้งคิดของเขา .. ทั้งๆ ที่หนังสือเล่มนี้เล่าถึงหนังสือ .. การเผาหนังสือแต่เนื้อหามันกลับไม่ได้กระทบความรู้สึกเรามากเท่าที่คาดหวังไว้ Read More →

เรื่อง จอมโจรหนังสือผู้เขียน มาร์กัส ซูซัคผู้แปล บีจาสำนักพิมพ์ เพิร์ล พับลิชชิ่งเลขมาตรฐานหนังสือ 9789740561873 จะมีเหตุการณ์ใดที่มีคนตายมากพอและเย้ายวนชวนให้ยมทูตปรากฏตัวได้มากไปกว่าสงครามโลกครั้งที่ 2และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวในเยอรมันเล่า .. นั่นล่ะ .. เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นที่ตรงนั้น ในช่วงเวลานั้น ..ช่วงเวลาเดียวกันกับที่ แอนน์ แฟร้งค์ กำลังหลบซ่อนตัวอยู่บนอาคารสำนักงานของพ่อที่ฮอลแลนด์ ช่วงเวลาเดียวกันกับที่บทสนทนาแห่งมิตรภาพระหว่างบรูโน กับชมูเอล กำลังลอยข้ามรั้วลวดหนามไปมา ช่วงเวลาเดียวกันกับที่ชายคนหนึ่งซุกซ่อนตัวอยู่ภายใต้ห้องใต้ดินเจ็บป่วย เหน็บหนาว และไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ช่วงเวลาเดียวกันกับที่ชาวยิวอีกมากมายนับแสนนับล้านกำลังเรียงแถวเข้าสู่ค่ายกักกันและไปสิ้นสุดที่ห้องรมแก๊สอันแสนโหดร้าย มันคือช่วงเวลาเดียวกันกับที่เด็กเยอรมันคนหนึ่งกำลังนั่งรถไฟพร้อมแม่และน้องชาย เพื่อไปยังบ้านที่ไม่ใช่บ้านตัวเองไปอยู่กับครอบครัวที่ไม่ใช่ครอบครัวของตัวเอง ..และสุดท้ายแล้ว เหลือตัวเธอเพียงคนเดียวกับพ่อที่ไม่ใช่พ่อ แม่ที่ไม่ใช่แม่และครอบครัวที่ไม่ใช่ครอบครัว ..แต่กลายมาเป็นครอบครัว จอมโจรหนังสือ เล่าเรื่องผ่านสายตาของผู้ที่มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกซึ่งผู้นั้นก็คือยมทูต ผู้ที่พรากวิญญาณของมนุษย์ทุกคนออกจากร่างเมื่อวาระสุดท้ายในชีวิตของพวกเขามาถึง แน่นอนว่ายมทูตไม่ได้เล่าเรื่องของตัวเองเขากำลังเล่าเรื่องของเด็กหญิงคนหนึ่ง .. ลีเซล เมมิงเกอร์สมาชิกใหม่แห่งถนนฮิมเมล เมืองโมลช์คิงสมาชิกใหม่ของครอบครัวฮูเบอร์มานซึ่งมีโรซ่าเป็นมามา และฮานส์เป็นปาปา ลีเซล เมมิงเกอร์ เป็นเด็กหญิงที่ไม่รู้หนังสือเธอหัดอ่านจากหนังสือคู่มือการทำศพ ..หนังสือเล่มแรกที่เธอขโมยมาเพื่อเป็นที่ระลึกถึงการเสียชีวิตของน้องชายมันเป็นทั้งหนังสือเล่มแรกที่เธอหัดอ่าน ..และหนังสือเล่มแรกที่เธอหัดขโมย ในตอนเปิดเรื่องนั้น ผู้เขียนเล่าเรื่องได้น่าสนใจมีจังหวะการจัดหน้าที่แปลกดีทำให้จังหวะการอ่านแปลกไปด้วยไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองหรือเปล่าแต่คล้ายการดูภาพเคลื่อนไหว ที่มีการซูมเข้าซูมออกเพื่อกำหนดจุดสนใจหรือเป็นภาพนำสายตาไปสู่เรื่องที่ต้องการจะเล่า ผู้คนมากมายรอบตัว คนเยอรมัน คนยิวรูดี้ สไตเนอร์, แมกซ์ แวนเดนเบิร์ก,นายทหาร พ่อแม่ที่ลูกถูกส่งไปเป็นทหาร พ่อแม่ที่สูญเสียลูกไปในสงคราม และพ่อแม่ที่ได้ลูกชายกลับคืนมาจากสงครามมิตร ศัตรู เด็ก Read More →

เรื่อง บันทึกลับของ แอนน์ แฟร้งค์ผู้เขียน แอนน์ แฟร้งค์ผู้แปล สังวรณ์ ไกรฤกษ์สำนักพิมพ์ ผีเสื้อเลขมาตรฐานหนังสือ 9789741405169 แม้จะอ่านหนังสือมาตลอดชีวิตแต่เชยมาก ที่เราเพิ่งจะได้อ่าน บันทึกลับของ แอนน์ แฟร้งค์ เล่มนี้ บันทึกลับของ แอนน์ แฟร้งค์เป็นหนังสือที่ถูกพิมพ์ขึ้นจากเนื้อหาในสมุดบันทึกเล่มจริงของเด็กหญิงเชื้อสายยิวคนหนึ่งนามว่า แอนน์ แฟร้งค์(หรืออันเน่อ ฟรังค์ หรืออันเนอลีเซอ มารี ฟรังค์ ในภาษาเยอรมัน)แอนน์เป็นเด็กหญิงชาวยิวในเยอรมันที่มีชีวิตอยู่ในช่วงที่ฮิตเลอร์ก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศหลังจากวันที่ฮิตเลอร์ขึ้นครองอำนาจอ๊อตโต้ แฟร้งค์ พ่อของแอนน์ได้ตัดสินใจอพยพครอบครัวออกจากประเทศเยอรมันไปตั้งรกรากอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ (ฮอลแลนด์) วันเวลาผ่านไปร่วมสิบปีแอนน์เติบโตขึ้น ณ ประเทศแห่งนี้ จนถึงวันที่เธออายุครบ 13 ขวบเธอได้รับของขวัญเป็นสมุดบันทึกปกสีแดงลายสก็อตมันเป็นของขวัญที่เธอรักมาก และเป็นของขวัญที่กลายมาเป็นสมุดบันทึกเล่มสำคัญที่ได้บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ นับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1942 วันแรกที่เธอเขียนลงไปในสมุดบันทึกผ่านวันเวลาที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ตกเป็นของเยอรมนี(ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2)วันที่ครอบครัวของเธอตัดสินใจอพยพเข้าไปอยู่ใน “ที่ซ่อนลับ”ที่ได้เตรียมการไว้ก่อนแล้วมันเป็นพื้นที่ส่วนลับที่ซ่อนอยู่ชั้นบนของสำนักงาน ที่ทำงานของอ๊อตโต้ แฟร้งค์ผ่านการช่วยเหลือของเพื่อนร่วมงานหลายคน ได้แก่วิคตอร์ คูเกล้อร์, โยฮานเนส ไคล์แมน, อลิซาเบธ (เบ๊ป) วอสคุยล์, เมี้ยป ซานทรูสชิทซ์ กีส์, Read More →

เรื่อง ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งผู้แต่ง ภาณุ ตรัยเวชสำนักพิมพ์ มติชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9789740214748 สาธารณรัฐไวมาร์ คือประเทศเยอรมันนี ในช่วงเวลาระหว่างหลังสงครามโลกครั้งที่ 1และก่อนที่ฮิตเลอร์จะกลายเป็นผู้นำประเทศเป็นช่วงระยะเวลาเพียง 14 ปี ที่เยอรมันเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีความสับสนอลหม่าน มีทั้งพรรคประชาธิปไตย พรรคคอมมิวนิสต์และผู้คนอันแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย กันออกไปไม่รู้จบ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เล่าถึงฮิตเลอร์เป็นหลัก(มีเพียงตอนต้นนิดหน่อย กับอีกครึ่งหลังของบทสุดท้าย)และไม่ได้เรียงตามไทม์ไลน์ไปตลอดทั้งเล่ม หนังสือถูกแบ่งเป็นส่วนๆ ด้วยผู้คนที่มีบทบาทต่างๆ ในสังคมมีความเชื่อ มีแนวทางทางการเมืองที่แตกต่างกันไปทั้งนักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ นักดนตรี นักกีฬา นักคิด นักเขียน แม้กระทั่งอาชญากร ฯลฯ ในฐานะของคนไม่มีพื้นฐานมาก่อนเราไม่สามารถเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ทั้งหมดเมื่ออ่านจบ เราตอบไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้ว ฮิตเลอร์ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำเยอรมันได้อย่างไรเราเห็นแต่ภาพเหตุการณ์เป็นเพียงส่วนๆ เป็นช่วงๆไม่สามารถเล่าเรื่องซ้ำตั้งแต่ต้นจนจบได้เลยในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไม่ได้เป็นหนังสืออ่านง่าย อ่านสนุก สำหรับมือใหม่เราจะต้องมีพื้นฐานมาบ้าง, อ่านไปจดช็อตโน้ตไปหรืออาจจะต้องอ่านมันซ้ำใหม่อีกรอบเท่านั้น ในตอนต้น ผู้เขียนปูพื้นฐานให้กับคนอ่านด้วยเรื่องราวแต่หนหลัง ก่อนที่เยอรมันจะกลายเป็นสาธารณรัฐไวมาร์แนะนำผู้คนชื่อแปลกๆ ประหลาดๆ เป็นภาษาเยอรมันเต็มไปหมด หลังจากปูพื้นด้วยเรื่องเล่าที่วุ่นวาย ยุ่งเหยิง (ต่อการเข้าใจ)ผู้เขียนก็ค่อยๆ หยิบยกสังคมแต่ละมุม ภายใน 14 ปีของไวมาร์ขึ้นมาแสดงให้เราได้เห็น ว่าในขณะนั้น ใครกำลังทำอะไรอยู่บุคคลจากวงการต่างๆ ถูกนำมาเป็นผู้เล่าเรื่องเป็นรายคนเริ่มต้นจากตัวฮิตเลอร์เอง, ออตโต ฟอน บิสมาร์ค, ฟรีดริคช์ Read More →

เรื่อง จักรวรรดิโบราณที่สาบสูญและชนเหี้ยมโหดในประวัติศาสตร์ผู้แต่ง เอกชัย จันทราสำนักพิมพ์ ยิปซีเลขมาตรฐานหนังสือ 9786167071473 จักรวรรดิโบราณที่สาบสูญ และชนเหี้ยมโหดในประวัติศาสตร์เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมดาๆ ที่เล่าถึงอาณาจักรโบราณต่างๆไม่ได้เกี่ยวข้องกับกับความเหี้ยมโหด โหดร้ายตามชื่อเรื่องนัก ผู้เขียนเล่าถึงอารยธรรมโบราณต่างๆ ในชุมชนดั้งเดิมตามประวัติศาสตร์ที่เราอาจเคยได้ยินชื่อมาบ้าง หรือไม่เคยได้ยินบ้างอย่างเช่น ชาวสุเมเรียน จากเมโสโปเตเมีย ลุ่มแม่น้ำไทกริส ยูเฟรติส, อัสซีเรีย,บาบิโลน (อาณาจักรบาบิโลเนียน), ชาวฮิตไทต์, ชาวเคลต์, ฮันนิบาล บาร์กา, ชาวคาร์เธจ, ชาวฟินิเชียน, ชาวฮั่น ที่ไม่ใช่คนจีน, ชาววิซิกอท, อาณาจักรแฟรงค์,แองโกล – แซ็กซอน, ไวกิ้ง, เปอร์เซีย, อนาโตเลีย หรือเอเชียไมเนอร์ (เอเชียน้อย),จักรวรรดิไบแซนไทน์ ฯลฯ ในช่วงแรกๆ แต่ละบทแยกตัวเป็นเอกเทศ ไม่เกี่ยวโยงกันภายในบทนั้น ผู้เขียนจะเล่าเรื่องราวของเผ่าพันธุ์ต่างๆตามหัวข้อของบทนั้น ด้วยข้อมูลที่ค้นคว้ามาได้ให้ครอบคลุมที่สุดแต่ละบทไม่มีรูปแบบตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลจะนำพาเราไปหาอะไรบ้างมีเพียงบางบท ที่เนื้อหาเกี่ยวโยง ต่อเนื่องกันพอให้เราได้เห็นเส้นสายการเปลี่ยนแปลงจากอาณาจักรหนึ่งไปสู่อีกอาณาจักรหนึ่ง เนื้อเรื่องในแต่ละบทไม่เนียนลื่นเป็นผืนเดียวกันผู้เขียนเล่าเพียงคร่าวๆ และกระโดดเรามองไม่เห็นภาพรวมของปวศทั้งหมดให้ความรู้สึกคล้ายการอ่าน short note เตรียมสอบ ถ้าไม่มีพื้นฐานอยู่ก่อน คงวาดภาพตามได้ยากสำหรับเราที่ไม่มีพื้นฐานความรู้พวกนี้มาก่อน เราว่าอ่านยากเหมือนกันนะคือชื่อประหลาดเต็มไปหมด โผล่มาพรวดเดียว ต้องค่อยๆ แกะไปไม่ได้อ่านสนุกๆ เพลินๆ อย่างที่ตั้งใจ Read More →

เรื่อง จิบพม่าตามหาจอร์จ ออร์เวลล์ประวัติศาสตร์ระหว่างบรรทัดในร้านน้ำชาผู้แต่ง เอ็มม่า ลาร์คินผู้แปล สุภัตรา ภูมิประภาสสำนักพิมพ์ มติชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9789740215240 จิบพม่าตามหาจอร์จ ออร์เวลล์ เป็นทั้งบันทึกการท่องเที่ยวที่บันทึกภาพฉากของประวัติศาสตร์พม่าในยุคล่าอาณานิคมและบันทึกชีวประวัติของนักเขียนคนหนึ่งซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ที่พม่า ในช่วงเวลานั้น จอร์จ ออร์เวลล์ หรือชื่อจริงคือเอริก อาร์เธอร์ แบลร์เคยใช้ชีวิตอยู่ที่พม่าเป็นเวลา 5 ปี ในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจของจักรวรรดิเขาเริ่มต้นด้วยการฝึกในโรงเรียนตำรวจของรัฐบาลอังกฤษ (ที่มัณฑะเลย์)และได้รับคำสั่งให้ย้ายไปยังเมืองต่างๆ ของพม่า ภายหลังการฝึกสิ้นสุดเริ่มต้นการเป็นตำรวจครั้งแรกที่เมืองเมียวเมียะ เมย์เมี้ยว และต่วนเต .. พื้นที่ลุ่มน้ำ ชื้นแฉะ น่าหดหู่ย้ายครั้งหนึ่งไปร่างกุ้ง .. สิเรียม และอินเส่ง ..เมืองอันเป็นแหล่งรวมอารยธรรมความสะดวกสบายย้ายอีกครั้งไปที่เมืองเมาะละแหม่ง เมืองที่เขาเคยมีความทรงจำวัยเด็กและครั้งสุดท้ายที่กะต่า .. อันเป็นฉากของ พม่ารำลึก ที่เราเพิ่งอ่านจบไป จอร์จ ออร์เวลล์ อยู่ในพม่าในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับยุคล่าอาณานิคมของประเทศอังกฤษคือนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1922 – 1927ชีวิตในช่วงนั้น สร้างแรงบันดาลใจให้เขา (ออกจะเป็นแรงบันดาลใจในด้านลบ)แต่มันก็ทำให้เขาสร้างงานเขียนออกมามากมาย และหลายสิบปีต่อมางานเขียนของ จอร์จ ออร์เวลล์ก็กลายเป็นพลัง สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง(ในปี ค.ศ. 2004) จิบพม่าตามหาจอร์จ ออร์เวลล์ เล่มนี้ก็เกิดขึ้นเอ็มม่า Read More →

เรื่อง พม่ารำลึกผู้แต่ง จอร์จ ออร์เวลล์ผู้แปล บัญชา สุวรรณานนท์สำนักพิมพ์ ไต้ฝุ่นเลขมาตรฐานหนังสือ 9786167144429 อ่าน พม่ารำลึก เล่มนี้ ต้องถอดตัวเองออกจากหนังสือให้ได้ก่อนเราต้องเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อย่าเอาตัวเองไปผูกติดกับตัวละครใดตัวละครหนึ่งหรือความรู้สึกใดความรู้สึกหนึ่ง เรื่องของเรื่องก็คือผู้เขียนเปิดเรื่องด้วยการเปิดตัวละครชาวพม่าคนหนึ่ง นามว่าอูโพจีงอูโพจีงเป็นชายวัยใกล้เกษียณที่ผ่านชีวิตข้าราชการพม่า (ภายใต้การปกครองของอังกฤษ)มาด้วยเล่ห์กระเท่ห์ คดโกง ฉ้อราษฎร์บังหลวง สับปลับ กินสินบนเรียกได้ว่าถ้าอินกับอีตานี่ตั้งแต่ต้นเล่ม เราไม่มีทางไปไหนรอด!! หลังจากที่รวบรวมสติและสมาธิ ยับยั้งความเกลียดที่มีต่ออูโพจีงได้แล้วก็มาเริ่มอ่านด้วยกันค่ะ ;P ฉากหลังของ พม่ารำลึก เล่มนี้ ช่วยบันทึกชีวิตของชาวยุโรปโดยเฉพาะชาวอังกฤษที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศพม่าในช่วงที่พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ (ราวปี ค.ศ. 1922 – 19277) ผู้เขียนบรรยายฉากและเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างละเอียดลออรวมไปถึงความคิด ค่านิยม อันเป็นสามัญของคนสมัยนั้น ผู้เขียนเล่าถึงสังคมคนอังกฤษทั้งมิสเตอร์ฟลอรี่ พ่อค้าไม้ซุง เจ้าของเรื่องราวทั้งหมดในเล่มนี้นายแม็กเกรเกอร์ รองผู้แทนข้าหลวงแห่งเมือง เจ้าก์ตะดานายเวสต์ฟิลด์ ผู้กำกับการตำรวจนายแล็กเคอร์สตีน ผู้จัดการของบริษัทป่าไม้นายเอลลิส ผู้จัดการของบริษัทป่าไม้อีกบริษัทหนึ่งและนายแม็กซ์เวลล์ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ฯลฯที่พบปะสังสรรค์กันอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆทนคบกันไปอย่างแกนๆ แบ่งฝ่ายทะเลาะกันเองบ้างรวมกลุ่มกันเหยียดเจ้าถิ่นชาวพม่าบ้าง .. ก่อนที่เราจะบูชาสิทธิและเสรีภาพกันอย่างเต็มขั้นเช่นทุกวันนี้ครั้งหนึ่ง ไม่ใกล้ไม่ไกลจากนี้ ย้อนหลังไปร้อยกว่าปีคนอังกฤษเคยดูถูกเหยียดหยามคนท้องถิ่น (พม่าและอินเดีย)เอาไว้ด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ถึงเพียงนี้ เมืองเจ้าก์ตะดา ที่ว่านี้ เป็นเมืองสมมติตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศพม่าเทียบกันความเป็นจริงก็คือเมืองกะตา (เมืองกะต่า) ช่วงที่เรากำลังเล่าถึงหนังสือเล่มนี้เรากำลังอ่าน จิบพม่าตามหาจอร์จ Read More →

เรื่อง ต้นธาร วิถีมอญผู้แต่ง องค์ บรรจุนสำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9789744752185 ต้นธาร วิถีมอญ เป็นบทความที่ชวนให้เรานึกถึง เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็กผู้เขียนความทรงจำดีมากเล่าเรื่องราวเก่าๆ เก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้น่าสนใจ ชีวิตวัยเด็กของผู้เขียน ซึ่งเป็นคนมอญสมุทรสาครรวมตัวกันอยู่เป็นชุมชน ขนานไปกับคลองปากบ่อลำคลองสายเล็กๆ ที่เชื่อมต่อออกไปได้ถึงแม่น้ำท่าจีนมีวัดปากบ่อหรือวัดสามง่ามเป็นทั้งที่พบปะแลกเปลี่ยนและเป็นศูนย์รวมยึดเหนี่ยวจิตใจคนมอญด้วยกันเรียกชาวมอญแถบนี้ว่าเป็น “มอญน้ำเค็ม”หรือบางทีก็เรียกกันว่า “มอญน้ำกร่อย” คนมอญบ้านปากบ่อนี้อพยพมารวมตัวกันตั้งแต่เมื่อราวร้อยกว่าปีก่อนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3)อพยพมาจากตำบลบางกระเจ้า และตำบลบ้านบ่อส่วนหนึ่งกับชุมชนมอญริมแม่น้ำท่าจีนอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งชาวมอญเหล่านี้ยังคงรักษาขนมธรรมเนียมประเพณีแบบมอญดั้งเดิมเอาไว้ในวิถีชีวิตประจำวันมีบ้างที่เชื่อมต่อผสมผสานไปกับธรรมเนียมชนชาติอื่นๆที่อยู่ร่วมด้วย โดยเฉพาะไทยและจีน เนื้อเรื่องที่เล่าในเล่มนี้ จึงสอดแทรกไปด้วยวิถีชีวิตตามความเชื่อของมอญ (ปนไทยและจีน)นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงครอบครัวที่คนในครอบครัวมีฝันและหวังไปกันคนละทางซึ่งทั้งหมดทั้งมวล อาจมีเศษเสี้ยวของสาเหตุมาจากชาติพันธุ์ที่ยังไม่สามารถรวมกันขึ้นเป็นประเทศได้ ..ปมยังคงเป็นปมอยู่ในหัวใจมากบ้างน้อยบ้างสุดแท้แต่จิตใจของคน ชีวิตวัยเด็กของผู้เขียนไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักเป็นชีวิตที่เกิดมาในบ้านที่กระเบียดกระเสียรหากแต่ก็มานะอดออมและคนไทยสมัยก่อน ต่อให้อดอย่างไร ในน้ำก็ยังมีปลา ในนาก็ยังมีข้าวเสมอผู้เขียนเติบโตขึ้นมาอย่างเด็กบ้านสวนมีบ้านของพ่อและแม่ ที่ร่วมแรงกันก่อร่างขึ้นมามีสวนพุทรา ที่ภายหลังกลายเป็นสวนมะพร้าว ทำน้ำตาลมะพร้าวและยังปลูกพืชผักสวนครัว ผลไม้อื่นๆ เอาไว้อีกมากมีลำคลองน้ำกร่อยไหลผ่าน ปลูกพืชบางชนิดได้งาม แต่ก็ปลูกพืชบางชนิดก็ไม่ได้เลย ..ทั้งหมดนี้คือสังคมที่ผู้เขียนเติบโตมา ต้นธาร วิถีมอญ เป็นหนังสือที่มีภาษาเรียบง่าย เป็นกันเองไม่ได้ใช้ศัพท์แสงซับซ้อนให้ต้องแปล แม้เนื้อเรื่องจะเรื่อยๆ สนุกบ้าง เฉยๆ บ้างมาตลอดเล่มแต่เมื่ออ่านมาถึงสองบทสุดท้าย เรากลับชอบมันมากๆผู้เขียนจบเล่มลงด้วยความน่าประทับใจ และกินใจซึ่งนอกจากจะชวนให้เราคิดถึงชีวิตวัยเยาว์ของตนเองแล้วผู้เขียนยังทำให้เราเข้าใจถึงหัวใจของชนที่มีชาติ แต่ไร้ประเทศที่ตั้งผู้คนร่วมเผ่าพันธุ์อยู่กันอยากกระจัดกระจายวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ถูกผสมผสานกลมกลืนไปกับเผ่าพันธุ์ร่วมถิ่นที่อยู่ เป็นหนังสือที่เล่าวิถีชีวิตตนเองธรรมดาๆแต่ชวนให้เราหวนคิดถึงความหลังเหลือเกินค่ะ