เรื่อง ถึงอย่างไรก็อยู่กันมาได้ผู้แต่ง นิพัทธ์พร เพ็งแก้วสำนักพิมพ์ ศยามเลขมาตรฐานหนังสือ 9747235242 ถึงอย่างไรก็อยู่กันมาได้ เล่าถึงวิถีชีวิตไทยสมัยก่อนโดยที่ผู้เขียนสืบเสาะค้นคว้าหาข้อมูลไทยโบราณที่ใกล้จะดับสูญผ่านตัวบุคคลผู้รู้จริง เพราะมันเป็นอาชีพ เป็นความรัก เป็นชีวิตเป็นสิ่งที่ผูกพันกับพวกเขามาตั้งแต่เด็กเล็กจนเติบใหญ่กลายเป็นครูบามีลูกศิษย์สืบต่อบ้าง และกำลังจะดับสูญไปกับตัวเขาเองบ้างอาชีพที่ว่านี้มีทั้งหมอตำแย, ช่างปลูกเรือนไทยโบราณ,ครูฝึกลิง, ช่างปูนปั้น, ความรู้เรื่องลมของชาวประมง,พิธีกรรมของนายหนังผู้เชิดหนังตะลุง ฯลฯ ทั้งที่เป็นหนังสือที่น่าจะอ่านได้สนุก เพราะเป็นแนวที่เราชอบแต่กลับมีหลายส่วนที่เราอ่านแล้วตะหงิดๆ ในใจยกตัวอย่างในกรณีที่ผู้เขียนอธิบายถึงภาพจิตกรรมฝาผนังไทยโบราณว่ามักเป็นภาพสองมิติ แบนราบ และมีขนาดสัดส่วนไม่สมจริงนั้นเป็นเพราะคนไทยมองภาพเหล่านั้นด้วยใจ หรือการที่คนไทยแบ่งแยกประเภทสัตว์ต่างๆ ไม่ละเอียดเหมือนคนฝั่งยุโรปเป็นเพราะมันไม่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของไทย และแม้แต่ตรรกะที่ว่าด้วยความเป็นเพศชายเพศหญิง และเพศที่สาม ในสมัยโบราณ เปรียบเทียบกับสมัยนี้ในหลายข้อ ทั้งหมดสามเรื่องที่ยกตัวอย่างมานี้ ..เราว่ามันเป็นการให้ตรรกะที่เอาแต่ใจไปหน่อยอ่านแล้วรู้สึกไม่สุดอยู่หลายจุดเพราะกลุ่มตัวอย่างมีน้อยจนเราคิดว่าไม่ควรด่วนสรุปไปก่อน และในระหว่างที่ตรรกะยังไม่ชัดเจนนี้เองผู้เขียนได้ยกย่องภูมิปัญญาความรู้แต่โบราณพร้อมทั้งดูถูกความรู้อันตื้นเขิน หยาบกระด้างของสังคมสมัยใหม่ซึ่งเรามองว่ามันเป็นการตัดสินความผิดถูกเกินไปโดยที่คนอ่านยังไม่ถ่องแท้ทั้งสองด้าน แต่ถูกชักจูงให้ตัดสินไปแล้ว ถ้ามองในแง่ดี ก็ยังนับได้ว่า ถึงอย่างไรก็อยู่กันมาได้ เล่มนี้ เปิดโอกาสให้เราได้เปิดใจมองโลกในอีกแง่เป็นแง่เราเคยมองมาก่อน ผ่านมันมาก่อน แต่หลงลืมมันไปแล้วทำให้เราได้ฉุกคิด ได้ทบทวน ว่าเราควรเลือกอยู่ในโลกไหนกันแน่ส่วนคำตอบ ควรเป็นไปตามวิจารณญาณของผู้อ่านของใครของมัน .. และย้ำอีกครั้งว่าเราไม่ควรตัดสินกัน มีอีกตอนหนึ่ง ซึ่งเป็นตอนที่อ่านแล้วหายใจไม่ทั่วท้องเอาเสียเลยมันคือตอนที่ว่าด้วยเรื่องตาลโตนดซึ่งเราอ่านแล้วรู้สึกโหวงๆ .. เสียดายอะไรก็บอกไม่ถูกผู้เขียนเล่าโยงใยไปถึงประวัติศาสตร์การคอร์รัปชั่นซึ่งอ่านแล้วมันช่างจี๊ดใจดีเหลือเกินคนไทยเราคอรัปชั่นกันมานานเกินกว่าที่เราจะนึกคือมีมาตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตอนต้น(และจริงๆ แล้วอาจมีมาก่อนหน้านั้น)มันฝังรากลึกมากับสังคมไทยมานานมากจนเรานึกหาทางแก้ไม่ออกมันไม่ได้เพิ่งมี เพียงแต่เราเพิ่งรู้ต่างหาก พูดโดยรวม หนังสือเล่มนี้มีทั้งส่วนที่เราชอบ และไม่ชอบผสมปนเปกันไป ชอบมากบ้าง ไม่ชอบมากบ้างเป็นหนังสือที่เอาไว้อ่าน เพื่อรับรู้และเข้าใจความคิดของคนโบราณและยังมีเกร็ดความรู้เก่าๆ ที่เริ่มจะสูญหายไปแล้วคิดเสียว่าอ่านเล่นๆ เพื่อให้มีมุมมองที่กว้างขวางขึ้นกว่าที่เคยค่ะ

เรื่อง ไทบ้านดูดาวผู้แต่ง นิพัทธ์พร เพ็งแก้วสำนักพิมพ์ ศยามเลขมาตรฐานหนังสือ 9747236613 อ่านเล่นได้สนุกๆเป็นความรู้ไทยแท้แต่โบราณ แบบที่คนไทยอย่างเราไม่ค่อยเคยได้ยินแต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าไกลตัวไปหน่อยเป็นความเชื่อโบราณเป็นส่วนมากประกอบกับก่อนอ่าน เราคาดหวังว่าจะได้อ่านนิทานปรัมปราที่เกี่ยวกับดวงดาว อะไรประมาณนี้ มันเลยออกจะปิดหวังหน่อยๆคิดว่า ถ้าได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงเพิ่มเติมอีกสักสองสามเล่มอาจจะอินมากกว่านี้ ภายในเล่มนี้ ผู้เขียนเล่าถึงการดูดาวในฤดูร้อน ฤดูหนาวการดูดาวในรูปแบบของแต่ละภูมิภาคประกอบพร้อมมากับคำทำนายทำนองโหราศาสตร์ไทยทั้งแบบที่ค้นคว้ามาจากตำราโบราณและแบบที่ไปสืบเสาะหาความรู้มากจากคนเฒ่าคนแก่ในแต่ละท้องถิ่น มีดวงดาวของไทยหลายดวงที่ปรากฏชื่ออยู่ในวรรณคดีต่างๆแต่ไม่รู้ว่าคือดาวอะไรผู้เขียนเสาะแสวงหาคำตอบ ทั้งจากลักษณะที่บรรยายในวรรณคดีเทียบกับคำอธิบายที่นักดาราศาสตร์ไทยท่านอื่นคาดเดารวมทั้งเพิ่มเติมข้อคิดเห็นของตนเองสันนิษฐานเทียบกับชื่อดาวสากลที่รู้จักกันในปัจจุบันซึ่งบางข้อสันนิษฐานก็ยังไม่สิ้นสุด ต้องสอบถามหาผู้รู้กันต่อไปซึ่งการวิเคราห์กลุ่มดาวเหล่านี้เราว่าถ้าเป็นคนชอบดูดาว หรือมีความรู้พื้นฐานอยู่บ้างน่าจะจินตนาการตามได้สนุกดี เสียดายอย่างหนึ่งว่า บทความในแต่ละตอน –เป็นการคัดมาจากบทความที่เคยได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสารฉบับต่างๆจึงมีข้อมูลซ้ำกันบ้างข้อดีสำหรับคนดูไม่เป็นอย่างเรา คือจะได้ทบทวนย้ำๆ ซ้ำๆ ให้จำกลุ่มดาวต่างๆ ได้แต่ที่น่าเสียดาบคือ ข้อมูลขาดการเชื่อมโยงระหว่างบทเมื่อพูดถึงดาวหนึ่ง ซึ่งเมื่อบทก่อนเคยเล่าถึงไปแล้ว โดยส่วนตัว เราชอบบทหลังๆ ที่เป็นการถ่ายทอดเรื่องเล่าจากผู้คนมันมีชีวิต มีความหลัง มีอารมณ์ มีความอ่อนไหวมากกว่า โดยสรุป ในฐานะที่เป็นคนดูดาวไม่เป็นเมื่อได้อ่านเล่มนี้ตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว .. ก็ยังดูไม่เป็นอยู่นั่นเองไม่เข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง จนเกือบจะพูดได้เลยว่าไม่เข้าใจอะไรเลยที่ผู้เขียนอธิบายเรื่องการหัดดูดาวด้วยตนเองแต่นับได้ว่าพออ่านสนุกๆ ได้และก็จะเก็บมันไว้จนกว่าจะมีแรงบันดาลใจมากกว่านี้จะงัดมันขึ้นมาอ่านและหัดดูดาวเองอีกสักครั้ง ..แค่ .. ขออีกสักพักก่อนเถอะนะ!!  

เรื่อง ภู-มี-ศาสตร์ผู้แต่ง บินหลา สันกาลาคีรีสำนักพิมพ์ โพสต์บุ๊กส์เลขมาตรฐานหนังสือ 9789743073069 ภูมีศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องราวของภูเขาที่เชื่อมโยงเข้ากับเรื่องเล่าตำนานความเชื่อ และประวัติศาสตร์ผู้เขียนรวบรวมข้อมูลที่หลากหลายสรุปเล่าออกมาเป็นหนังสือเชิงสารคดีที่อ่านสนุกมากอินมากทุกเรื่อง ราวกับนั่งชิดติดริงไซด์ในฉากประวัติศาสตร์เหล่านั้น ภูมีศาสตร์ ถูกย่อยให้อ่านง่าย ด้วยภาษาสนุกแบบคุณบินหลาฯแต่รู้เลยว่าผู้เขียนต้องค้นคว้าข้อมูลมาอย่างหนักหน่วงและไม่ใช่การค้นเพื่อเขียนหนังสือเล่มนี้แต่เป็นการค้นคว้าทั้งชีวิต เก็บสะสมความรู้รอบตัวมาโดยตลอดผู้เขียนจับข้อมูลจากหลากหลายที่ที่ซุกซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์พงศาวดารต่างๆเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่คนไม่ให้ความสำคัญนำมารวมรวม เชื่อมโยง ผสม ปรุงรสใหม่กลายเป็นเรื่องราวของภูเขาที่สลับซับซ้อน มีแง่มุมที่น่าสนใจเป็นประวัติศาสตร์ที่อ่านง่าย แต่ (น่าจะ) เขียนได้ยากมากๆ เล่มหนึ่ง คุณบินหลาฯ เล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ผ่านภูเขาหลายภูโดยในช่วงต้น เน้นหนักไปที่ประวัติศาสตร์การรบราสงครามทั้งต่างเผ่าพันธุ์และร่วมเผ่าพันธุ์ระหว่างผู้ที่มีความเห็นไม่ตรงกันความขัดแย้งของไทย – เขมร ที่พนมดงรักฉากการรบเมื่อครั้งกบฏบวรเดชที่เขาพระยาศรีสงครามระหว่างรัฐบาลไทยกับคอมมิวนิสต์ที่ดอยยาว – ผาหม่นสงครามอินโดจีนที่พูผาทีการก่อกำเนิดเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ภายหลังสงครามโลกจบลงและลุกลามมาจนกลายเป็นสงครามเกาหลีณ ภูเขาน้อยใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเส้นขนานที่ 38เนินเขาหนึ่งที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดทหารด้วยกันถูกตั้งชื่ออย่างประชดประชันว่าพอร์คช็อปฮิลล์ นอกจากนี้ ผู้เขียนยังเล่าเรื่องภูเขาในแง่ของภัยธรรมชาติอย่างเรื่องของภูเขาไฟ และการระเบิดครั้งสำคัญที่ถูกบันทึกไว้หลายครั้ง ผู้เขียนเล่าถึงการสืบค้นทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ผ่านทางการขุดค้นพบหลักศิลาจารึกหลักต่างๆ นอกเหนือจากหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงที่เรารู้จักกันดี เล่าถึงภูเขาอันบอกเล่าประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนาคริสต์ศาสนา และศาสนาอิสลามและประวัติศาสตร์เทือกเขาอื่นๆ ในยุโรป และอเมริกาด้วยหลายภูเกี่ยวของกับสงครามเช่นที่อื่นหากหลายภูก็ผูกพันอยู่กับตำนานปรัมปราของเทพปกรณัมและอีกหลายภู .. ทั้งประวัติศาสตร์และตำนานเทพก็พันผูกอยู่ร่วมราวเป็นเรื่องเดียวกัน บันทึกเพิ่มเติม สำหรับคนชอบอ่านหนังสือติดกันเป็นชุดเหมือนเราภูหนึ่งที่ผู้เขียนยกมาเล่าถึงในเล่มนี้ด้วยก็คือ ดอยยาว – ผาหม่นที่เราเคยอ่านเจอประปราย ทั้งใน จากดอยยาวถึงภูผาจิอีกหนึ่งฟางฝัน บันทึกแรมทางของชีวิต และ เดินป่าเสาะหาชีวิตจริงซึ่งทั้งสามเล่มบอกเล่าประสบการณ์ตรงของผู้เขียนเป็นเรื่องเล่าในเชิงลึก ให้เราเห็นรายละเอียดขณะที่หนึ่งตอนในเล่มนี้ของคุณบินหลาฯได้ทำให้เราเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างครอบคลุม อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เราได้เห็นภาพในมุมกว้างของเหตุการณ์นี้อย่างครบถ้วน ภูมีศาสตร์ Read More →

เรื่อง คนวัดโลกผู้แต่ง ดานีเอล เคห์ลมันน์ผู้แปล เจนจิรา เสรีโยธินสำนักพิมพ์ วงกลมเลขมาตรฐานหนังสือ 9789745826175 ฉากของเรื่องเริ่มต้นในอดีตกาล คือใน ค.ศ. 1828โดยการโคจรมาเจอกันของ คาร์ล ฟรีดริซ เกาส์ (Carl Friedrich Gauß)อัฉริยะนักคิดผู้ขวางโลก และไม่เข้าใจโลกกับ อเล็กซานเดอร์ ฟอน ฮุมโบลท์ (Alexander von Humboldt)นักปฏิบัติผู้จดจ่ออยู่กับการวัดทุกอย่างรอบตัว เท่าที่เขานึกออกคนไม่ธรรมดาสุดกู่สองคนได้มาพบกันในบทแรกเริ่มของหนังสือเล่มนี้ เกาส์ ถูกวางตัวเป้นชายแก่งี่เง่างอแงที่ดันเป็นนักคณิตศาสตร์ชื่อดังของเยอรมันถูกเชิญตัวให้ไปร่วมงานสมาคมแห่งราชบัณฑิตวิทยาศาสตร์ ที่กรุงเบอร์ลินเขาออกเดินทางอย่างไม่เต็มใจ ไปกับลูกชายนามออยเกนลูกชายผู้ไม่ได้เรื่องในสายตาของนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะผู้เป็นพ่อเรื่องราวเล่าตัดสลับกันระหว่างชีวิตที่ดำเนินไปของเกาส์กับการเดินทางผจญภัยไปในดินแดนที่ไม่มีใครเคยไปเพื่อวัดระยะอันกว้าง ยาว สูง .. เก็บตัวอย่างสัตว์ ดิน หิน แร่ และทุกๆ อย่างที่เขาได้พานพบจดบันทึก ทำแผนที่ และบลาๆๆ .. นั่นคือชีวิตของ ฮุมโบลท์ ชายอีกผู้หนึ่งในสองคนสำคัญของเรื่อง ภายในเรื่อง ปรากฏบุคคลในประวัติศาสตร์เยอรมันหลายคนซึ่งส่วนมากเราล้วนไม่รู้จัก ^^”(ถ้ามีความรู้รอบตัวดีๆ คงอ่านเรื่องนี้ได้สนุกเพิ่มมากขึ้นอีกแหละ) ระหว่างเล่าเรื่อง โดยเฉพาะในช่วงการผจญภัยอันยากลำบาก(ซึ่งเรานึกในใจขณะอ่านไปตลอดว่า .. ไปเพื่อ!!?)มันมีกลิ่นอายคล้าย ดอนกิโฆเต้ คือตลก และเรื่อยเปื่อยความตลกที่ว่า เป็นเรื่องตลกเสียดสีที่เราไม่ค่อยบันเทิงขณะอ่านรู้ว่าสนุก Read More →

เรื่อง แบกเป้ตามตะวันผู้แต่ง กองบรรณาธิการจุดประกาย – เสาร์สวัสดี นสพ.กรุงเทพธุรกิจสำนักพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจเลขมาตรฐานหนังสือ 9786167008233 ค่อนข้างเห็นต่างจากทั้งคำนิยม และคำนำสำนักพิมพ์เปิดศึกตั้งแต่เปิดเล่มกันเลยทีเดียว!เราอ่านหนังสือ .. เล่มเดิมเล่มเดียว หลายครั้ง แต่สิ่งที่ได้อาจไม่เหมือนกันสักครั้งยิ่งหลายคนอ่าน ยิ่งแตกแขนงต่อยอดออกไปไม่สิ้นสุด ..หนังสือทำกับเราได้แบบนั้น ใช่แต่การเดินทาง!? และทำไมเราต้องออกเดินทาง จึงจะมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้น!?เห็นก้อนเมฆ เห็นต้นไม้ เห็นดวงดาว?ตราบใดที่เรายังตื่นเช้าด้วยความสุข (ที่บ้านตัวเอง)ยังคงมองเห็นเงาแสงแทรกผ่านผ้าม่านผืนเดินแสงเดิมๆ แต่ไม่เคยเหมือนเดิมสักวันตราบใดที่เราแหงนมองท้องฟ้าที่หน้าบ้านได้อย่างเป็นสุขมองเห็นดวงดาวทุกค่ำคืน .. ด้วยเหคุผลที่คำนำอ้างมา ..เราจะออกเดินทางเพื่ออะไร!? นั่นแหละ ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของเพียงแค่คำนิยมและคำนำอาจไม่เกี่ยวข้องกับทัศนคติและสำนวนของผู้เขียนแต่มันก็ทำให้เราเองมีทัศนคติเริ่มต้นไม่ดีกับหนังสือเล่มนี้ งั้นเรามาเริ่มต้นว่าด้วยเรื่องในหนังสือ (ที่เป็นผลงานของผู้เขียน) จริงๆ ดีกว่าแบกเป้ตามตะวัน เกิดจากการรวบรวมบทความในเสาร์สวัสดี หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจซึ่งเป็นการรวบรวมบทความชวนเที่ยว จากนักเขียนสามคนอันได้แก่ตามตะวัน, ลาเกอปอ, และบิเบวา แบกเป้ตามตะวัน เป็นการรวบรวมบทความว่าด้วยการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติล้วนๆซึ่งบางเรื่องก็ดี แต่บางเรื่องก็อ่านแล้วไม่อินยังไม่ดึงดูดพอให้เราอยากตามไปเที่ยวด้วยมีนึกภาพตามไม่ค่อยออกบ้าง ภาพประกอบไม่พอดีกับเนื้อหาบ้างแต่ก็พอกล้อมแกล้มไปได้เพราะยุคสมัยนี้ เราสามารถอัพเดทข้อมูลต่างๆ ออนไลน์ได้หมดแล้วหนังสือมีหน้าที่จุดประกายอะไรบางอย่างให้เราเท่านั้น(จริงๆ หนังสือเล่มนี้มีข้อมูลผิดนิดๆ หน่อยๆ ด้วยชื่อดอกไม้ผิดบ้าง สะกดชื่อนกผิดบ้าง ฯลฯ) เรื่องที่เราชอบเลย อ่านแล้วอยากไปเที่ยวด้วยเลยคือตอนที่เล่าถึงน้ำพุร้อนที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ลำปางนอกจากนั้นก็ให้ความรู้สึกรวมๆ กัน และรวมจากเล่มอื่นที่อ่านมาด้วยคือหนาวแล้วววว อยากออกไปเที่ยวแล้ว!!! >,<

เรื่อง บุกภูเขา เบิกทะเลผู้แต่ง ประพันธ์ ผลเสวกสำนักพิมพ์ มติชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9789743239830 บุกภูเขา เบิกทะเล เล่าถึงประสบการณ์การเดินทางไปยังแผ่นดินอันยังไม่เป็นที่รู้จักในยุคตั้งต้นของการถือกำเนิดขึ้นของนิตยสารเพื่อนเดินทาง เมื่อราวปี พ.ศ. 2523 ในเล่มนี้ มีทั้งประสบการณ์การเดินป่า ทั้งผู้คนที่ได้พบ .. เป็นชนเผ่าก็มากโดยผู้เขียนได้ร่วมอยู่ร่วมเป็น และได้เข้าถึงจิตใจของพวกเขาทั้งยังถ่ายทอดความจริงใจ ความมุ่งมั่น รวมไปถึงความบริสุทธิ์เหล่านั้นให้แก่คนเมืองได้อ่าน ได้รับรู้ และได้เข้าใจ .. บ้างสักเศษเสี้ยวก็ยังดี ชนเผ่าที่ว่านั้นได้แก่ ชาวมาบรี (ผีตองเหลือง) ที่ป่าขุนสถาน จังหวัดแพร่และชาวเขาในอีกหลายพื้นที่บนดอยทางเหนือของไทย เฉียดๆ ไปไกลถึงชายแดนพาเราไปรู้จักกับชาวเขาเผ่าต่างๆ เช่นกะเหรี่ยง, ม้ง, เย้า, อะข่า (อีก้อ), ลีซอ, มูเซอ (ลาหู)ได้พาเราไปร่วมพิธีแต่งงานของหนุ่มสาวชาวเย้า ฯลฯได้ไปล่องเรือเที่ยวทะเลระนอง, ภูเก็ต, สะมิลัน (สิมิลัน) ฯลฯได้เที่ยวเกาะช้าง เกาะพยาม เกาะเต่า ฯลฯทั้งยังสอดแทรกเรื่องราว ว่าด้วยคอคอดกระ ฯลฯ ผู้เขียนเป็นผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวในหลายๆ สถานที่ที่ฮิตติดลมบนไปแล้วตอนนี้เล่าเรื่องสนุกดี มีทั้งสาระและอารมณ์ขันปะปนกันไปอ่านแล้ว จากคนที่ชอบหมกตัวอยู่กับบ้านอยากจะพาตัวเองไปหมกอยู่กลางป่ากลางเขาหรือกลางท้องทะเลดูสักหลายๆ วันกับเขาบ้าง บุกภูเขา เบิกทะเล ดีงามกว่าที่เราคิดเอาไว้มากเป็นหนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกดี Read More →

เรื่อง เข้าป่าหาชีวิตเรื่องราว ตัวตน และความโดดเด่นผู้แต่ง จอน คราคาวเออร์ผู้แปล ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะสำนักพิมพ์ มูลนิธิหนังสือเพื่อสังคมเลขมาตรฐานหนังสือ 9786168007068 เพิ่งอ่าน ลำเนาป่า จบลงไปเราว่าหนังสือสองเล่มนี้นำเสนอแง่มุมเดียวกันนะแต่รายละเอียดที่แตกต่าง และความ “จริง” ต่างทำให้พลังที่ส่งออกมาจากทั้งสองเล่ม “ต่าง” กันอย่างเห็นได้ชัด เข้าป่าหาชีวิต เล่มนี้ดีงามตั้งแต่บทกล่าวนำ โดยนพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์บันทึกผู้เขียน จอน คราคาวเออร์, ไปจนกระทั่งตัวเนื้อหาของมันเองซึ่งว่าด้วยเรื่องจริงของ คริสโตเฟอร์ จอห์นสัน แม็คแคนด์เลสเด็กหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย แล้วตัดสินใจทิ้งครอบครัวทิ้งสังคม ทิ้งตัวตน ทิ้งทรัพย์สมบัติ และทุกอย่างในชีวิตเก็บกระเป๋า และออกเดินทางตามหาความฝัน ..โดยรวมระยะเวลาที่เขาหายไปจากครอบครัวราว 2 ปีและเป็นการใช้ชีวิตในป่าราว 4 เดือน เข้าป่าหาชีวิต ถูกเขียนขึ้นในเชิงสารคดี โดยเริ่มต้นจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง(ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์ มันคือฉากจบของภาพยนตร์)ผู้เขียนได้เล่าถึงผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของคริส ในระหว่างที่เขาเดินทางเล่าถึงภูมิหลังในชีวิตของเขา รวมไปถึงภูมิหลังของพ่อแม่ของเขาด้วยเล่าถึงผู้คนอีกหลายคน ที่มีแนวคิดเช่นเดียวกับคริสผู้คนที่เบื่อหน่ายสังคมอเมริกัน แล้วละทิ้งชีวิตเข้าไปแสวงหาตัวตน .. หรือเพื่อพิสูจน์ความเชื่อบางอย่าง .. ในป่านอกจากนี้ ในหนังสือยังบอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนที่ช่วงหนึ่งในชีวิตของเขา ได้คิดและลงมือทำเช่นเดียวกับที่คริสทำและยังได้บอกเล่าถึงทัศนคติอีกมากมายของผู้คนที่ได้รับรู้เรื่องราวนี้ .. และตัดสินคริส สำหรับเรา เรื่องเริ่มต้นอย่างแท้จริงในบทที่ 2มันเริ่มต้นได้ขนลุก Read More →

เรื่อง ลำเนาป่าผู้แต่ง ศิเรมอร อุณหธูปสำนักพิมพ์ มติชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9743236171 นะจังงังไปกับสำนวนเมื่อแรกอ่านสำนวนแปลกดี อ่านสะดุดนิดหน่อยเพราะไม่คุ้นอย่างเช่น “ซ้ำแล้วซ้ำรา”“เขาก้มหน้าเดินย่ำฝ่าฟุ้งฝนพรำบนทางเท้า” ฯลฯซึ่งมาโดยตลอดทั้งเล่ม แปลกแตกต่างกันไปใจนึงก็รู้สึกสะดุด เหมือนจะชอบใจในความแปลกแต่อีกใจก็รู้สึกตะหงิดๆ ที่อ่านไม่ลื่นไหลมันชะงัก ติดๆ ดับๆ ไม่ต่อเนื่องแต่ก็เป็นเพียงในช่วงต้นของเรื่องเท่านั้นนะไม่รู้ว่าเราเริ่มชิน หรือพอช่วงหลังๆ สำนวนเริ่มกลมกลืนเป็นปกติคือยังมีอยู่ แต่ลดน้อยลง และเราว่าเราชอบสำนวนช่วงหลังๆ มากกว่านะคือยังเป็นสำนวนแปลกๆ อยู่ แต่สละสลวยขึ้น ไพเราะขึ้น ลำเนาป่า เป็นนิยายที่มีค่านิยมรักป่าไม้ ต้นไม้ สายลม แสงแดดรักอิสระ ไร้การผูกมัด แม้แต่การจดทะเบียนสมรสก็เป็นความผิดร้ายแรงในสายตาของลำเนา (นางเอก)อุดมคติสุดโต่ง แต่เรามองว่าอีโก้ก็เยอะจัดตามอุดมคติอันสูงส่งไปด้วยผู้เขียนเปิดภาพนางเอกมาให้เราอย่างนั้น .. คือเป็นคนแนวๆ ไม่ใช่คนที่น่ารักไม่ใช่คนอ่านทุกคนจะรักนาง จะบอกว่าคนอื่นเอาค่านิยม เอาประเพณีมาตัดสินลำเนาลำเนาเองก็เอาความเชื่อของเธอตัดสินคนอื่นด้วยเช่นกันและเพราะมันเป็นเรื่องแต่ง และอาจจะเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้ตัวละครผู้เขียนเลยมอบบทบาทให้ชมพู พี่สาวที่ห่วงใยน้องชายคนหนึ่งกลายเป็นนางร้ายในละครน้ำเน่าไปเลยเจตนาอาจเป็นไปเพื่อเตือนคนดูละคร ว่าควรแยกแยะไม่ควรเก็บมาใช้ในชีวิตจริงแต่มันก็เป็นส่วนที่ทำให้เรื่องไม่สมจริง ไม่น่าเชื่อถือหรือคล้อยตาม ตั้งแต่เปิดเรื่องเรามองไม่เห็นความโรแมนติกเปี่ยมอุดมการณ์ของเรื่องนี้มองเห็นเพียงชายที่เฝ้าทวงรักและขอแต่งงานต่อหญิงสาวที่กำลังเบื่อรัก และยืนยันปฏิเสธอยู่ซ้ำซากด้วยเหตุผลต่างๆ นานาที่เต็มไปด้วยเหตุผลด้วยอุดมการณ์ต่างๆ นานาที่แปลว่าไม่รัก ไม่แต่ง(เป็นความรู้สึกตอนเริ่มอ่านนะ ส่วนที่ตัดมามันทำให้รู้สึกอย่างนั้นแม้เมื่ออ่านเต็มๆ จะทำให้เข้าใจลำเนาได้ดีขึ้น แต่มันฝังใจกับนางไปแล้ว) แต่ทั้งหมดทั้งปวง เราชอบตอนจบนะถ้าเรื่องดำเนินมาถึงขนาดนี้ จบแบบนี้น่ะดีแล้ว เป็นหนังสือที่ ถ้าคนชอบก็คงจะชอบมาก ชอบไปเลยในความเฉพาะตัวอันมากมายของมันแต่ถ้าคนไม่ชอบ ก็คงมีข้อให้ไม่ชอบได้ไม่น้อยเหมือนกัน  

เรื่อง เย็นลมป่าผู้แต่ง ชวน หลีกภัยสำนักพิมพ์ มติชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9743221255 ป่า ใน เย็นลมป่า ไม่ใช่ป่า!!ป่าในที่นี้ไม่ใช่ป่าเขาลำเนาไพรอันเขียวขจีแต่เป็นป่าในความหมายของที่พึ่งสุดท้ายแห่งการหลบหนีภัยใดๆ –อันเกิดแต่เหตุการณ์ 6 ตุลาฯที่เกิดแก่ประชาชน คนหนุ่มสาว และชาวบ้านในพื้นที่ล่อแหลมป่าในที่นี้ เป็นพื้นที่ซ่อนตัวของเหล่า ทปท. (กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย)เป็นที่ที่ก่อให้เกิดหลายสิ่งหลายอย่าง .. ที่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้ หนังสือของคุณชวนก็เหมือนกับตัวของคุณชวน คือสุขุม คมคาย ลึกซึ้งเล่าเรื่องกระชับ ไม่เยิ่นเย้อ ไม่ฟูมฟายและเราก็เพิ่งรู้ว่า คุณชวนก็ช่างประชดประชันไม่ใช่น้อยเหมือนกัน เย็นลมป่า เล่าถึงผลกระทบหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯที่มีต่อชาวบ้านในชนบททั้งในส่วนรวม ..และในระดับปัจเจกชน ต่างกรรมต่างวาระ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเหตุการณ์ที่คุณชวนเห็นด้วยตา สัมผัสรับรู้ด้วยตนเองในส่วนแรกเริ่ม เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากความระวังระแวงกันเองความไม่มั่นคงมั่นใจในสถานการณ์ในชีวิตประจำวันความธรรมดากลายเป็นไม่ธรรมดาอะไรๆ ก็กลายเป็นต้นเหตุแห่งความระแวงได้ทั้งนั้น คุณชวนในขณะนั้นเพิ่งพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชคุณชวนถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และถูกตามล่า และนี่คือบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น วันที่คุณชวนถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์พรรคประชาธิปปัตย์ถูกกดดันให้ถอดชื่อคุณชวนออกจากพรรคถอดออกจากการเป็นรัฐมนตรีวันที่ใครๆ หนีเข้าป่า แต่คุณชวนยืนยันมั่นคงที่จะปักหลักสู้ ..ตามวิถีทางที่เขาเชื่อ .. ด้วยความจริง และความจริงใจเมื่อวันเวลาผ่านไป เมื่อทุกอย่างคลี่คลายในนามแห่งความถูกต้อง ในฐานะแห่งนิติศาสตร์บัณฑิตคุณชวนได้ค้นหาหลักฐานมายืนยันการถูกใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นานานักหนังสือพิมพ์หลายคนยอมรับว่าได้รับเงินมาเพื่อนั่งเทียนเขียนข่าวเท็จผู้มีอำนาจด้วยกันยอมรับว่าเข้าใจผิด ฯลฯ เย็นลมป่า ส่วนแรก ถูกเขียนและตีพิมพ์ในช่วงปี พ.ศ. 2521ในระยะเวลาที่เหตุการณ์ครั้งวันที่ Read More →

เรื่อง ก่อนฟ้าสางผู้แต่ง สุรชัย จันทิมาธรสำนักพิมพ์ สามัญชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9749748107 ก่อนฟ้าสาง เป็นนวนิยายว่าด้วยปัญหาในชนบทยุคเก่าที่ข้าราชการเอาเปรียบประชาชนข่มขู่ข่มเหง เก็บภาษีขูดรีด หาประโยชน์ใส่ตนซึ่งประชาชนในเรื่องนี้ต่ำต้อยเสียกว่าตาสีตาสาเพราะเป็นครอบครัวชาวลัวะชาวลาวที่อพยพหนีสงครามเข้ามาตั้งรกราก ความยากลำบากเหล่านี้เองที่ทำให้ลัทธิคอมมิวนิสต์(ซึ่งในเรื่องไม่ได้ระบุชัดเจน แต่เราอนุมานเอาจากบริบท)แทรกซึมเข้ามาในรูปแบบของความเชื่อดั้งเดิมมาในรูปคำบอกกล่าวของผีผู้ปกปักรักษา เรียกกันว่าเจ้าต้นบุญ เรื่องถูกเล่าด้วยดวงตาสุดขั้ว ตัวละครแบนราบข้าราชการเป็นสีดำสนิทในขณะที่ชาวบ้านก็เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ใสสะอาดในทางหนึ่งมันฉายชัดถึงชีวิตในชนบทที่ถูกเอารัดเอาเปรียบแต่ในอีกทางหนึ่งก็ดูจะเป็นการบ่มเพาะความเกลียดชังระหว่างสองฝ่าย ตัวละครไม่กลมกลึงกลมกลืนกับความเป็นจริงบทสนทนาของตัวละครชาวลัวะ ไม่ใช่ปากคำชาวลัวะมันเป็นปากคำของคนที่มีการศึกษา รู้ภาษาศัพท์แสง คำอ้างต่างๆ ที่ใช้ ซับซ้อนเกินชาวบ้านไปมากทำให้ไม่สมจริง อ่านแล้วรู้สึกเหมือนถูกปลุกปั่นมากกว่าถ่ายทอดเรื่องราวความยากลำบากของชาวบ้านให้เห็นจริง ทั้งหมดนี้คือเรื่องจริงที่ถูกนำมาเขียนไว้ในรูปแบบของนิยายและมันดูเหมือนนิยายเสียยิ่งกว่าเรื่องจริง อ่านมาถึงตอนจบ รู้สึกคล้ายกับว่าสถานการณ์ในเรื่องนี้ เป็นการจำลองเอาเหตุการณ์ยุค 14 ตุลาฯ 16และ 6 ตุลาฯ 19 อยู่เหมือนกันแต่ย่อขนาดประเทศให้เหลือเพียงหมู่บ้านห้วยชนินทร์จากนายกรัฐมนตรี และคณะบริหารประเทศกลายเป็นเพียงกำนัน นายอำเภอ และตำรวจ บันทึกจากผู้เขียน ควรอยู่ท้ายเล่มฉากจบด้วยบันทึกผู้เขียนจะทำให้เรื่องราวถูกตอกย้ำมากขึ้น ตราตรึงมากขึ้นกว่าการนำมาวางให้อ่านแต่ต้นเล่ม ..ตอนที่เรายังจับอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน