เรื่อง คาฟกา วิฬาร์ นาคาตะ ผู้แต่ง ฮารูกิ มูราคามิ ผู้แปล นพดล เวชสวัสดิ์ สำนักพิมพ์ แม่ไก่ขยัน หนุนหลังโดย สำนักพิมพ์ มติชน เลขมาตรฐานหนังสือ 9743236333 คาฟกา วิฬาร์ นาคาตะ ตัดสลับเรื่องราวระหว่างสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือเด็กชายวัย 15 ที่หนีออกจากบ้าน เขาดำเนินชีวิตเรียบเรื่อย ไม่หวือหวา แต่เราได้รับความรู้สึกของการผจญภัย คาฟกา ทามูระ เป็นชื่อใหม่ที่เขาตั้งให้ตนเอง ชีวิตใหม่ไร้ผู้ปกครอง เขาสิงอยู่ในห้องสมุด ไม่อีกทีก็ใช้ชีวิตกลางป่าเขา ขับเคลื่อนชีวิตไปด้วยความรู้สึกภายใน .. เพื่อตามหาบางสิ่งบางอย่างรางเลือน ส่วนอีกฝั่ง เปิดเรื่องย้อนกลับไปในอดีต ในปี ค.ศ. 1944 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เด็กประถม 16 คน ออกทัศนศึกษาขึ้นไปเก็บเห็ดในป่าโปร่งบนภูเขา ระหว่างทาง เด็กทั้งหมดหมดสติลงเกือบพร้อมกัน ไม่ช้าไม่นาน พวกเขาค่อยฟื้นคืนสติ เป็นปกติ ยกเว้นเด็กชายเพียงคนเดียว .. ซาโทรุ นาคาตะ Read More →

เรื่อง หน้าที่กับนาทีชีวิต ผู้แต่ง ฮิงาชิโนะ เคโงะ ผู้แปล ดนูรัตน์ ทุ่งบูรพา สำนักพิมพ์ ไดฟุกุ เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161403362 งานเขียนของเคโงะ ยังคงชวนให้เราตั้งคำถาม ถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมได้เสมอ สิ่งที่เรามองเห็นกันอยู่ จนกลายเป็นความเคยชิน แท้จริงแล้ว เราได้คิดถึงสิ่งเหล่านั้นอย่างลึกซึ้งแล้วหรือยัง? ผู้เขียนยังคงผูกปมเก่ง วางพล็อตเก่ง สามารถโยงเรื่องราวความผิดพลาด ความบกพร่องต่อหน้าที่ของอาชีพต่างๆ มาสอดประสานรวมตัวกันอยู่ในเรื่องเดียวกันอย่างกลมกลืน หน้าที่กับนาทีชีวิต เปิดเรื่องด้วยการเปิดตัวตัวละครสำคัญ 3 ตัว ได้แก่ ศาสตราจารย์ นิชิโชโนะ โยเฮ ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือดชื่อดัง ฮิมุโระ เค็นซุเกะ อดีตตำรวจที่กลายมาเป็นหัวหน้า รปภ. .. เป็นคนไข้ในความดูแลของนิชิโชโนะ และเป็นพ่อของ ฮิมุโระ ยูกิ นางเอกของเรื่อง ผู้เขียนปูเรื่องมาด้วยฉากที่ชี้นำให้เราคิดไปว่า นิชิโชโนะตั้งใจจะทำการผ่าตัดผิดพลาด? ทำให้พ่อของยูกิต้องตาย? วันเวลาผ่านไปนับสิบปี ยูกิเติบโตขึ้นมาเพื่อเป็นหมอ เธออยากช่วยชีวิตคนอื่นที่เป็นเหมือนพ่อเธอ แต่นอกเหนือกว่านั้น เธออยากค้นหาความจริงเกี่ยวกับการตายของพ่อ นอกจากตัวละครชุดนี้ ยังมีตัวละครอีกชุดสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรถยนต์ ตัวละครทั้งหมดถูกกระจายบทบาทกันไปอย่างเท่าเทียม แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เดาพล็อตยาก เป็นอีกครั้ง ที่ผู้เขียนเปิดเผยตัวคนร้ายตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง Read More →

เรื่อง Kyoto Slow But Learn วิ่งข้างใน ไปข้างนอก ผู้แต่ง ตุลย์ ปลานิลเต็มบ้าน สำนักพิมพ์ บันลือบุ๊คส์ เลขมาตรฐานหนังสือ 9786162985115 ขอบเขตของหนังสือเล่มนี้แบบเป็นรูปธรรมคือ .. เกียวโต กาแฟ และมาราธอน ความรู้สึกหลังอ่านคือ ดีเลย ทีแรกอาจจะเฉยๆ เพราะหนังสือเล่าประสบการณ์มีมากเหลือเกิน แต่เมื่อเราอ่านจนถึงจุดหนึ่ง บทหนึ่ง บรรทัดหนึ่ง .. ในตอนนั้น เราจะรู้สึกเลยว่ามันดีจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าประสบการณ์การท่องเที่ยว พร้อมทั้งพ่วงการวิ่งมาราธอนที่เกียวโตเข้าไปด้วย จะบรรจุความรู้สึกสุข เศร้า และซึ้งเอาไว้ได้ถึงขนาดนี้ เราว่า .. คนเรามักจะเปิดต่อมเรียนรู้ จากความผิดหวัง พ่ายแพ้ ได้มากกว่าความสำเร็จล่ะ ถ้าเราไม่หกล้มลงไป เราก็คงไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามในการลุกขึ้นมาให้ได้ แต่ .. หนังสือเล่มนี้ก็มีความธรรมดาซ่อนอยู่นะ ผู้เขียนเล่าเรื่องเนิบๆ ช้าๆ ไม่หวือหวา ไม่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความตื่นตาตื่นใจ หนังสือเล่มนี้ รวบรวมทั้งความพ่ายแพ้ ท้อแท้ ฮึกเหิม และเรียนรู้ เอาไว้สมชื่อเรื่อง เป็นหนังสือที่ดู loser Read More →

เรื่อง เสมอมา – ตลอดไป ผู้แต่ง จักรพันธุ์ ขวัญมงคล สำนักพิมพ์ แซลมอน ในเครือ บจก. บันลือ พับลิเคชั่นส์ เลขมาตรฐานหนังสือ 9786162985058 เสมอมา – ตลอดไป คือเรื่องสั้นสะสม ที่ผู้เขียนเริ่มเขียนจากปี พ.ศ. 2556 มาสิ้นสุดเรื่องสุดท้ายในปี พ.ศ. 2563 สิริรวมอายุได้ 7 ปี .. มันทำหน้าที่บันทึกสังคม โดยเฉพาะทางด้านการเมือง ผ่านมุมมองประชาชนคนธรรมดา มันมีชีวิตคนอยู่ในนั้น มนุษย์ตัวเล็กตัวน้อยที่ขับเคลื่อนชีวิตตัวเอง แล้วก็ได้ขับเคลื่อนสังคมไปด้วยพร้อมกัน ทั้งที่ตั้งใจ และไม่ตั้งใจ โดยส่วนตัว เราไม่ได้ชอบทุกเรื่อง แต่ก็มีเรื่องที่ชอบมากอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่เริ่มต้นเรื่อยๆ ไม่คาดหวัง เพราะผ่านเรื่องที่เฉยๆ มาสองสามเรื่องแล้ว แต่เรื่องนี้ เล่าเรื่องน่าติดตามดี จนกระทั่งตอนจบ ผู้เขียนก็ฮุคเบาๆ มันไม่ถึงกับจุก แต่ก็อึ้ง อึน ซึม ถ้าถามเราว่าชอบหนังสือเล่มนี้ไหม ถัวเฉลี่ยกันไปทั้งเล่มแล้วก็ไม่ได้ชอบมากอะไร แต่กับเรื่องที่ชอบในเล่มนั้นแล้ว .. ชอบมากๆ จริงๆ Read More →

เรื่อง THE MORNING FLIGHT TO SAD FRANCISCOผู้แต่ง ธนชาติ ศิริภัทราชัยสำนักพิมพ์ แซลมอนในเครือ บจก. บันลือ พับลิเคชั่นส์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786162985102 เราไม่เคยอ่านเรื่องสั้นของคุณธนชาติมาก่อนอ่านจบเรื่องแรก ได้ทำความรู้จักกับอารมณ์อิหยังวะจากเรื่องสั้นของเขาเป็นครั้งแรกตอบตัวเองไม่ได้ว่านี่คืออารมณ์อะไร ชอบ ไม่ชอบ ฯลฯนิยามได้ว่าอิหยังวะนี่แหละ เรื่องสั้นเรื่องแรก มีไว้เพื่อทำความรู้จักนิสัยใจคอกันพอประมาณเรื่องที่สอง เราเริ่มไม่อึ้ง ไม่งง และเริ่มรับสารที่ผู้เขียนส่งมาได้บ้างอืมนั่นแหละ มันจิกกัด เสียดสีเป็นความเสียดสีที่เหมือนโดนดักตีหัวโผล่มาแป๊บนึงแล้วตีเลยไม่มีอารัมภบทเยอะแยะ THE MORNING FLIGHT TO SAD FRANCISCO เป็นรวมเรื่องสั้นหลากรูปแบบอยากจะเล่าอะไรก็ได้ อยากจะจบตรงไหนก็ได้อยากจะให้เรื่องที่เล่ายาวเท่าไรก็ได้แต่สื่อสารได้ถึงกึ๋น ถึงอารมณ์ หลายเรื่องอ่านแล้วฮา ฮากับความอิหยังวะนี่แหละชีวิตเรา ควรมีอะไรแปลกๆ เข้ามาในชีวิตบ้างและนี่ก็เป็นความแปลกที่ลงตัวขำ ซึ้ง ฮา เศร้า หรือโรแมนติก สลับหมุนเวียน อ่านได้เพลินๆสรุปคือชอบค่ะ ชอบแบบอธิบายไม่ได้นี่แหละ 555 ปล.1 ขออภัยคุณนักเขียน เราอ่านรวดเดียวจบอ่ะ! ปล.2 หนังสือเล่มนี้ เราได้รับอภินันทนาการมาจากสำนักพิมพ์ค่ะ ขอบคุณมากๆ นะคะ 🙂แต่ถึงอย่างนั้น รีวิวนี้ก็เขียนขึ้นตามความรู้สึกที่แท้จริงนะ Read More →

เรื่อง I’m ทราย thank you ผู้แต่ง อินทิรา เจริญปุระ สำนักพิมพ์ บัน ในเครือ บจก. บันลือ พับลิเคชั่นส์ เลขมาตรฐานหนังสือ 9786162985126 I’m ทราย thank you เป็นหนังสือที่ถอดความมาจาก Salmon Podcast รายการที่มีชื่อเดียวกับหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเราไม่เคยฟังมาก่อน แต่รู้สึกดีมากที่ได้อ่าน การอ่านหนังสือเล่มนี้ ถูกจริตคนชอบอ่านมากกว่าชอบฟังอย่างเรา หนังสือเล่มนี้ หรือ Podcast ชื่อเดียวกันนี้ มีเนื้อหาคล้ายกันกับคอลัมน์ตอบจดหมายสมัยก่อน โดยที่จะมีผู้ฟังฝากข้อความเอาไว้ทางกล่องข้อความ และทรายก็จะคัดเลือกบางเรื่อง บางหมวดหมู่ จัดกรุ๊ปมาเล่าในแต่ละตอน บทความสั้นๆ มีชื่อตอนชัดเจน และทุกตอน มีตัวตนของทรายชัดเจนเช่นกัน ทรายเป็นคนเข้าอกเข้าใจมนุษย์ และยังเป็นคนเล่าเรื่องสนุก มีเหตุมีผล มีตรรกะ แต่ก็ยังมีลูกล่อลูกชน มีสำนวนชวนอ่าน (ฟัง) มีอารมณ์ขัน เสียดสีนิดๆ จิกกันหน่อยๆ แต่หลายครั้งก็จริงอย่างที่สุด อ่านแล้วก็ได้แต่คิดว่า .. ทำไมทรายเป็นคนที่เข้าใจชีวิตขนาดนี้ หลายสิ่งที่ทรายบอก มันคือสิ่งที่เราคิด Read More →

เรื่อง ที่จริงแล้ว ฉันเป็นคนเก็บตัวนะ ผู้แต่ง นัมอินซุก ผู้แปล สาริญา แซ่ตั้ง สำนักพิมพ์ บิบลิโอ เลขมาตรฐานหนังสือ 9786169352549 ที่จริงแล้ว ฉันเป็นคนเก็บตัวนะ เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องของคนเก็บตัวนั่นแหละ แต่สำหรับเรา มันไม่ใช่หนังสือของคนเก็บตัวทุกคน มันเป็นหนังสือของผู้เขียน เป็นการอธิบายอินโทรเวิร์ตในแบบของผู้เขียน เธอเขียนอธิบายตนเอง มากกว่าอธิบายความเป็นอินโทรเวิร์ตเสียอีก คนเก็บตัวทุกคนไม่จำเป็นต้องชอบแมว ไม่จำเป็นต้องชอบดูซีรี่ส์สืบสวน ฯลฯ และแน่นอน คนที่ไม่เก็บตัวอีกจำนวนหนึ่ง อาจจะชอบก็ได้ หนังสือทำให้เรารู้สึกว่า การเป็นคนเก็บตัว ทำไมต้องยุ่งยากวุ่นวายขนาดนั้นด้วย จริงอยู่ที่คนเรามักจะครุ่นคิดคำนึง และหาคำอธิบายในสิ่งที่ตนเองเป็น แต่คำอธิบายของเราก็อาจจะไม่ตรงกับคำอธิบายของผู้เขียน นอกจากนี้ เรายังไม่จำเป็นต้องรู้บางสิ่งบางอย่างในหนังสือเล่มนี้ด้วย มันเป็นเพียงคำอธิบายตัวตนของผู้เขียน ที่ไม่มีประโยชน์ต่อเราเลย หนังสืออ่านยาก ทั้งที่เนื้อหาไม่มีอะไร มันอ่านไม่สนุก ไม่ค่อยดึงดูด ทั้งๆ ที่เรา (คิดว่า) เราเป็นคนเก็บตัวนะ แต่ไม่ค่อยรู้สึกเชื่อมโยง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับหนังสือเลย แน่นอนว่ามันมีประโยคที่โดนใจอยู่บ้าง แต่พอผ่านประโยคนั้นไป ความรู้สึกเดิมๆ ก็ย้อนกลับมาอีก เป็นแบบนี้ไปตลอดทั้งเล่ม ไม่ได้อ่านหนังสือแนวพัฒนาตนเองมานานนับสิบปี ไม่คุ้นกับการถูกบิ้วท์ถูกบอกโต้งๆ แบบนี้ ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่า มันสำคัญแค่ไหนกัน ที่เราจะต้องจัดประเภทตนเอง Read More →

เรื่อง เพียงชั่วเวลากาแฟยังอุ่นผู้แต่ง คาวางุจิ โทชิคาซึผู้แปล ฉัตรขวัญ อดิศัยสำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161825898 หนังสือเล่มบางๆ อ่านง่ายๆเนื้อเรื่องเบาสบาย อบอุ่น ถูกแบ่งออกเป็น 4 เรื่องย่อยๆเรื่องราวของคู่รัก สามีภรรยา พี่น้อง และแม่ลูกเชื่อมโยงสอดประสานทุกพล็อตเข้ากันกันลงตัว น่ารัก ซาบซึ้งแม้จะเดาเรื่องได้ง่าย แต่ก็ยังอ่านสนุก เพียงชั่วเวลากาแฟยังอุ่น ถ้อยคำที่เป็นดังคาถาพาให้เราย้อนเวลากลับไปสัมผัสอดีตอีกครั้งได้รู้สึกถึงห้วงอารมณ์ที่หลงลืม หรือเผลอทำผิดไปแม้จะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วแต่บางสิ่งที่ค้างคาในจิตใจ กลับได้คลี่คลาย ปลอบประโลม เพียงชั่วเวลากาแฟยังอุ่น เป็นหนังสือที่โด่งดังมาสักพักแล้วแต่เรายังรีรออยู่นานกว่าจะอ่านเพราะเคยอ่านรีวิวที่ถูกแบ่งออกเป็นสองกระแส มีทั้งชอบ ไม่ชอบแต่เมื่อได้มาลองอ่านเอง เราพบว่า มันดีกว่าที่คิดนะเป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่งเลยเพระาฉะนั้น อย่าเพิ่งปิดใจนะคะ ลองหยิบมาอ่าน (อย่างไม่คาดหวัง) กันก่อน แล้วมาตัดสินกันค่ะว่า ชอบหรือไม่ชอบ 🙂 สิ่งหนึ่งที่เราได้รับจากหนังสือเล่มนี้ คือข้อเตือนใจที่ว่าเราทุกคนมีเหตุผลของเราเสมอหากเพียงแต่ว่าเราจะยอมฟังเหตุผลของคนอื่นบ้างเรื่องอาจจะไม่เศร้าเท่านี้  

เรื่อง จักรยานที่หายไปผู้แต่ง อู๋หมิงอี้ผู้แปล รำพรรณ รักศรีอักษรสำนักพิมพ์ บิบลิโอเลขมาตรฐานหนังสือ 9786168293058 เท่าที่จำได้ เราไม่เคยอ่านวรรณกรรมจากไต้หวันมาก่อนเลยเล่มนี้เป็นเล่มแรกในความทรงจำแต่ถึงจะไม่เคยอ่านมาก่อน แต่ผลงานที่เกิดขึ้นในโซนเอเชียด้วยกันก็ยังมีกลิ่นอายของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกันอยู่ซึ่งความเชื่อมโยงนี้ ทำให้เราเข้าถึงความรู้สึกของผู้เขียนได้มากกว่าการอ่านวรรณกรรมจากฝั่งตะวันตก (อันนี้คือสำหรับเรานะ) จักรยานที่หายไป เป็นนิยายที่มีส่วนผสมระหว่างเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และจินตนาการซ้อนทับกันอยู่เนื้อเรื่องเล่าถึงตัวละครชายที่เป็นนักเขียนคนหนึ่ง นามว่าเสี่ยวเฉิงเราเชื่อว่าเสี่ยวเฉิง มีส่วนเสี้ยวของ อู๋หมิงอี้ (ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้) อยู่ไม่น้อย ตัวละครเสี่ยวเฉิง เป็นลูกชายคนสุดท้องของครอบครัวที่มีลูก 7 คนครอบครัวของเขา อาศัยอยู่ในตลาดแห่งหนึ่งความทรงจำวัยวัยเยาว์ค่อยถ่ายทอดออกมาในช่วงแรก เหตุการณ์ที่ถูกเล่า ผูกพัน เชื่อมโยงอยู่กับจักรยานอย่างน้อย 3 คัน ที่เป็นของครอบครัวและแล้ว จักรยานคันสุดท้ายของครอบครัวก็หายไป พร้อมๆ กับการหายไปของพ่อเรื่องของพ่อกลายเป็นเรื่องต้องห้ามที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องจวบจนกระทั่งเขาเติบใหญ่ และมีชีวิตเป็นของตัวเอง เสี่ยวเฉิงกลายเป็นนักเขียนเล็กๆ คนหนึ่งหนังสือของเขาได้รับการตอบรับจากผู้อ่านพอสมควรรวมถึงจดหมายฉบับหนึ่ง ที่ทวงถามถึงเรื่องราวในนิยายที่บังเอิญเป็นส่วนที่พ้องกันกับเรื่องราวในชีวิตจริงของเขาผู้อ่านถามถึงจักรยานที่หายไปของพ่อ .. คำถามจากผู้อ่าน ทำให้เสี่ยวเฉิงหวนคิดถึงคำตอบนั้นในโลกของความจริงขึ้นมาและนั่น ได้จุดประกายความคิดให้เขาคิดที่จะตามหาพ่อ ผ่านจักรยานคันที่หายไป การสืบหาในครั้งนี้ ทำให้เขาเริ่มสนใจจักรยานเก่าได้รู้จักกับจักรยานเก่ารุ่นต่างๆและเริ่มสนใจประวัติศาสตร์ผ่านจักรยานแต่ละรุ่นเหล่านั้น ผู้เขียนเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและจักรยานในขณะที่เสี่ยวเฉิงตามหาจักยานจักรยานเองก็ตามหาเขาด้วยเช่นกัน จักรยานคันหนึ่ง ถูกส่งมอบจากคนคนหนึ่งไปยังอีกคน และอีกคนแต่ละครั้งที่เปลี่ยนเจ้าของ มันได้นำพาเรื่องราวต่างๆ ของพวกเขาติดไปกับมันด้วยจักรยานมีเรื่องเล่าและจักรยานที่เป็นของคนหลายคนจึงเต็มไปด้วยเรื่องราวซึ่งทั้งหมดนั้นถูกถ่ายทอดออกมาทีละน้อย คนไม่รู้จักที่รักจักรยานเหมือนกันคนหนึ่งสะสม อีกคนหนึ่งตามหา และเรื่องราวของจักรยานแต่ละคัน เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกัน นอกจากเรื่องราวของจักรยานผู้เขียนยังเล่าถึงประวัติศาสตร์ของไต้หวันในช่วงเวลาระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2ซึ่งในช่วงนั้น ไต้หวันยังเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นอยู่กลิ่นอาย บรรยากาศ มีความผสมผสานกันระหว่างจีนและญี่ปุ่นเขาเล่าเรื่องในรูปแบบเชิงสารคดีผสมนิยาย Read More →

เรื่อง วันที่แม่ไม่อยู่ผู้แต่ง ชินกยองชุกผู้แปล วิทิยา จันทร์พันธ์สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161834425 วันที่แม่ไม่อยู่ เล่าเรื่องของครอบครัวเกาหลีซึ่งประกอบไปด้วยพ่อแม่วัยชรา และลูกๆ วัยทำงานอีก 5 คนวันที่เรื่องเริ่มต้นขึ้น คือวันที่แม่หายตัวไปหนึ่งสัปดาห์แล้วเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นคือ ในทุกช่วงวันเกิดของพ่อ ทั้งพ่อและแม่จะเดินทางมายังโซล เพื่อเยี่ยมลูกๆ และจัดงานวันเกิดเป็นการจัดงานวันเกิดของพ่อและแม่รวมกัน ในการเข้าเมืองแต่ละครั้ง พ่อและแม่จะสลับกันไปนอนบ้านของลูกคนใดคนหนึ่งและจะมีลูกคนใดคนหนึ่งมารับที่ปลายทางเสมอ แต่เหตุการณ์ในวันนั้นต่างออกไปพ่อและแม่ตัดสินใจจะนั่งรถไฟใต้ดินไปบ้านลูกชายคนรองเองระหว่างนั้น เกิดเหตุพลัดหลงกับแม่ ทำให้แม่หลงหายไปผู้เขียนเริ่มต้นที่ตรงนั้น .. ก่อนที่เรื่องราวของแม่จะถูกถ่ายทอดออกมา ผู้เขียนเล่าเรื่องผ่านสายตาของตัวละครจากลูกคนหนึ่ง ไปยังอีกคนหนึ่ง .. ผ่านสายตาของพ่อ และคนอื่นๆทำให้เรามองเห็นตัวตนของแม่ ผ่านมุมมองรอบด้านขณะที่แม่หายตัวไป ผู้เล่าแต่ละคนจะเริ่มคิดถึงแม่ และคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เขากับแม่เคยทำด้วยกันขณะที่เรากำลังเดินเข้าไปในความทรงจำของพวกเขาเหล่านั้นความทรงจำระหว่าเรากับแม่ก็ค่อยๆ ผุดซ้อนขึ้นมา สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘แม่’ มีอะไรบางอย่างที่เหมือนกัน เมื่อแม่หายไป ..ความกระวนกระวาย พ่วงเอาความรู้สึกผิดที่ต่างฝ่ายต่างคิดว่าพี่น้องคนอื่นดูแลแม่ไม่ดีพอและท้ายที่สุดนั้น ความโกรธที่สุดตกอยู่กับตัวเองที่ก็เป็นหนึ่งในลูกที่ดูแลแม่ไม่ดีพอด้วยเช่นกัน วันที่แม่ไม่อยู่ เป็นหนังสือที่พล็อตดี เล่าเรื่องดี ภาษาดี แปลดีนอกจากนี้ เชิงอรรถยังมีประโยชน์อย่างโดดเด่นมันบอกเราในสิ่งที่ควรรู้ขยายความข้อมูลเฉพาะเจาะจงทางด้านสังคม วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ด้วยถ้อยคำสั้นกระชับช่วยแปลงค่าเงินและขนาดพื้นที่ให้ทุกครั้งด้วยซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับคนไม่คุ้นเคย ความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่สะดุดใจเราก็คือ สรรพนามที่ใช้เล่าในการเล่าเรื่องผ่านตัวละครแรก และตัวละครที่สอง ยังไม่สังเกตเท่าไรมาชัดเจนตอนเล่าถึงตัวละครที่สาม คือใช้ ‘คุณ’ เป็นสรรพนามบุรุษที่หนึ่งซึ่งแปลกมาก เหมือนผู้เขียนเล่าเรื่องของเรา ที่ไม่ใช่เรื่องของเรามางงสุดในการเล่าเรื่องผ่านตัวละครสุดท้าย .. บทนี้ เราอ่านไปสักพัก Read More →