เธอที่หายไปในฤดูร้อนสีอำพัน
เรื่อง เธอที่หายไปในฤดูร้อนสีอำพัน
ผู้แต่ง สุจิมุระ มิซึกิ
ผู้แปล ฉัตรขวัญ อดิศัย
สำนักพิมพ์ น้ำพุ
เลขมาตรฐานหนังสือ 9786162876936
ในทุกๆ ปิดเทอมฤดูร้อนช่วงประถมปลาย
โนริโกะจะได้เดินทางไปเข้าค่ายฤดูร้อน
ณ สถานที่แห่งหนึ่งเป็นประจำทุกปี
สถานที่แห่งนั้น เป็นเสมือนอีกโลกหนึ่ง
ที่แตกต่างไปจากโรงเรียนปกติของเธอเหลือเกิน
ระยะเวลาสั้นๆ เพียงสัปดาห์เดียว
แต่สร้างความทรงจำอันแสนพิเศษ
ให้เธอได้จดจำมันจวบจนถึงปัจจุบัน
เมื่อเวลาผ่านไป และโนริโกะเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ความทรงจำอันแสนประทับใจในฤดูร้อนตลอด 3 ปีนั้น
ถอยหลังกลับไป กลายเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งที่ผ่านเข้ามา
ท่ามกลางกิจวัตรที่ยุ่งเหยิง
วันหนึ่ง .. กล่องความทรงจำของโนริโกะ ก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง
เมื่อสถานที่ที่เคยเป็นโรงเรียนแห่งอนาคตได้ตกเป็นข่าวหน้าหนึ่ง
มีการขุดพบโครงกระดูกของเด็กผู้หญิง ที่ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นใคร
โครงกระดูกนั้น คือใครสักคนที่เธอเคยรู้จักงั้นหรือ
คนที่เคยพบ .. หรือคนที่เคยสนิท ..
คนคนเดียวเลยที่นึกถึง ..
จะใช่มิกะหรือเปล่านะ
เราออกจะอินเรื่องนี้เป็นพิเศษ เนื่องมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของเราเอง
เรามีสถานที่ในความทรงจำวัยเด็ก ที่ไม่อาจกลับไปได้ อยู่แห่งหนึ่ง
ไม่ว่าจะพยายามกลับไปกี่ครั้ง มันก็ไม่อาจกลับไปเป็นอย่างที่เคยจำได้
ไม่ว่าจะคิดถึงแค่ไหน
แต่สถานที่แห่งนั้น ก็จะอยู่ได้เพียงแค่ในความทรงจำเท่านั้น
เรามองภาพโรงเรียนแห่งอนาคตของโนริโกะ .. เป็นเช่นนั้น
ในวัยประถม โลกใบใหญ่นอกจากที่บ้าน คงหนีไม่พ้นโรงเรียน
โรงเรียนประถมในความทรงจำของโนริโกะ
ไม่ใช่โลกที่มีความสุขนักหรอก
โนริโกะเป็นเด็กที่เข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้
ความสนใจของเธอ ไม่ตรงกับเพื่อนส่วนใหญ่
เวลาคุยกัน โนริโกะจึงเป็นตัวน่าเบื่อของเพื่อนเสมอ
หนักหนาไปกว่านั้นคือ
เธอมักถูกพูดจากระทบกระเทียบลอยมาให้ได้ยินเสมอ
แต่แล้ว ในปีที่เธอกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 4
โนริโกะก็ได้รู้จักกับสถานศึกษาแห่งนั้น
โรงเรียนแห่งอนาคต
นอกจากจะเป็นค่ายฤดูร้อนของโนริโกะแล้ว
ที่นี่ยังเป็นเสมือนบ้านของเด็กๆ อีกกลุ่ม
เด็กเหล่านั้น ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมปลาย อยู่รวมกันที่นี่
คล้ายๆ กับเป็นโรงเรียนประจำ
มีหลักสูตร มีวิธีสอน อันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
มิกะอยู่ที่ที่แห่งนั้น
และมิกะ คือคนที่มองเห็นความเหงาของโนริโกะ
เธอเป็นเพื่อนคนแรกของโนริโกะ
มิกะ คือคนที่ทำให้โนริโกะอยากกลับไปที่ค่ายฤดูร้อนนั้นอีก
ในตอนที่เรียน ป.5 และ ป.6 โนริโกะก็ยังกลับไปที่ค่ายทุกปี
แต่ .. ในปีสุดท้ายของชั้นประถมนั้น
มิกะก็ไม่อยู่แล้ว มิกะหายไปแล้ว ..
ศพเด็กผู้หญิงคนนั้น จะเป็นมิกะหรือเปล่านะ ..
เราไม่ได้มองเล่มนี้เป็นนิยายสืบสวนนะ
ถึงแม้ว่าจะมีคนตาย ถึงแม้ว่าจะมีการตามหาความจริง
แต่ความรู้สึกตอนที่อ่าน
มันเต็มไปด้วยความหนักหน่วงทางด้านอารมณ์
ที่เรามีต่อความรู้สึกของตัวละครมากกว่า
หนังสือเล่มนี้ค่อนข้างหนา เล่าเรื่องช้าๆ
มีการตัดสลับระหว่างอดีตและปัจจุบัน
ตัดสลับระหว่างการเล่าเรื่องด้วยมุมมองของโนริโกะ และมิกะ
ผู้เขียนค่อยๆ ปูเรื่องช้าๆ ลากคนอ่านไปขยี้
เราชอบที่ผู้เขียนสร้างฉากโรงเรียนแห่งอนาคตขึ้นมาอย่างสมจริง
อดคิดไม่ได้ว่า ผู้เขียนอ้างอิงจากเรื่องจริงสักเรื่องในญี่ปุ่นหรือเปล่า
(เพราะมีการพูดถึงลัทธิโอมชิริเคียวที่มีอยู่จริง)
แล้วเราก็ชอบประเด็นการเรียนการสอน การเลี้ยงดูเด็ก
หนทางแห่งการเติบโต ของเด็กที่ถูกสร้างสิ่งแวดล้อมอีกแบบขึ้นมา
เราชอบที่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวโทษโรงเรียนแห่งอนาคตแบบ 100%
(เพราะเราเองก็มองว่า
วิธีสอนบางอย่างของโรงเรียนแห่งอนาคตนั้นไม่ได้ผิด
แต่น่าจะผิดที่คนเป็นครูมากกว่า)
เราชอบที่ผู้เขียนหยิบแง่มุมต่างๆ
ที่ตัวละครเด็กๆ ในเรื่องพบเจอ รู้สึก
และถ่ายทอดมันออกมาอย่างตรงไปตรงมา
จากนั้นก็ปล่อยให้คนอ่านขบย่อย ตกตะกอน
คนเรา พอเติบโต
ทั้งความทรงจำวัยเด็ก และความรู้สึกนึกคิดที่เคยฝังใจในวัยเด็ก
กลับถูกกดทับด้วยเรื่องราวใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน
สิ่งใหม่ ตัวตนใหม่ๆ ถมเติมลงไปในพื้นที่จำกัด
รู้ตัวอีกที เราก็หลงลืมตัวตนในวัยเด็กของตัวเองไปแล้ว
ลืมไปแล้วว่าเคยคิดยังไง รู้สึกยังไง ..
เพราะแบบนั้น คนบางคนจึงเติบโตขึ้นมา
แล้วกลายเป็นคนแบบที่ตัวเองไม่ได้อยากเป็น
อ่านจบแล้วโกรธมาก โกรธกับทุกสิ่ง ที่ทุกคนทำกับมิกะ!
หนังสือเล่มนี้มันออกจะเริ่มต้นยาก
หนึ่งนั้นคือความหนาของเล่มนั่นแหละ
อีกหนึ่งคือจำนวนตัวละคร
ผู้เขียนพาตัวละครหลัก
เดินฝ่าเข้าไปในดงชื่อตัวละครประกอบนับสิบๆ ชื่อ
เราต้องคอยเอาตะแกรงร่อนเอง ว่าตัวละครไหนสำคัญ
และตัวละครไหนจะถูกเอ่ยชื่อออกมาแค่ครั้งเดียว
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็คุ้มค่าที่ได้อ่าน
อย่างที่หลายคนรู้
หนังสือเล่มนี้ เป็นผลงานของผู้เขียนคนเดียวกันกับที่เขียน –
หมาป่าโดดเดี่ยว ปราสาทเดียวดาย ในกระจก
ตอนที่เราอ่านจบนั้น เรารู้สึกว่าสองเล่มนี้ไม่เหมือนกันเลย
หมาป่าโดดเดี่ยวฯ ขับเน้นวัยเด็กเป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน เธอที่หายไปในฤดูร้อนฯ
จะให้สัดส่วนระหว่างสองช่วงเวลาพอๆ กัน
แต่ระหว่างที่เรากำลังร่างรีวิวอยู่ เรากลับพบว่า
ที่จริงแล้ว สองเล่มนี้มีส่วนสำคัญที่เหมือนกันอยู่
ตรงที่ทั้งสองเรื่องมีความหม่น มีอารมณ์หน่วง
แต่โทนสีของเล่ม ไม่ใช่ดำสนิท
หนังสือของ สุจิมุระ มิซึกิ มักจะมีแสงสว่างให้กับตอนจบเล่มเสมอ






Comments are closed.