เรื่อง แดนสวรรค์
ผู้แต่ง ซุสุกิ โคจิ
ผู้แปล บุษบา บรรจงมณี
สำนักพิมพ์ JBOOK
(สำนักพิมพ์ในเครือ bliss)
เลขมาตรฐานหนังสือ 9789749899519

เป็นการเล่าประวัติศาสตร์ผสมแฟนตาซีด้วยนิยายสามชาติภพ
ไล่เรียงมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์
เราไม่แน่ใจว่าตรงตามความจริงไหม เพราะไม่มีความรู้จริงๆ
แต่ที่แน่ๆ คือมันมีจินตนาการ (ก็เป็นแฟนตาซีอ่ะนะ)

ข้างล่างนี้เป็นคล้ายๆ บันทึกการอ่านนะคะ
เป็นเรื่องย่อ สปอยล์เป็นระยะ .. แต่มันไม่มีไคลแม็กซ์อะไรหรอก
เนื้อเรื่องก็เรื่อยๆ ..

ชาติแรก เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์
เล่าเรื่องของชนเผ่าเร่ร่อนเชื้อสายมองโกลที่มีชื่อว่าเผ่าทังกาตะ
มีถิ่นฐานอยู่บริเวณทางเหนือของทะเลทรายโกบีจนถึงเชิงเขาอัลไต
วิถีชีวิตของคนในยุคนั้นปกครองกันเป็นกลุ่มชนเล็กๆ
เมื่อพบกลุ่มชนเผ่าอื่น ก็จะทำการสู้รบกันเพื่อแย่งชิงผู้หญิง และเสบียง ฯลฯ
เผ่าที่พ่ายแพ้ก็สูญสลาย เผ่าที่ชนะเท่านั้นจึงจะมีสิทธิดำรงอยู่

โบกุโดะ เป็นชายหนุ่มที่แข็งแกร่งในเผ่า
เขาสามารถล่ากวางแดง สัตว์ซื้อถือว่าหายาก และมีวิญญาณอันแข็งแกร่งคุ้มครองอยู่
เมื่อเขาล่ากวางแดงได้ วิญญาณศักดิ์นั้นจะปกป้องคุ้มครองเขา
โบกุโดะพบรักและร่วมชีวิตกับฟาเยา มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน
แต่หลังจากนั้นไม่นาน เผ่าของเขาก็ถูกทำลาย
ฟาเยาถูกชิงตัวไป สมาชิกของเผ่าล้มตายไปหมด รวมทั้งลูกชายของเขาด้วย
เหลือเพียงโบกุโดที่ออกเดินทาง เพื่อติดตามหาคนรักของเขากลับคืนมา
ความลับอย่างหนึ่งที่ฟาเยาไม่เคยบอกใครก็คือ
เธอกำลังตั้งท้องลูกคนที่สองของโบกุโดะ ..
เธอคลอดลูกสาว .. วอริบา .. ออกมาอย่างปลอดภัย
เด็กหญิงมีพรสวรรค์ในการวาดรูปเช่นเดียวกับพ่อของเธอ
เขาวาดรูปกวางแดง .. เธอวาดรูปกวางแดง ..
กวางแดงอันศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังกระโจนเข้าหาดวงอาทิตย์ ..
จบภาคแรกไปแบบงงๆ

ภาคที่สอง เล่าถึงในตอนปลายศตวรรษที่ 18
เล่าถึงหมู่เกาะโพลีเนเชียในมหาสมุทรแปซิฟิก
ประวัติศาสตร์บอกเราว่า ชนเผ่าต่างๆ ที่ครอบครองหมู่เกาะเหล่านี้
เดินทางมาจากที่ราบสูงในมองโกล

เกาะหนึ่งในหมู่เกาะเหล่านั้น มีชื่อว่าเกาะตาลอฟา
เป็นเกาะที่มีภูเขาไฟห้อมล้อมอยู่โดยรอบ
เป็นเกาะเล็กๆ ที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว และเป็นเอกเทศ
ตัวละครหลักในภาคนี้คือหญิงสาวชนเผ่า ชื่อไลอา
กับหนุ่มๆ ชาวอเมริกา ที่ผ่านวิกฤตเรือเกยตื้นกลางมหาสมุทร
ผ่านเรื่องเลวร้ายกลางทะเลมามากมาย
ไทเลอร์ เอ็ดชานิ่ง โจนส์ คือหนุ่มตาน้ำข้าวเพียงสามคนที่เหลือรอดชีวิตมาถึงเกาะแห่งนี้

มันเป็นปรัชญานะ
เราว่า คำว่าแดนสวรรค์นั้น ผู้เขียนตั้งใจเจาะเจาะหมายถึงในภพชาติที่สองนี่แหละ
เกาะตาลอฟาเป็นสถานที่อันอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยความสุข
ชาวตาลอฟา ล้วนมีชีวิตกันอย่างเป็นสุข
ไม่เคยหิวโหย หวงแหน ต่อสู้ ฆ่าฟัน แย่งชิง
ทุกคนพอใจในความเป็นอยู่เช่นนี้ และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
จวบจนกระทั่งมีชนผิวขาวหลงเข้ามา ..
และนั่น คือสิ่งที่ทำให้ความสมดุลบนเกาะนี้เสียไป

ไลอาพบรักกับโจนส์ เขาและเธอมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน
แต่แล้วก็เกิดเหตุประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกในภพที่สอง
เกิดวิกฤต สงคราม พร้อมกันกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
เผ่าพันธุ์ถูกทำลาย
พวกที่เหลือเร่งอพยพเพื่อไปตั้งรกรากในที่แห่งใหม่
กลายเป็นบรรพบุรุษชุดใหม่ .. อีกครั้ง

ในภาคนี้มีส่วนเชื่อมโยงกับภาคแรกนิดหน่อย
มีสัญลักษณ์รูปกวางแดง ที่เป็นลิขสิทธิ์ของโบกุโดะสลักอยู่บนหน้าผา
ผู้เขียนผูกเรื่องให้โบกุโดะกลายเป็นบรรพบุรุษแห่งชาวตาลอฟา
ในเกาะที่เป็นแดนสวรรค์แห่งนี้

ภาคที่สาม เริ่มต้นขึ้นตอนปลายศตวรรษที่ 20 (ค.ศ. 1996)
ในภาคที่สองนั้น ผู้เขียนไม่ได้ยืนยันการระลึกชาติ
หรือการกลับชาติมาเกิดมากนัก
อยากจะเชื่อด้วยซ้ำว่าจากชาติภพแรกมาถึงชาติภพที่สองนั้น
เป็นเพียงการสืบทอดเผ่าพันธุ์กันมาเท่านั้น
แต่มาถึงภาคสุดท้าย มีสัญลักษณ์บางอย่างยืนยันตัวตนของตัวละครระหว่างภพ
ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน กลับชาติมาเกืดอีกครั้ง
เราคิดถึง cloud atlas หน่อยๆ
(ยังไม่ได้อ่านหนังสือนะ เป็นความทรงจำจากภาพยนตร์ล้วนๆ)

ตัวละครในภาคสุดท้าย คือเลสลี มาดอฟ
เขาเป็นนักดนตรี มีพรสวรรค์ในการแต่งเพลงคลาสสิค
เป็นชายหนุ่มชาวอเมริกัน แต่มีสายเลือดของชาวอินเดียนแดงผสมอยู่เล็กน้อย
เขาได้รับมอบงานสำคัญชิ้นหนึ่ง ที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง
กิลเบิร์ต ชายชราที่มีอายุมากกว่าเลสลีถึงเท่าตัว
ได้ขอให้เขาเดินทางไปยังทะเลสาปในถ้ำแห่งหนึ่งกลางทะเลทราย
เปิดรับแรงบันดาลใจจากภายในถ้ำนั้น และแต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่ง
การเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางเพียงลำพังสองคนเท่านั้น

แต่แล้ว ก่อนการเดินทางเพียงนิดเดียว
พรหมลิขิตได้กำหนดให้เขาได้ฟังเสียงของฟลอราจากโทรศัพท์
เพียงฟังเสียงเพียงครั้งเดียว เลสลีก็รับรู้ได้ในทันทีว่า
เธอคือผู้หญิงที่เขารอคอยมาชั่วชีวิต ..
เป็นคู่ที่เกิดมาเพื่อกันและกัน ..
การเดินทางไปยังทะเลทรายแห่งนี้
คือจุดสิ้นสุดของการตามหากันมาร่วมหมื่นปี (เลยเหรอ?)
สัญชาตญาณของทั้งคู่ร้องบอกอย่างนั้น

ในภาคที่สามนี้ เรามองว่ามันเป็นตัวแทนฝ่ายฟาเยานะ
เหมือนกับว่าในภาคแรก ฟาเยาเดินทางไปที่นึง โบกุโดะเดินทางไปยังอีกที่นึง
ทั้งสองคนไม่ได้พบกันจนตาย .. แต่สุดท้ายก็มาได้พบกันในชาตินี้
ในภาคที่สอง เล่าถึงสถานที่ที่โบกุโดะเดินทางไปถึงก่อนตาย
ส่วนสถานที่ในภาคสุดท้ายนี้
คือสถานที่ที่ฟาเยาและลูกหลานได้ใช้ชีวิตมา (อันนี้มโนเอง)

ในจำนวนรวมทั้งสามส่วนของหนังสือเล่มนี้
เราชอบภาคสุดท้ายมากที่สุด
อาจเป็นเพราะมันเกิดขึ้นในห้วงเวลาใกล้เคียงกับปัจจุบัน
คนอ่านเข้าถึงได้มากที่สุด (จินตนาการทำงานเต็มที่)

ทั้งที่เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าเล่มนี้ไม่ใช่แนวเดียวกับเดอะริง
ทั้งที่อ่านรีวิวมาบ้างแล้ว
แต่ก็ยังไม่วายกร่อยๆ อยู่ดี
ถามว่าสนุกมั๊ย .. มันก็ไม่ได้แย่นะ
ดำเนินเรื่องได้ลื่นไหลดีออก
พล็อตก็ออกจะสร้างสรรค์ แหวกแนว
จริงๆ ก็ชอบแนวระลึกชาติอยู่นะ
แต่เรื่องนี้กลับไม่ค่อยตรงจริตเราเอาซะเลย
ถามว่าชอบประวัติศาสตร์ไหม ก็ชอบนะ
ถามว่าไม่ดีตรงไหนก็ตอบไม่ถูก
บอกได้แค่ไม่ชอบเท่านั้นเองค่ะ (รู้สึกผิด ^^”)

 

Comments are closed.

Post Navigation