เรื่อง จินตนาการไม่รู้จบ
ผู้แต่ง มิชาเอ็ล เอ็นเด้
ผู้แปล รัตนา รัตนดิลกชัย
สำนักพิมพ์ แพรวเยาวชน
เลขมาตรฐานหนังสือ 9786167018584

 

นี่คือการอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นครั้งแรก!
ซึ่งมันก็จะรู้สึกแปลกๆ หน่อย
ที่ได้มาอ่านวรรณกรรมเยาวชนในวัยที่เลยคำว่าเยาวชนไปไกลโขแล้ว
และเราก็ไม่ใช่สายแฟนตาซีด้วยไง
การเริ่มต้นจึงเป็นไปอย่างเกร็งๆ กลัวจะไม่สนุก
แต่ผู้เขียนก็ทำให้เราถูกดูดดึงเข้าไปอยู่ในจินตนาการของผู้เขียนได้ในเวลาไม่นานนัก
ในการรีวิวครั้งนี้ เรา สปอยล์ เนื้อหาบางส่วนนะคะ

หนังสือเล่มนี้เปิดตัวด้วยบทบาทของเด็กกำพร้าแม่คนหนึ่ง
เด็กชายตัวอ้วน อ่อนแอ และมักจะถูกเพื่อนๆ รุมแกล้งอยู่เสมอ ..
เขาคือ บาสเตียน บัลธาซาร์ บูกซ์

71-1 จินตนาการไม่รู้จบ

ในความคิดของเรา บาสเตียนไม่มีคุณสมบัติของความเป็นตัวเอกเลย ไม่ว่าข้อใดๆ
เขาเริ่มต้นจากการขโมยหนังสือเล่มหนึ่งออกจากร้านหนังสือ .. ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
หลังจากนั้น เกิดความขี้ขลาดไม่กล้ายอมรับความจริง
ไม่กล้ากลับบ้าน ไม่กล้าเข้าห้องเรียน แต่หนีขึ้นไปซ่อนตัวอยู่ในห้องเก็บของของโรงเรียน
ใช้วันเวลาที่ผ่านไปเปิดหนังสือที่เขาขโมยมาอ่านทีละหน้า ทีละหน้า ..
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ จินตนาการไม่รู้จบ

หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า จินตนาการไม่รู้จบ
มันเป็นหนังสือที่มีชื่อเดียวกันกับเล่มที่เราอ่านอยู่ .. เป็นหนังสือซ้อนหนังสือ
เรื่องราวของหนังสือในโลกแห่งจินตนาการ
ซ้อนทับกันกับเรื่องราวจริงๆ ในชีวิตของบาสเตียน
ภายในหนังสือคือการผจญภัยของ อัทเทรอู
ผู้ซึ่งกำลังค้นหาฮีโร่สักคนมาช่วยเหลือโลกแห่งจินตนาการที่กำลังค่อยๆ ล่มสลายลง

หนังสือเล่มนี้น่าทึ่งตั้งแต่ตอนต้นเรื่องเลย
พล็อตของโลกจินตนาการนั้นลึกล้ำหลุดโลกสุดๆ และมาต่อเนื่องไม่ขาดระยะเลย
ทั้งเรื่องราวของเด็กชายตัวเขียวผู้มีนามว่า อัทเทรอู
และมังกรคู่ใจที่ได้มาพบกันในภายหลังอย่าง ฟูคัวร์
รวมทั้งสิ่งมีชีวิตประหลาดๆ อีกนับไม่ถ้วน ในอาณาจักรแห่งจินตนาการนี้
เกิดการผจญภัยต่างๆ อย่างไม่มีเหตุผล
เพียงเพื่อสุดท้ายแล้วจะได้ค้นพบฮีโร่ธรรมดาๆ อย่างบาสเตียนนี่เอง

ในตอนเริ่มอ่าน เราอ่านมันด้วยนัยน์ตาของผู้ใหญ่ที่มาตัดสินหนังสือเล่มนี้แทนเด็กๆ
เรารู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้เริ่มต้นอย่างเรื่อยๆ และค่อยๆ น่าติดตามมากขึ้นทีละน้อย
ความสนุกดำเนินมาจนถึงช่วงก่อนที่โลกแห่งความจริง และโลกของจินตนาการจะบรรจบกันนี่แหละ

เมื่อบาสเตียนเข้ามาสู่โลกของจินตนาการ เราว่าเรื่องมันยืดเยื้อ และน่าเบื่อ

อย่างที่เคยบอกก่อนหน้านี้ไปว่า บาสเตียนไม่มีคุณสมบัติของตัวเอกเลย
เมื่อเขาเดินทางเข้ามาในโลกแห่งจินตนาการแล้ว ความรู้สึกนี้ยิ่งชัดเจนมากขึ้นอีก
เขาไม่กล้าหาญ ไม่ฉลาดเฉลียว ..
แทนที่เขาจะยอมรับ และปรับปรุงตัว
เขากลับละทิ้งตัวเองแล้วหาสิ่งอื่นมาสวมทับ ..

ในภายหลัง แม้ว่าเขาจะสามารถอธิษฐานขอความกล้าหาญ และความฉลาดเฉลียวได้แล้ว
การกระทำของเขาก็ยังคงแสดงออกมาว่าเขาไม่กล้าหาญพอที่จะยอมรับความจริง
และไม่ฉลาดจนยอมถูกตัวละครอื่นหลอกได้ตื้นๆ

ที่สำคัญที่สุดที่เขาไม่มีคือ ความดี
นอกจากบาสเตียนจะถูกคนอื่นหลอกแล้ว เขายังถูกตัวเองหลอกอีกด้วย
หลงมัวเมาในความสามารถของตน ที่ได้มาด้วยพลังวิเศษ
มองยังไงมันก็ไม่ใช่ความสามารถที่แท้จริงของเขา
เขาขาดความมั่นคง และค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละนิด ทุกครั้งที่ความพิเศษในตัวของเขาเพิ่มขึ้น
ยิ่งมีอำนาจมากขึ้นเท่าไร ตัวตนของเขาก็ค่อยๆ หายไป

ระหว่างอ่าน เราเริ่มค้นพบว่าหนังสือเล่มนี้มีความเป็นปรัชญาซ่อนเอาไว้หลายที่มาก
เมื่อแรกอ่านไม่แน่ใจว่าผู้เขียนตั้งใจหรือเปล่า
เพราะแค่ชีวิตปกติของคนเราก็สามารถมองให้เป็นปรัชญาได้เหมือนกัน
แต่เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ จนจบ เราจึงได้มั่นใจว่าผู้เขียนตั้งใจวางพล็อตเอาไว้แบบนี้
และมันยิ่งน่าทึ่งมากขึ้นไปอีก
หลายเรื่องที่รู้สึกได้เลยว่ามันล้อไปกับความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงในจิตใจของผู้ใหญ่นี่แหละ
ผู้เขียนทำได้ดีในแง่ของการพัฒนาความรู้สึก

มีหลายอย่างที่เราชอบในเล่มนี้
เราชอบวิธีที่ผู้เขียนทำให้โลกความจริงและโลกแห่งจินตนาการเชื่อมต่อกันอยู่
ชอบไอเดียของความไม่รู้จบตอนกลางเรื่อง
เมื่อจุดเริ่มต้นและจุดจบเดินทางมาบรรจบกัน
มันก็เหมือนกับภาพงูกินหางสองตัวบนหน้าปก
เรื่องราวจะดำเนินไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด .. เช่นเดียวกับชื่อหนังสือ

เราชอบไอเดียที่ให้ท่านผู้เฒ่าแห่งภูเขาเดินได้ ..
เป็นผู้จดบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโลกแห่งจินตนาการ
แล้วมันก็ได้กลายเป็นเรื่องราวต่างๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหนังสือเล่มนี้
(จริงๆ คืออีกเล่มหนึ่งที่บาสเตียนอ่าน ;P)

เราว่าพาร์ทเด็กมันจบลงตรงนั้นล่ะ ..
ตรงที่บาสเตียนสามารถทะลุเข้าไปยังเมืองแห่งจินตนาการได้
และสามารถช่วยชาวจินตนาการให้ข้ามผ่านวิกฤตไปได้
ถ้าเป็นหนังสือเรื่องอื่นๆ ก็คงจบลงตรงนี้ ซึ่งมันก็ดูสมบูรณ์ดี
แต่ผู้เขียน ต่อยอดให้หนังสือเรื่องนี้สุดยอดมากขึ้นไปอีก

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราคิดว่า
ผู้เขียนตั้งใจสอดแทรกมันไว้เพื่อสื่อสารถึงผู้ใหญ่ที่อ่านหนังสือนี้
โดยเฉพาะนับหลังจากที่บาสเตียนก้าวเข้าไปสู่อาณาจักรแห่งจินตนาการ
นับจากนั้น แนวทางการดำเนินเรื่องก็เปลี่ยนไปนิดหน่อย

เราชอบตอนที่บาสเตียนเพิ่งเข้าไปในดินแดนแห่งจินตนาการ
ชอบฉากที่ป่าแห่งราตรีกาลแพเรอลินสลายกลายเป็นทะเลทรายแห่งสีสัน
แล้วในยามค่ำคืนทะเลทรายก็จะก่อกำเนิดกลายเป็นป่าอีกครั้ง
หมุนเวียนไปไม่รู้จบ มันแสดงให้เห็นถึงวัฏจักรต่างๆ ในโลกมนุษย์
เพียงแต่ในโลกของจินตนาการ มันเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติเท่านั้น

ชอบฉากตอนที่บาสเตียนไปยังวิหารประตูพันบาน
มันเป็นห้องที่เต็มไปด้วยประตูบานต่างๆ ..
ประตูที่รวบรวมมาจากประตูทุกบานที่มีอยู่ในโลก (แห่งจินตนาการนี้)
มันสามารถเปิดออกไปได้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
ตราบจนกว่าเราจะค้นพบความปรารถนาในใจเรา
มันแฟนตาซีมาก ทั้งๆ ที่เราไม่ชอบแฟนตาซี แต่ฉากนี้กลับทำให้เราชอบมากจริงๆ

 

ประสบการณ์การอ่านหนังสือเล่มนี้
ทำให้เรารู้สึกเหมือนเรากำลังท่องอยู่ในโลกแห่งจินตนาการจริงๆ
คือเราได้หวนกลับไปเป็นเด็ก และเติบโตขึ้นทีละน้อย
เริ่มต้นอย่างหอมหวานไปด้วยจินตนาการชวนฝัน
แล้วต่อเติมด้วยจินตนาการที่แสนโหดร้ายดังโลกแห่งความจริงทีละน้อย ทีละน้อย

มีหลายคราที่เรากลายเป็นอย่างเช่นบาสเตียนที่เราแสนเกลียด
เราเหลิง เราเปลี่ยนแปลงไปในด้านที่แย่ลง
ทุกวันนี้ เรายังหลงท่องเที่ยวอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ
จนหลงลืมความปรารถนาที่แท้จริงของตนเองไปแล้วหรือเปล่า?

แท้ที่จริงแล้ว บาสเตียนที่เราแสนเกลียด ก็คือตัวเรานั่นเอง?
มีผิดหวัง มีคาดหวัง เมื่อสมหวังก็พอใจ มีความสุข
และเกิดความปรารถนาอันใหม่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด
ยิ่งสมหวัง ก็ยิ่งคิดถึงแต่ตนเอง
ความปรารถนาของบาสเตียนมีสิ่งที่ดีบ้าง เลวร้ายบ้าง
และบางอย่างเริ่มต้นด้วยดี แต่ผลของมันกลับเลวร้ายก็มี

เขาผิดพลาด เขาเรียนรู้ แม้จะอย่างเชื่องช้าและโง่เขลา
แต่มันก็คือตัวเราทุกคน?
ทุกวันนี้ เราเองก็ยังคงเวียนว่ายอยู่ในความโง่เขลานั้น
รอวันจะค้นพบความปรารถนาสุดท้าย .. ความปรารถนาอันแท้จริงในใจเรา? ..

เราเชื่อว่าเด็กๆ จะอ่านหนังสือเล่มนี้ได้สนุก
แต่สำหรับผู้ใหญ่ จะได้อะไรมากกว่านั้นอีกมาก
หนังสือเล่มนี้มันคือที่สุดจริงๆ

Comments are closed.

Post Navigation