เรื่อง คืนพิสดาร ศาลเจ้า สาวผมดำ
ผู้แต่ง โมริมิ โทมิฮิโกะ
ผู้แปล อิศเรศ ทองปัสโณว์
สำนักพิมพ์ น้ำพุ
เลขมาตรฐานหนังสือ 9786162875205

เราหนักใจว่าเราจะเล่ามันยังไงดี
มันเป็นหนังสือที่ไปเรื่อยๆ พล็อตมันประหลาด
เป็นหนังสือแบบที่ เมื่อเราอ่านจบบทหนึ่งแล้ว
ก็ไม่สามารถเล่าเรื่องได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง >,<
อ่ะ ถ้าคุณเห็นว่า มันมีหนังสือแบบนั้นอยู่จริงๆ หรือ ..
ขอให้ลองเล่มนี้ค่ะ 5555

หนังสือเล่มนี้ แบ่งเรื่องเล่าออกเป็น 4 บทใหญ่ๆ
เมื่ออ่านจนจบเข้าจริงๆ เราก็พอเห็นได้ว่า .. มันมีเส้นเรื่องอยู่นะ
มันเป็นพล็อตธรรมดาๆ อย่างรุ่นพี่แอบรักรุ่นน้อง
ซึ่งคาแรคเตอร์ของหนุ่มรุ่นพี่ก็คือ เป็นหนุ่มขี้อาย ไม่กล้าบอกรัก
ส่วนสาวน้อยผมดำ ก็เป็นคนร่าเริง เข้ากับคนง่าย
พล็อตหลักๆ ของเรื่องมีแค่นี้เอง
แต่ระหว่างการพาเจ้ารุ่นพี่คนนี้ ไปพยายามบอกรักรุ่นน้องสาวผมดำ
มันมีเรื่องราวอีรุงตุงนังเกิดขึ้นมากมาย
และก็มีอันให้แคล้วคลาด ทำไม่สำเร็จทุกทีไป

เรื่องเริ่มต้นในค่ำคืนวันหนึ่ง
ที่ทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องได้มางานเลี้ยงฉลองแต่งงานของรุ่นพี่ในชมรมคู่หนึ่ง
งานดำเนินไปเรื่อยๆ โดยที่รุ่นพี่ก็วางแผนเอาไว้ว่า
วันนี้แหละ เขาจะหาจังหวะบอกรักเธอ
แต่จนแล้วจนรอด .. จนกระทั่งงานเลิก โอกาสนั้นก็ไม่เกิดขึ้น
ชาวแก๊งในงานตกลงกันว่าจะไปหาร้านกินเหล้ากันต่อ
ในขณะที่สาวรุ่นน้องคิดในใจว่า ตัวเธออยากดื่มเหล้าอย่างไม่อั้น
แต่ถ้าอยู่ในงาน หรือไปต่อกับคนอื่นๆ
เธอต้องไม่กล้าทำแน่ๆ เพราะกลัวเสียภาพลักษณ์
เธอจึงเลือกที่จะไปหาร้านดื่มคนเดียวให้หนำใจ
คิดแล้ว จึงแยกตัวเดินออกไปในย่านราตรีของย่านปอนโตะโช (เกียวโต)

ระหว่างนั้นเอง รุ่นพี่ที่แอบหลงรักเธออยู่ก็ตัดสินใจแอบตามไปเงียบๆ
แต่แล้วทั้งคู่ก็คลาดกัน
ทั้งรุ่นพี่และเธอ ต่างผลัดกันเล่าเรื่องในมุมมองของตัวเอง
ต่างคนต่างย่ำราตรีไปพบเจอเรื่องราวแปลกประหลาด
อย่างเช่น สามผมดำได้เจอนักธุรกิจผู้ล้มเหลวจากการทำฟาร์มปลาคาร์ป
เขามีงานอดิเรกสะสมรูปโป๊ และพยายามจะขายรูปพวกนั้นเพื่อหาเงินใช้หนี้
เจอคนแปลกๆ สองคน ที่ชวนไปมั่วดื่มในงานเลี้ยงคนอื่น
เจอรุ่นพี่รุ่นเก๋ากึ๊กส์ของชมรมประหลาดในมหาวิทยาลัย
เจอคนชวนดวลเหล้าฤทธิ์แรงระดับตำนาน ฯลฯ
แล้วสุดท้าย ทุกอย่างก็กลับเชื่อมโยงร้อยเรียงกันได้ทั้งหมดอย่างหน้าตาเฉย
จบตอนแรกไปแบบมึนๆ

ในตอนที่สอง เรื่องเปิดขึ้นในอีกวัน ที่งานเทศกาลหนังสือเก่าประจำปี
รุ่นน้องสาวผมดำ ตั้งใจจะไปเดินหาหนังสือภาพในความทรงจำเล่มหนึ่ง
ในขณะที่รุ่นพี่หนุ่มไปเพราะได้ยินว่ารุ่นน้องที่ตนแอบชอบจะไปงานนี้
และเมื่อเขาแอบรู้ว่ารุ่นน้องกำลังตามหาหนังสือเล่มหนึ่ง
เขาก็ช่วยเธอตามหาไปด้วย .. อย่างเงียบๆ

ทั้งสองคนเดินวนเวียนอยู่ในงานหนังสือ เข้าออกร้านต่างๆ สวนกันไปมา
ได้พบเจอตัวละครประหลาดๆ ที่เคยปรากฏตัวมาแล้วในบทแรก
มีตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้าตลาดหนังสือเก่า
มีการประมูลอันแปลกประหลาด
เพื่อแย่งชิงหนังสือเล่มไหนก็ได้ที่เป็นของสะสมของนักสะสมระดับท้อป

ในตอนนี้ ผู้เขียนเอ่ยชื่อหนังสือชื่อดัง
ทั้งของญี่ปุ่นเอง และของนักเขียนชื่อดังระดับโลก หลายต่อหลายเล่ม
วงการหนังสือบ้านเราก็ใช่ย่อย
เพราะเราเคยตีพิมพ์หนังสือแทบทุกเล่มที่เขาเอ่ยถึงมาแล้ว

เราชอบการบรรยายในบทนี้นะ
รู้สึกอยากให้บ้านเรามีงานเทศกาลหนังสือเก่าบ้าง
คงสนุกดี ถ้าเราจะได้ไปเดินในงานหนังสือที่ขายกันแต่หนังสือมือสองสามสี่ ..
คงพบแรร์ไอเทมมากมาย และคงมีกลิ่นอายของพรหมลิขิตอบอวลไปทั่ว
หนังสือที่น่าเบื่อสำหรับคนหนึ่ง อาจเป็นหนังสือที่อีกคนหนึ่งตามหามาชั่วชีวิต
งานคงเต็มไปด้วยเหล่าผู้คนที่ค้นหาหนังสือในความทรงจำ 🙂
เดินๆ อยู่ในงาน เราอาจจะเริ่มเชื่อด้วยว่าเทพเจ้าตลาดหนังสือเก่ามีอยู่จริง ^^

นอกจากนี้ เรายังชอบอีกอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนเล่าไว้
มันมีบทสนทนาที่ตัวละครหนึ่งบอกว่า
หนังสือสองเล่มใดๆ ก็ตาม สามารถเกี่ยวโยงกันได้เสมอ
แล้วเขาก็ยกตัวอย่างหนังสือเล่มที่คู่สนทนาถืออยู่
กับเล่มที่ผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ อ่านอยู่
แล้วเขาก็โยงเรื่องว่า หนังสือเล่มที่คู่สนทนาถืออยู่นี้
มีแรงบันดาลใจมาจากหนังสือเล่มที่ 2
และคนเขียนเล่มที่ 2 ก็เคยเขียนวิจารณ์หนังสือเล่มที่ 3
แล้วคนเขียนหนังสือเล่มที่ 3 ก็มีอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องกับเล่มที่ 4
โยงไปเรื่อยๆ จนถึงเล่มที่ผู้หญิงคนข้างๆ อ่านอยู่
สรุปได้ว่า หนังสือใดๆ ในโลกนี้เชื่อมโยงถึงกันได้เสมอ ..
เราเชื่อ .. และชอบอะไรแบบนี้จัง 🙂

ต่อมาในบทที่สาม เรื่องเล่าถึงงานเทศกาลของมหาวิทยาลัย
ซึ่งเมื่อมาจัดขึ้นในเรื่องนี้ งานนี้จึงไม่ธรรมดาแน่ๆ
มันมีตั้งแต่งานออกร้านทั่วไป มีการแสดงของชมรม
ไปจนถึงการตั้งโต๊ะอุ่นขาเลี้ยงหม้อไฟกัน ..
ความไม่ธรรมดาอยู่ตรงที่ ไอ้เจ้าโต๊ะอุ่นขาหม้อไฟที่ว่านี้
เคลื่อนที่ไปทั่วมหาวิทยาลัย เจอใครโดยบังเอิญก็ชวนร่วมโต๊ะ
กินเสร็จแล้วก็ชิ่ง ไปปรากฏตัวอยู่ที่จุดอื่นไปเรื่อยๆ
เป็นโต๊ะอุ่นขาเจ้าลมกรด ที่ไม่มีใครรู้พิกัดแน่นอน

นอกจากนี้ยังมีการแสดงละครเวทีที่ย้ายที่ไปเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน
เมื่อเล่นจบองก์หนึ่ง ทุกคนในกองละครก็จะสลายตัว
และไปนัดพบกันในอีกสถานที่ ทำการแสดง แล้วก็สลายโต๋
วนเวียนไปเรื่อยๆ เรียกว่าละครจรยุทธ์

ซึ่งการแสดงอันแปลกประหลาดทั้งสองอย่างหลังนี้
เป็นที่สะดุดตาและสะดุดใจของเจ้าหน้าที่จัดงาน เขาจึงต้องทำการขัดขวาง
ทำให้การแสดงเต็มไปด้วยอุปสรรค และเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
อีรุงตุงนังสมคอนเซ็ปต์ของเรื่อง
แน่นอนว่าตัวละครประหลาดที่ปรากฏตัวมาตั้งแต่แรก
ก็ยังคงวนเวียนรวมตัวกันอยู่ในบทที่สามนี้ด้วยเช่นกัน
เราเริ่มชิน เข้าใจ และยอมรับพวกเขาเป็นตัวละครหลักของเรื่องแหละ

ในตอนสุดท้าย ซึ่งเป็นบทจบของเรื่อง
เกิดไข้หวัดประหลาดติดต่อกันไปทั้งเมือง
ผู้คนเริ่มค่อยๆ ป่วยไข้ไปทีละคนจนหมดทั้งเมือง
ยกเว้นก็แต่สาวน้อยผมดำคนเดียว
เรื่องในตอนนี้ยังคงความอีรุงตุงนังของเรื่องเอาไว้
แต่เราเริ่มจะเห็นภาพตอนจบได้รางๆ 🙂

ตลอดการอ่านหนังสือเล่มนี้ มันจะมีความคิดอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ..
คือ .. นี่เรากำลังอ่านอะไรอยู่เนี่ยะ!!
มันไม่ได้ไม่สนุกนะ มันก็สนุกดี
เป็นความสนุกแบบที่คาดเดาอะไรไม่ได้
สนุกแบบไปเรื่อย ไปเรื่อยๆ และไม่รู้ว่าจะไปจบที่ตรงไหน
มันสนุก เพียงแต่มันไม่ใช่แบบที่เราชอบ และไม่รู้ว่าจะอ่านมันไปทำไม ..
แต่ก็นั่นแหละ สุดท้ายเราก็อ่านมันต่อ ..

คืนพิสดาร ศาลเจ้า สาวผมดำ เป็นเรื่องแต่งที่มีความแฟนตาซีนิดๆ
แบบที่อยู่ๆ มันก็แฟนตาซีขึ้นมาในความปกตินั้น
เป็นหนังสือที่ไม่มีทางที่เราจะคาดเดาเรื่องได้เลย
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร ที่เราเริ่มสนุกไปกับความบ้าบอของมัน
และท่ามกลางความอีรุงตุงนัง
จู่ๆ มันกลายเป็นเรื่องโรแมนติกไปได้ยังไงไม่รู้

มันเป็นหนังสือแบบที่งงๆ ตอนแรกๆ ออกจะไม่ชอบด้วยซ้ำ
แต่อ่านไปเรื่อยๆ กลับสนุก และรู้สึกดีกับมันในตอนจบ
ค่ะ .. มันเป็นหนังสืองงๆ แบบนั้นแหละ ^^”

Comments are closed.

Post Navigation