อ่านแล้วเล่า

The Vegetarian

เรื่อง The Vegetarian
ผู้แต่ง ฮันกัง
ผู้แปล มินตรา อินทรารัตน์
สำนักพิมพ์ Page
เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161873134

เป็นเล่มที่มีพลังดึงดูด
กลิ่นอายของเรื่อง ชวนให้นึกถึงคิมจียองเกิดปี 82 อย่างบอกไม่ถูก

มันเป็นหนังสือแปลน้อยเล่ม ที่เรารู้จักผู้เขียนก่อนที่จะได้รู้จักหนังสือ
เป็นเพราะฮันกังได้รับรางวัลโนเบลหญิงคนแรกของเกาหลีนั่นแหละ
ที่ทำให้เราอยากอ่านเล่มนี้
อยากรู้ว่า สุ้มเสียงแบบไหนกัน ที่ทำให้ตะวันตกหันมามองเรา

และเพราะเหตุผลที่บอก
เราจึงเผลอนึกเอาเองว่า เรื่องนี้จะมีน้ำเสียงเล่าแบบผู้หญิง
เลยตกใจนิดหน่อย ที่เปิดเล่มด้วยการเล่าเรื่องผ่านตัวละครชาย

เรื่องเริ่มต้นจากปากคำของผู้เป็นสามี
ช็องเป็นสามีของย็องฮเย ที่แต่งงานกันมาไม่นานนัก
เรื่องเล่าถึงชีวิตคู่ระหว่างช็องกับย็องฮเย
เป็นความรักระหว่างผู้ชายกลางๆ กับผู้หญิงกลางๆ
และความรักนั้นก็กลางๆ ด้วย
ไม่ได้หวือหวา ขึ้นสุด ลงสุด
ทั้งตอนเริ่มรักและตอนที่กำลังจะหมดรัก

ความฝัน ทำให้คนคนหนึ่งเลิกกินผัก
การเลิกกินผัก เกิดขึ้นเพราะความฝัน
หรือ จิตใต้สำนึก ทำให้เกิดความฝัน?
แล้วจิตใต้สำนึกที่ทำให้เกิดฝันแบบนั้น
มีที่มาจากอะไรกันนะ?

the vegetarian เป็นหนังสือที่อ่านไม่ง่ายเลยในช่วงเริ่มต้น
เราอึดอัดไปกับทุกการกระทำของภรรยาผู้เล่า
ที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนแปลงตัวเองไปอย่างไม่มีคำอธิบายอันยอมรับได้
จะบอกว่าเราเข้าใจความรู้สึกของสามีที่เป็นคนเล่าเรื่องด้วยซ้ำ

เรื่องเล่าตัดสลับไปที่ความคิดภายในของย็องฮเยอยู่นิดหน่อย
แต่นั่นก็เป็นภาพที่ไม่ปกติ
และไม่สามารถบอกความรู้สึกนึกคิดอันเป็นเหตุผลของเธอได้เลย

เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงบทที่สอง ที่ถูกเล่าผ่านสายตาของพี่เขย
เราเลิกที่จะสงสัย .. ไม่สงสัยอะไรอีกแล้ว
แต่คอยติดตามเนื้อหาไปเงียบๆ
เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์จากภายนอก
ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดต่อเนื้อเรื่อง
บางที ศิลปะก็ฟังดูวิปริตเหมือนกันแฮะ

บางที เส้นแบ่งระหว่างความปกติกับความวิปลาส
ก็เบาบางจนแยกไม่ออก
บางที ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นในชีวิตจริง
เราอาจติดสินมันได้ง่ายกว่านี้
แต่เมื่อมันถูกเล่าผ่านตัวอักษร
ที่เราท่องเข้าไปในความรู้สึกนึกคิดของทุกตัวละคร
ได้ทำความเข้าใจเหตุผลอันเฉพาะตัว
และยากที่จะเข้าใจได้หากเป็นชีวิตจริง
ความปกติและการยอมรับจึงเกิดขึ้น

งานศิลปะ เมื่อสำเร็จเสร็จออกมาเป็นผลงานนั้น
มันอาจจะดูเป็นศิลปะนั่นแหละ
แต่ขั้นตอนระหว่างสร้างผลงาน ..
โดยเฉพาะการสร้างงานแบบในเรื่อง ..
บางทีก็เกินบรรยายไปสุดกู่

อ่านเล่มนี้แล้วนึกไปว่า
ถ้าให้ทุกคนบนโลกนี้ไปพบจิตแพทย์
ขุดคุ้ยลงไปในเบื้องลึกของจิตใจ
เราทุกคนล้วนต้องป่วยเป็นไข้ใจอะไรกันสักอย่าง

ช่วงท้ายเล่ม
การแบกรับ ถูกกดทับ ค่อยๆ เพิ่มพูนในแต่ละตัวอักษร
เติบโตมาแบบไหน
ยังคงเป็นคำถามที่เราตั้งขึ้นเพื่อถามตัวละครบ่อยๆ
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ เราไม่สงสัยในคำตอบอีกต่อไป
มันหนักอึ้งจนเกินจะรับไหว
เป็นความหนักอึ้งที่ไม่อาจปลดวางลงได้
ต้องแบกรับจนกว่าจะขาดผึงลงในวันหนึ่ง

อดทน เก็บกลั้น และระเบิดออก .. แบบนั้นแหละ

เราอ่านหนังสือเล่มนี้ ด้วยความรู้สึกว่ามันเป็นนิยายหนึ่งเรื่อง
ไม่เคยรู้เลยว่า มันเป็นไตรภาคที่ถูกเขียนขึ้นในช่วงเวลาที่ต่างกัน
และสามารถอ่านมันอย่างเป็นเอกเทศต่อกันได้
อยากรู้เหมือนกันแฮะ
ว่าถ้าอ่านแยกกันแบบนั้น เราจะรู้สึกกับแต่ละเรื่องยังไง

เรานึกออกแล้ว ว่าทำไมเล่มนี้ทำให้เรานึกถึง คิมจียองเกิดปี 82
มันเหมือนกันตรงที่ ผู้เขียนไม่เล่าเรื่องราวในอดีต
ไม่บอกเราว่าสิ่งที่คิมจียอง หรือย็องฮเยเจอมาตลอดชีวิตอะไร
เขาไม่ได้บอกเราอย่างโต้งๆ
แต่เราพอคาดเดาได้จากการกระทำของตัวละครโดยรอบในปัจจุบัน
ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ได้บีบเค้นให้ทั้งคิมจียอง และย็องฮเย
ได้กลายเป็นอะไรบางอย่างที่ไม่ปกติอย่างในเรื่อง
หนังสือสองเล่มที่ทั้งต่างและเหมือนกันสองเล่มนี้
ชวนตั้งคำถามกับเราอีกครั้งว่า ..
เกิดเป็นคนเกาหลี มันต้องเจออะไรมาบ้างนะ?

แปลกดี ที่หลายรีวิวที่เราเจอ บอกว่าหนังสือเล่มนี้ต้องตีความ
เราอ่านเล่มนี้แบบไม่ตีความอะไรเลย ใช้ความรู้สึกล้วนๆ
ลื่นไหลไปกับเรื่องราวที่ผู้เขียนเล่า เข้าใจอย่างที่อยากเข้าใจ
อย่าไปเกร็ง อย่าไปกดดันตัวเอง
อ่านไปเถอะ หนังสือก็คือหนังสือ
ความเห็นของคนอื่น รวมทั้งผู้เขียน ก็เป็นเรื่องของเขา
หน้าที่ของผู้เขียนจบลงแล้ว
จากนี้คือเรื่องส่วนตัวของเรา ที่จะรับรู้ เข้าใจ ในแบบของเรา

ถ้าอยากรู้ว่ามันเป็นยังไง อ่านเลยค่ะ 🙂 

Comments are closed.