เรื่อง ตุ๊กตา ผู้แต่ง วาณิช จรุงกิจอนันต์ สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์ เลขมาตรฐานหนังสือ 9789744750778 นิยายเรื่องนี้ไม่มีผี แต่มีโทนเรื่องและวิธีเล่าที่น่ากลัวกว่านิยายผีบางเรื่องเสียอีก ในฐานะที่ตัวเองเป็นคนชอบเรื่องลึกลับมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ ตุ๊กตา กลายเป็นหนังสือที่เราอ่านมาตั้งแต่ยังเป็นวัยเด็ก ไม่ประถมปลายก็มัธยมต้นนี่แหละ จำได้ว่าชอบมาก และอ่านซ้ำมาอีกไม่รู้กี่รอบ ตามแต่วาระและความคิดถึง กลับมาอ่านในวันนี้ สารภาพว่ารู้สึกรำคาญสุวภาพ แม่ของน้องบูรณาเบาๆ และไม่เข้าใจว่าพระเอกไปชอบนางเอกได้ยังไง คงเป็นขนบยุคก่อน ที่นางเอกจะต้องอ่อนแอ (แม้จะเป็นซิงเกิลมัม รับภาระคนทั้งบ้าน) แต่พอมีตุ๊กตาประหลาดเข้ามาในบ้าน ก็กลัวอย่างเดียวจนขาดสติไม่ฟังเหตุผลใดๆ ทั้งๆ ที่รู้สาเหตุ รู้ตอนจบแล้ว .. ตอนที่เริ่มอ่าน (โดยเฉพาะอ่านตอนกลางคืน) เนื้อเรื่องก็น่ากลัวดีอยู่แหละ แต่พอเจอแม่น้องบูที่กลัวกว่าไปหลายขุม ทำเอาเราหายกลัว หันมารำคาญนางแทน 555 โดยรวมๆ ตุ๊กตา ก็สนุกดีนะ แม้จะหยิบมาอ่านในพ.ศ. นี้ ภาษาลื่นไหล แม้จะไม่ได้สละสลวย เนื้อหาแตะผ่านและก้าวกระโดดในบางส่วน ไม่ได้ลงรายละเอียด หากแต่ในส่วนที่ควรเล่าก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง เบาๆ แต่หนักหน่วง น้อยแต่มาก เว้นพื้นที่ให้จินตนาการได้ทำงาน

เรื่อง คำสารภาพ ผู้แต่ง มินะโตะ คะนะเอะ ผู้แปล กนกวรรณ เกตุชัยมาศ สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์ เลขมาตรฐานหนังสือ 9789744754066 เมื่อตอนแรกอ่าน เริ่มไปได้สิบกว่าหน้าแรก เราบอกกับตัวเองว่า .. ชั้นเกลียดเรื่องเน้!!! หนังสืออะไร เปิดมาไม่มีบทบรรยายอะไรเลย มีแต่ครูสาวพูดพล่ามอยู่คนเดียวตั้งแต่หน้าแรกจนถึงตอนนี้!! แถมพูดอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีบรรยายฉาก ไม่มีผู้สนทนาตอบโต้ จิตมากๆ แต่ก็ยังอ่านต่อไป เพราะกระแสชื่นชมเล่มนี้มาแรงจริงๆ ค่ะ เราอยากรู้ว่าอะไรคือความดีงามที่ผู้คนเขาพูดถึงกัน .. ถ้าอยากรู้เหมือนกัน .. มาค่ะ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง 🙂 คำพล่ามที่น่าเบื่อของครูสาวคนในตอนแรกที่ว่า ต้องเป็นความตั้งใจอย่างร้ายกาจของผู้เขียนแน่ๆ เชียว เพราะเรื่องราวต่อจากนั้นคือความสะพรึงต่อด้านมืดในจิตใจของคนเรา ตอนเริ่มอ่านคิดว่าครู ‘จิต’ แล้วนะ แต่หลังจากอ่านจบ เราว่าตัวละครทุกตัวดูโรคจิตไปเสียทั้งหมด จบจากช่วงแรก อันมีครูสาวพูดอยู่คนเดียวทั้งบทใหญ่ๆ ผู้เขียนส่งต่อผู้เล่าเรื่องเหมือนการส่งไม้ผลัดในกีฬากรีฑา เรื่องเล่าเรื่องเดียวกันถูกมองในมุมที่กว้างขึ้นผ่านสายตาตัวละครทีละตัว มีเพียงผู้อ่านเท่านั้นที่รับรู้ทั้งหมด ในขณะที่ตัวละครแต่ละตัวมองเห็นเพียงมุมใดมุมหนึ่งจากฝั่งตนเอง การมองผ่านมุมตัวละครหลายมุมนั้น ทำให้เราเห็นได้ชัดเลยว่า เมื่อเราคิดแทนคนอื่นไปอย่างหนึ่งนั้น .. บางทีเจ้าตัวอาจจะไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยก็ได้ ในชีวิตจริง .. มุมที่คนเรามองเห็นคนอื่นและตัดสินเขา ล้วนแต่ถูกมองมาจากจากมุมที่ต่างกัน มุมมองเหล่านั้นทำให้คนคนเดียวกลายเป็นคนดีก็ได้ หรือเป็นคนที่เลวร้ายที่สุดก็ได้ Read More →

เรื่อง ฝันถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว ผู้แต่ง ซูมิโนะ โยรุ ผู้แปล ธวัลยา สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์ เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161824686 ฝันถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว มีจังหวะการเล่าที่นุ่มนวล น่ารัก เหมือนวรรณกรรมเยาวชน แต่เนื้อหาที่เล่าค่อนข้างลึกซึ้ง อรรถรสต่างกันไปตามวัยของผู้อ่าน เนื้อเรื่องว่าด้วยการค้นหาความสุขของเด็กหญิงคนหนึ่ง แต่มันไม่ทื่อๆ ดื้อๆ แบบนั้นหรอก มันละเมียดละไม อบอุ่น น่าซาบซึ้ง เป็นหนังสือที่ดีมากๆ เลย ให้ความรู้สึกดีทั้งระหว่างอ่าน และหลังจากที่อ่านมันจบไปแล้ว คนที่ชอบอ่านหนังสือ น่าจะชอบเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เพราะตัวละครหลักเป็นเด็กหญิงวัยประถม ที่มีเพื่อนน้อย แต่หนึ่งในเพื่อนของเธอคือเจ้าแมวหางขาด เธอชอบอ่านหนังสือ ชอบคุยเรื่องหนังสือ แต่คนที่จะคุยเรื่องหนังสือกับเธอ มีอยู่ไม่กี่คนนักหรอก นอกจากเพื่อนที่โรงเรียนที่ไม่ค่อยมีเวลาคุยด้วย เธอก็ยังมีคุณดอก คุณยาย และคุณมินามิ เพื่อนนอกโรงเรียนอีกสามคน เพระเริ่มเรื่องด้วยตัวละครที่ชอบหนังสือ และพวกเขาก็คุยกันเรื่องหนังสือ แม้จะเป็นเล่มที่ไม่เคยอ่าน หรือเคยอ่านแล้วแต่ไม่ได้เป็นหนังสือที่ชอบ แต่เราก็ยังชอบฟัง (อ่าน) คนคุยกันเรื่องหนังสืออยู่ดี ^^ ขอยืนยันเลยว่าหนังสือเล่มนี้อ่านสนุกและดีมากจริงๆ แต่ไม่อยากบอกอะไรเยอะเลย (ไม่อยากให้ไปหารีวิวที่อื่นด้วย) ลองอ่านเอง แล้วค่อยๆ ค้นพบความลับที่ผู้เขียนซ่อนเอาไว้เอง แล้วจะประทับใจและรักมันเหมือนที่เรารักค่ะ 🙂

เรื่อง จงไปวางยามไว้ให้เฝ้าดู ผู้แต่ง ฮาร์เปอร์ ลี ผู้แปล นาลันทา คุปต์ สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์ เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161814533 หากจะบอกว่า จงไปวางยามไว้ให้เฝ้าดู เป็นภาคต่อของ ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด ก็พอจะได้ แต่ถ้าจะพูดให้ถูกกว่านั้น จงไปวางยามไว้ให้เฝ้าดู คือต้นกำเนิดของ ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด ต่างหาก เพราะมันถูกเขียนขึ้นก่อน หากแต่ไม่ได้รับการตีพิมพ์ ต้นฉบับของหนังสือเล่มนี้ถูกเขียนเสร็จตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 แต่เพิ่งจะถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2554 และถูกแปลในบ้านเราเมื่อปี พ.ศ. 2559 นี้เอง เนื้อหาของ จงไปวางยามไว้ให้เฝ้าดู เป็นเรื่องราวหลังจาก ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด มาอีกหลายปี สเกาท์ (จีน หลุยส์) ได้เติบโตขึ้นกลายเป็นสุภาพสตรี (จนได้) สมกับที่อาอะเล็กซานดราของเธอต้องการมาตลอด จงไปวางยามไว้ให้เฝ้าดู ยังคงเป็นประเด็นเรื่องชาวผิวสี แต่เรื่องราวทั้งหมดถูกใส่ลงไปในบทสนทนา และข้อโต้แย้งมากกว่าการบรรยายภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บางช่วงบางตอน เราว่ามันเฉพาะทางเกินไป มันมีเรื่องของกฏหมาย การเมือง ค่านิยม และวัฒนธรรมแบบอเมริกา (ในยุคหลังเลิกทาสมาสักระยะหนึ่ง) ที่เราอ่านแล้วไม่อิน ไม่เข้าใจ ไม่มีอารมณ์ร่วม และมันทำให้เรื่องนี้สนุกน้อยลงไปเยอะเลย เราว่าคนที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้สนุกที่สุด ก็คงจะเป็นชาวเมย์คอมบ์เองนั่นแหละ การเขียนเรื่องเดิมซ้ำอีกครั้งในครั้งที่สอง Read More →

เรื่อง ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด ผู้แต่ง ฮาร์เปอร์ ลี ผู้แปล นาลันทา คุปต์ สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์ เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161812324 ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด เป็นหนังสือที่เริ่มอ่านได้ยากมาก มันมีวิธีเล่าแบบจิ๊กซอว์ที่ให้ผู้อ่านปะติดปะต่อภาพเองทีละน้อย เราเองสงสัยมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้นอ่าน (จริงๆ ต้องบอกว่าตั้งแต่ได้ยินกิตติศัพท์ของมัน) ว่าหนังสือเล่มนี้ดีงามตรงไหน มันเริ่มต้นยาก .. อย่างที่บอก แต่ความดีงามของมันที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้น ก็เป็นเรื่องคุ้มค่า ผ่านร้อยหน้าแรกไปให้ได้ แล้วเราจะเริ่มชอบมัน ได้ยินมาว่าหนังสือเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องของคนดำและคนขาว เป็นเรื่องของความเท่าเทียมทางสังคม ว่าด้วยเรื่องของการยอมรับในความเป็นมนุษย์ แต่เมื่อเราได้อ่าน .. มันไม่ใช่แค่เรื่องของคนดำกับคนขาว เมื่อเมืองทั้งเมืองเป็นเมืองของคนขาว ซึ่งมีคนดำเป็นเพียงชิ้นส่วนแทรกเร้นอยู่ในส่วนต่างๆ ของเมือง ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด ยังเล่าถึงความสัมพันธ์แบบชุมชนเมือง เพื่อนบ้าน และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ .. ความสัมพันธ์ของเพื่อนมนุษย์ ผู้คนรูปแบบต่างๆ และวิถีชีวิตอันดำเนินไปอย่างเกี่ยวพันกัน ความสัมพันธ์รูปแบบแปลกๆ ในสังคมมนุษย์ ฯลฯ เพื่อนบ้านทุกคนมีส่วนในการขับเคลื่อนให้เรื่องราวดำเนินไป (แอบนึกถึง คำพิพากษา ของชาติ กอบจิตติ บ้านเรา) ตัวละครผู้เล่าเรื่องทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ให้เราฟังคือ “ฉัน” ซึ่งก็คือสเกาท์ (มิสสเกาท์ ฟินช์) และคือจีน Read More →

เรื่อง เด็กชายมะลิวัลย์ ผู้แต่ง ประภัสสร เสวิกุล สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์ เลขมาตรฐานหนังสือ 9789744754271 เด็กชายมะลิวัลย์ ก็เป็นหนังสือที่เล่าถึงชีวิตผู้คน สมัยโบราณเช่นเดียวกันกับ หนุ่มนักเรียน แต่เล่มนี้ออกจะทันสมัยขึ้นมาอีกหน่อย คือย้อนกลับไปเพียงแค่ราว 50 ปีเท่านั้น แม้จะเกริ่นเอาไว้ว่าเล่มนี้มีฉากของเรื่องเป็นย่านเสาชิงช้า ในยุคหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 แต่พออ่านแล้ว ผู้เขียนก็ไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ไว้สักเท่าไร ไปเน้นเล่าเรื่องวิถีชีวิตของผู้คนในย่านนั้นมากกว่า แม้ตัวละครหลักจะเป็นครอบครัวคนไทย แต่ผู้คนส่วนมากแถวนั้นจะเต็มไปด้วยครอบครัวคนจีน มีอาชีพและอุปนิสัยแตกต่างกันไป เล่าด้วยวิธีบรรยายมากกว่าบทสนทนา เน้นสรุปเหตุการณ์มากกว่าเล่าไปตามเรื่องอย่างเล่มหนุ่มนักเรียน สนุกไปอีกแบบ แต่ออกจะสั้นและไม่อินเท่าตอนที่อ่านหนุ่มนักเรียน แม้ว่าหนังสือจะมีชื่อว่า เด็กชายมะลิวัลย์ แต่ผู้เขียนก็ใช้เด็กชายมะลิเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของเรื่องเท่านั้น เขาเป็นเพียงตัวกลางที่จะพาให้ผู้เขียนพาเราไปรู้จักตัวละครอื่นๆ ต่อ แต่ละตอนไม่ได้ต่อเนื่องเป็นเส้นเรื่องเดียวกัน คล้ายๆ เรื่องสั้นของผู้คนในสถานที่เดียวกัน มีตัวละครร่วมกันบ้าง ให้ผู้อ่านปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเอง ในเรื่องของตัวละครหลักในบ้านมะลิวัลย์นั้น ประกอบไปด้วยพ่อสัก แม่ฉวี น้าเฉลียว น้าฉลวย พี่สาวอายุห่างกัน 10 ปี ชื่อมณฑา พี่ชายอายุห่างกันอยู่ 8 ปี ชื่อโมก คุณปู่คุณตาล้วนเคยรับราชการมีเกียรติ เป็นครอบครัวผู้ดีตกยากทำนองนั้น พ่อของเด็กๆ Read More →

เรื่อง ขนำน้อยกลางทุ่งนา ผู้แต่ง จำลอง ฝั่งชลจิตร สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์ เลขมาตรฐานหนังสือ 9748428664 ขนำน้อยกลางทุ่งนา เริ่มต้นเรื่องอย่างธรรมดา .. เล่าชีวิตเด็กชนบทในอีกแบบหนึ่งที่ต่างไปจาก ลูกอีสาน ลูกอีสาน นั้นเป็นเรื่องอันเป็นตัวแทนของกสิกรแห่งภาคอีสาน ในขณะที่ ขนำน้อยกลางทุ่งนา ย้ายพิกัดไปเล่าเรื่องชาวนาทางภาคใต้ ตัวละครในเรื่องผลัดกันเป็นตัวเอกในแต่ละตอน แต่ที่เด่นสุด ก็น่าจะเป็น เด่น ลูกชายประถม 5 ของแม่นวล เด่นเป็นเด็กชายช่างฝัน ที่มีความคิดนอกกรอบ เด่นเป็นเด็กที่เคยเรียนหนังสือเก่ง แต่กลับไม่ชอบเรียนหนังสือ ชอบใช้ชีวิตในทุ่งนา อยากทำงานเก็บเงินเลยโดยที่ไม่ต้องเรียน ถ้า คูน เป็นตัวแทนของเด็กชายอีสานผู้เล่าเรื่องลูกอีสานให้เราฟัง เด่น ก็เป็นเด็กชายหลัก ผู้เล่าเรื่อง ขนำน้อยกลางทุ่งนา เล่มนี้ ภาษาสำนวนที่ใช้ในเล่มนี้มีความสละสลวย มีสถานการณ์ที่มาที่ไป เป็นนิยายที่อ่านได้ลื่นไหลกว่าลูกอีสาน (รสนิยมส่วนตัวนะ) เรื่องถูกแบ่งออกเป็นตอนขนาดไม่สั้นไม่ยาว แต่ละตอนจบลงในตัวของมันเองคล้ายเรื่องสั้น มันมีเรื่องราวของมันเองอยู่ หากแต่ว่าในแต่ละตอนก็ต่อเนื่องเชื่อมโยง พาเรื่องให้ดำเนินไปทีละน้อย ในเนื้อเรื่องยังมีตัวละครเปรียบเทียบอีกคนหนึ่ง คือบ่าว ทางบ้านของบ่าว แม่ไม่สนับสนุนให้เรียนหนังสือ แต่เจ้าตัวกลับขวนขวายใฝ่รู้ทั้งๆ ที่ลำบาก เด็กชนบท .. อันที่จริงน่าจะนับรวมเด็กไทยทั้งหมด .. ในสมัยก่อน โตเป็นผู้ใหญ่และรู้จักรับผิดชอบตัวเองได้เร็วและมากกว่าเด็กในยุคนี้ Read More →

เรื่อง ความสุขของกะทิ ตอน เธอคือของขวัญ ผู้แต่ง งามพรรณ เวชชาชีวะ สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์ เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161815806 ความสุขของกะทิ เล่มนี้ เป็นเล่มที่ 4 แล้ว แต่ไม่ได้มีเนื้อหาใหม่เพิ่มเข้ามา เป็นเพียงการรวบรวมความประทับใจที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสการพิมพ์ความสุขของกะทิภาคแรกครบ 100 ครั้ง เนื้อหาภายใน ไม่มีอะไรใหม่มาก นับได้ว่า ความสุขของกะทิ ภาคนี้ เป็นความสุขของกะทิภาคขยาย เป็นเพียงการเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายไปในบางส่วน มีตอนเก็บตกแก้คิดถึงกัน 5 ตอน คือลูกหมู รถไฟ ผักไทย ยาดอง และของขวัญ แต่ละตอนไม่ต่อเนื่องกัน แต่เป็นส่วนขยายแทรกเข้าไปทั่วถึงเนื้อหาในแต่ละตอนของกะทิทั้ง 3 เล่ม มีตัวละครใหม่เพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน คลับคล้ายคลับคลาจะเป็นพระเอกของกะทิเสียด้วยสิ 🙂 ส่วนที่เหลือเป็นการรวบรวมเรื่องราว ย้อนเล่าความทรงจำ ความรู้สึก ต่อบ้านหลังต่างๆ ที่ผ่านมา ทั้งบ้านริมคลองที่กะทิอยู่กับตายาย บ้านริมทะเล ที่กะทิได้เจอกับแม่ บ้านกลางเมืองที่กะทิค้นพบความลับระหว่างกะทิกับแม่ และบ้านของพ่อที่อยู่ไกลแสนไกล เรื่องราวของผู้คนทั้งหลายรอบตัวกะทิ ก็ถูกนำมาเล่าเอาไว้ในเล่มนี้ด้วย นอกจากนี้ยังรวบรวมทุกเรื่องราวเกี่ยวกับหนังสือชุด ความสุขของกะทิเอาไว้อีกมากมาย แม้เนื้อเรื่องจะซ้ำ Read More →

เรื่อง แอบรักหมาชาวบ้าน รวมเรื่องสั้นแห่งห้วงอ้างว้างอันแสนพิสุทธิ์ ของผู้เขียนม้าก้านกล้วย ผู้แต่ง ไพวรินทร์ ขาวงาม สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์ เลขมาตรฐานหนังสือ 9789744750969 แอบรักหมาชาวบ้าน เป็นรวมเรื่องสั้นที่เขียนขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2535 – 2550 ไม่รู้ทำไม เรารู้สึกว่ามันเป็นรวมเรื่องสั้นเพื่อมนุษย์ผู้ชายอ่านมากกว่าผู้หญิง ลงลึกเข้าไปสำรวจหัวจิตหัวใจของลูกผู้ชายอย่างเฉพาะเจาะจง ผู้หญิงอ่าน อาจจะไม่ได้รู้สึกร่วม หากแต่ก็ได้แง้มหัวใจเพศตรงข้ามออกศึกษา ในเล่มเป็นรวมเรื่องสั้นเนื้อเรื่องอ่านไม่ยาก ไม่ต้องตีความ เน้นหนักในวิถีชาวต่างจังหวัด ที่ใช้ชีวิตอยู่ในซอกหลืบของเมืองหลวง ไม่ได้เน้นที่ความยากลำบาก แต่เน้นที่ความสัมพันธ์ในครอบครัว, ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง เรื่องราวกล่าวถึงหญิงขายบริการ และการชิงสุกก่อนห่ามอยู่หลายตอน จนมองคล้ายเป็นเรื่องสามัญ? มีรักและเซ็กส์ที่ใช้กันจนเกร่อ คงจะเกร่อเกินไปในสังคม จนล้นหลงมาปนในหนังสือเล่มนี้ด้วย นอกจากนั้นยังมีเรื่องราวของมิตรภาพและผองเพื่อน เราชอบตอน ‘ดาราขี้เหร่’ มันมีความโรแมนติกแทรกอยู่ในชีวิต และมีความขมที่ไม่ดาร์กจนเกินไป แทรกปนอยู่ในความโรแมนติกนั้นด้วย อีกเรื่องที่ชอบมาก คือเรื่องที่มีชื่อเดียวกับเชื่อเล่ม ‘แอบรักหมาชาวบ้าน’ เป็นเรื่องสั้นที่น่ารักมาก โดยเฉพาะคนชอบหมาแต่ไม่ได้เลี้ยงหมาอย่างเรา อ่านแล้ว อารมณ์ร่วมมาเต็ม ยิ้มกว้างไปกับอากัปกิริยาของไอ้เสือทั้งสองตัวในเรื่อง ที่ผู้เขียนเพียรแอบมอง แอบรัก โดยรวมถือว่าเล่มนี้เป็นรวมเรื่องสั้นที่อารมณ์กลางๆ อ่านได้ไม่ยาก มีเรื่องที่ชอบบ้าง เฉยๆ บ้าง แต่ไม่มีเรื่องที่ไม่ชอบ Read More →

เรื่อง นักเล่านิทาน ผู้แต่ง นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์ เลขมาตรฐานหนังสือ 9789744750006 เรื่องเล่าประสบการณ์เชิงสารคดี แต่ถึงจะเป็นสารคดี ก็เป็นสารคดีแบบสนุกๆ มีเกร็ดขำๆ ให้อ่านแล้วนั่งหัวเราะอยู่คนเดียว ด้วยความที่ผู้เขียน (น่าจะ) เป็นคนคุยสนุก นอกจากชอบเล่าแล้วยังช่างซัก ชักถาม ช่างจด เก็บข้อมูลจากคนเฒ่าคนแก่ในทุกที่ที่เธอไป (ไม่เว้นแต่แต่ขณะเดินทางก็ถามคนขับนี่แหละ) มันสนุกและตื่นเต้น เวลาที่ผู้เขียนได้ข้อมูลจากที่หนึ่งและอีกที่หนึ่ง มาผสมรวมกันเป็นคำตอบที่เป็นความลับของประวัติศาสตร์มานานแสนนาน ด้วยความที่ช่างถาม ช่างเก็บข้อมูล ทำให้เธอออกจะเป็นนักประวัติศาสตร์เดินได้อยู่เหมือนกันนะ มีเรื่องเล่าที่น่าฟัง (คือเธอเกริ่นๆ ไว้แต่ยังไม่เล่า) อยู่หลายเรื่องทีเดียว มีมากเสียจนอยากจะขอให้เธอไม่ต้องทำงานอะไรแล้ว นั่งเขียนหนังสืออย่างเดียวเถิด 555 เราชอบตอนที่ตรงกับชื่อเรื่องที่สุด ตอนที่เล่าเรื่องของเล่นก็สนุก จริงๆ เล่านิทานทั้งเล่มเลยก็น่าจะดี เสียดายอยู่แต่ว่า ไม่น่าไปมัวเล่าเรื่องผัวๆ เมียๆ ตอนต้นเล่มให้หลุดคอนเซ็ปต์เลย กลายเป็นหนังสือจัดเรทลำบากไปอีก เราชอบที่มันเป็นเรื่องโบราณเก่าๆ เกิดทันมั่ง เคยฟังเขาเล่ามาอีกทีบ้าง พออ่านแล้วก็มีอารมณ์ร่วมว่าเราผ่านยุคเดียวกันมา อ่านแล้วก็อดนึกไม่ได้ว่าคนไทยเราทุกวันนี้รากมันหดหายไปทุกที ไม่ต้องไปดูคนอื่นคนไกล ดูที่ตัวเองนี่แหละ ย้อนนึกไปถึงเรื่องที่แม่คอยเล่า ก็ช่างเลือนรางริบหรี่ ส่วนเรื่องที่เราพบเจอมาด้วยตาตัวเองพอที่จะเล่าต่อให้ลูกหลาน ก็ยิ่งน้อยไปใหญ่ ประกอบกับเด็กสมัยนี้ก็ไม่ค่อยฟังเรื่องเล่ากันเสียแล้ว (โทษเด็กไปอีก) Read More →