เรื่อง มีอะไรในสวนหลังบ้านผู้แต่ง คิมจินยองผู้แปล วิทิยา จันทร์พันธ์สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161829636 มันเริ่มจากกลิ่นเหม็นแปลกๆ ที่โชยคละคลุ้งอยู่ในสวนดอกไม้ของจูรันก่อนที่กลิ่นนั้น จะนำพาให้ตัวตนของเธอเปลี่ยนแปลงไปหมดสิ้นทุกอย่าง มีอะไรในสวนหลังบ้าน เป็นเรื่องราวที่ถูกเล่าผ่านผู้หญิงสองคนคือคิมจูรัน และอีซังอึน ตัดสลับกันอย่างลงตัว พอเหมาะผู้เขียนจงใจทิ้งปมง่ายๆ เอาไว้เป็นระยะๆให้เราคลำทางไปอย่างลุ้นๆในขณะที่อีกส่วนของเรื่อง กลับเป็นเผยตัวผู้ฆ่าอย่างโต้งๆเราค่อยๆ คลำทางไปเพื่อค้นหาว่า ปลายทั้งสองนี้จะไปเชื่อมต่อกันที่ใดและปมที่ผู้เขียนพาเราไปนั้น เป็นปมหลอกหรือไม่ เงื่อนงำ .. ความเชื่อใจและไม่เชื่อใจระหว่างคนในครอบครัวผู้เขียนเล่นกับความไม่แน่ใจในตัวเองของคนวิตกจริต ช่างระแวงความสงสัยที่ไม่กล้าเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริง ..หรือเป็นเพียงมโนภาพของตนเอง คำว่าผู้หญิง และสังคมเกาหลี ..เราได้รับอารมณ์และความรู้สึกแบบเดียวกัน –กับที่ได้รับเมื่อตอนที่อ่าน คิมจียองเกิดปี 82 มันรู้สึกอยู่จางๆผู้หญิงสองคนในเรื่องนี้ .. ภรรยาของชายผู้ร่ำรวย และภรรยาของชายที่ยากจนต่างก็มีความทุกข์ในแบบของตัวเองเป็นความทุกข์ที่มีรากฐานมาจากสังคมและค่านิยมแบบเกาหลีแบบที่ผู้หญิงด้อยกว่าผู้ชายเสมอ ไม่ว่าในสถานะไหนก็ตาม มีอะไรในสวนหลังบ้าน ดีงามทั้งการเปิดเรื่อง การดำเนินเรื่อง และพล็อตตอนที่ปมทุกอย่างค่อยๆ คลี่คลายออกมา มันพีคมากสำหรับเราก่อนหน้านี้เราเดาอะไรไม่ได้เลยได้แต่ตามเบาะแสเงื่อนงำที่ผู้เขียนค่อยๆ ปลดทีละเปลาะอย่างผู้ตามที่ดีแต่ไม่เคยตามทัน และยิ่งไม่อาจแซงหน้าผู้เขียนได้เลย ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบเรานึกถึงการดูข่าว หรืออ่านข่าวของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเล่มนี้ .. ในวันรุ่งขึ้นแน่นอนว่าเนื้อหาข่าวไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแน่ๆทำให้เราหวนคิดถึงข่าวอีกหลายข่าวที่เราได้ฟังได้ดูมามันมีความจริงอยู่เท่าไรกัน และความจริงที่ว่านั้น มันเป็นความจริงในแง่มุมไหน มนุษย์นั้นซับซ้อน และเราไม่อาจตัดสินผู้คนได้จากเพียงการกระทำเดียวหรือจากมุมมองเพียงมุมเดียวที่เรารับรู้ เล่มนี้พีคมาก และเราชอบมากค่ะ  

เรื่อง ความทรงจำของวันพรุ่งนี้ผู้แต่ง โอกิวาระ ฮิโรชิผู้แปล หนึ่งฤทัย ปราดเปรียวสำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161834647 เราเองก็อายุไม่น้อยแล้วนะที่หยิบเล่มนี้มาอ่านก็เพราะรู้สึกว่าเราเองก็มีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์อยู่เหมือนกันเป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัวเลย แต่ด้วยวิธีเล่าที่เริ่มต้นจากการบอกเล่าชีวิตประจำวันของผู้ชายญี่ปุ่นผู้เป็นหัวหน้าครอบครัววัยกลางคนเรื่องดำเนินไปอย่างเนิบนาบและไม่สามารถตอบโจทย์ความอยากรู้อยากเห็นของเราเกี่ยวกับอาการของโรคนี้ทำให้ช่วงต้นต่อติดได้ยากหน่อยกว่าจะผ่านไปแต่ละบท มันไม่มีอะไรดึงดูดเราเอาไว้ได้เลย ต่อเมื่ออ่านไปถึงช่วงหนึ่ง วิธีเล่าแบบนี้กลับเป็นประโยชน์มากเพราะมันทำให้เรารู้และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้เข้าใจว่าอะไรที่เกิดขึ้นกับตัวเขา และเข้าใจว่าเขาคิดอะไร สะเอกิ คือชายวัย 50 ที่เริ่มมีอาการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์นับตั้งแต่วันที่เขารู้ว่าตนเองป่วย คล้ายกับว่าอาการของโรคค่อยๆ พัฒนาไปทีละน้อยแต่ถ้านับจากวันป่วยจนถึงวันสุดท้ายในเล่มก็นับว่าอาการป่วยรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว สะเอกิต่อสู้เต็มที่กับความทรงจำที่กำลังจะลบเลือนเขาอ่านหนังสือเพื่อทำความรู้จักกับโรคที่ตัวเองเป็นเปลี่ยนวิถึชีวิต เปลี่ยนวิธีการดื่มกินอาหารเขาจดบันทึกข้อมูลสำคัญที่ได้รับจากการทำงานในแต่ละวันนอกจากนี้ยังจดบันทึกเหตุการณ์ประจำวันมีสมุดแพลนเนอร์ที่จดละเอียดมากพกแผนที่ติดตัวไปด้วย ฯลฯแต่ถึงอย่างนั้น ความกลัวและไม่มั่นใจ ก็มีปรากฏให้เห็น ความทรมานของโรคไม่ได้อยู่ที่การเจ็บป่วยทางกายแต่มันคือความหวาดกลัวว่าเราจะหลงลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยรู้จักหลงลืมเพื่อน หลงลืมเพื่อนร่วมงาน หลงลืมแม้แต่คนในครอบครัวและท้ายที่สุดแล้ว คือการหลงลืมตัวเอง และสูญเสียความเป็นตัวเองไป การที่ล่วงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าปลายทางที่โหดร้ายนั้นเป็นอย่างไรนั้นทำให้ระหว่างทางที่ผ่านพ้นไปในแต่ละวัน เป็นวันที่น่าหวั่นใจไม่น้อย ในตอนใกล้จบเราลุ้น เอาใจช่วยกับการทำตามฝันอันบ้าบิ่นของชายผู้เป็นอัลไซเมอร์คนนี้มากและแม้ว่าเราจะพอเดาตอนจบของหนังสือเล่มนี้กันได้อยู่แล้วแต่ผู้เขียนก็สามารถสร้างตอนจบที่ละมุนละไม สวยงาม(ซึ่งในความสวยงามที่ว่านี้ ก็รู้แหละว่ามันคือความโหดร้ายในความเป็นจริง) ความทรงจำของวันพรุ่งนี้ เป็นหนังสือที่เริ่มต้นแบบง่วงๆ แต่กลับจบลงด้วยความดีงามเป็นอีกครั้งที่เราดีใจที่ได้อ่านมันจนจบไม่ได้เลิกอ่านไปก่อนตั้งแต่ไม่กี่หน้าแรก  

เรื่อง ลอยไปในกังตั๋งผู้แต่ง สมพงษ์ งามแสงรัตน์สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์(สำนักพิมพ์ในเครืออมรินทร์)เลขมาตรฐานหนังสือ 9789744751203 ลอยไปในกังตั๋ง เป็นเล่มที่สอง (ที่เราอ่าน) ของคุณสมพงษ์ งามแสงรัตน์ค่ะเล่มนี้ ผู้เขียนยังคงพาเราไปเที่ยวจีนเช่นเคยแต่เป็นจีนผ่านเส้นทางการเดินทัพในเรื่องสามก๊กก็ว่าอยู่ว่าเราคุ้นชื่อกังตั๋งที่แท้ ผู้เขียนก็มีแรงบันดาลใจในการเที่ยวสถานที่แห่งนี้จากการอ่านสามก๊กนี่เอง ใน ลอยไปในกังตั๋ง เล่มนี้นอกจากนี้ยังเล่าเรื่องราวของเมืองต่างๆ ที่เป็นฉากหลังของเหตุการณ์ในเรื่องสามก๊กแล้วเที่ยวชมวัด เขา และสวนหลายแห่งพร้อมเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรื่องแล้วผู้เขียนยังเล่าประวัติศาสตร์จีน, พงศาวดารจีนฉบับย่อเอาไว้อีกหลายเรื่องเยี่ยมเยือนบ้านนักคิดนักเขียนชาวจีนหลายท่านเรียกว่า ถ้าตามรอยไปยังสถานที่ต่างๆ ที่ผู้เขียนไปเยือนเราก็จะได้อินกับเรื่องราวที่เป็นภูมิหลังอย่างนี้ไปด้วยฟินสองต่อกันไป กับเล่มนี้ เรารู้สึกว่าเนื้อหาเข้มข้นหนักแน่นมากกว่า จากเชียงรุ้งถึงฮอยอันโดยที่เล่มนี้จะเน้นไปที่เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์มากกว่าเล่าถึงสถานที่ภาพประกอบก็ดูจะสวยน้อยกว่าหน่อย ทั้งๆ ที่คนวาดคนเดิมบางทีอาจเป็นที่อุปทานของเราเอง ก็งงๆ ตัวเองอยู่เหมือนกัน >,< เรารู้สึกว่าบรรยากาศแห่งการเที่ยวแบบอิสระเสรี ชิลด์ๆ หายไปแม้ว่าผู้เขียนอาจจะยังเที่ยวเหมือนเดิมแต่รูปแบบการเล่าที่เปลี่ยนไป ก็ทำให้เรารู้สึกเปลี่ยนไป แต่การอ่านแบบนี้ ก็ทำให้เราคิดถึง สามก๊ก ของคุณวินทร์อยู่น่าจะได้อ่านต่อกันเสียตั้งแต่วันที่อ่านเล่มนั้นเล่มของคุณวินทร์นั้นหนักแน่น คารมคมคายแต่เล่มนี้เล่าไม่ครบไม่ลึก หากแฝงอารมณ์ขัน สำนวนสนุกสนานช่วงนี้เที่ยวเองไม่ได้ ให้หนังสือพาเที่ยวก็สนุกดีไปอีกแบบ

เรื่อง ฟาห์เรนไฮต์ 451ผู้เขียน เรย์ แบรดเบอรีผู้แปล ต้องตา สุธรรมรังษีสำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161806149 ฟาห์เรนไฮต์ 451 เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกสมมติแห่งหนึ่งในโลกที่ผู้คนมีชีวิตหลังจากวันนี้อีกไปหลายชั่วอายุคนเรื่องราวเก่าๆ ในอดีตกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าหนังสือกลายเป็นสิ่งต้องห้ามเพราะมันเผยแพร่ความคิดความเชื่อที่เป็นอันตรายมันทำให้ผู้คนรู้จักคิด รู้จักต่อต้าน ดื้อด้าน ปกครองยากนักเขียนบางคนหลงเหลือเพียงความทรงจำบอกเล่าต่อๆ กันมาผลงานของพวกเขาถูกบิดเบือน ตกหล่น และไร้ค่าและนักเขียนอีกหลายคน .. หลงลบลืมสูญ นักผจญเพลิง หรือนักดับเพลิง เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แปลงเปลี่ยนไปจากโลกเดิมพวกเขาไม่ได้มีหน้าที่ดับไฟ หากแต่พวกเขามีหน้าที่จุดไฟเพื่อเผาหนังสือทุกครั้งที่มีสัญญาณเตือนดังขึ้นในค่ำคืนพวกเขาทุกคนจะต้องกรูกันออกไปเพื่อพ่่นไฟเผาผลาญหนังสือที่ไหนสักที่ที่ได้รับแจ้งมอนทากคือหนึ่งในนักผจญเพลิงเหล่านั้นและที่หมวกนิรภัยของเขา มีหมายเลข 451 ติดอยู่ เราเชื่อว่าเราทำสิ่งที่ถูกมาทั้งชีวิต ..แล้ววันหนึ่ง ก็มีบางอย่างมาสะกิดให้ความเชื่อของเราสั่นสะเทือน .. วันหนึ่ง .. มอนทากได้พบกับแคลริส แม็คเคล็ลแลนหญิงสาวข้างบ้านที่มาเดินเล่นระหว่างทางกลับบ้านเธอแปลกแตกต่างไปจากทุกคน เธอพูดแปลก คิดแปลก ..มีชีวิตชีวา มีความคิดอ่านที่เขาไม่เคยได้รับจากที่ไหนเธอทำให้เขาเกิดความคิดแปลกๆ ขึ้นบางอย่าง .. แต่บางทีเราก็ไม่แน่ใจว่าแคลริสได้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการอ่านไว้กับเขาหรือเป็นเขาเองที่ได้รับบางหยาดหยดน้ำฝนจากเธอแล้วเติบโตงอกงามขึ้นภายในตนเอง ภาพร่างของสังคมในเรื่องถูกวาดขึ้นในมุมแคบๆเราไม่เห็นรูปแบบการปกครองในเมืองนี้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนใน 1984เหตุการณ์เกิดขึ้นในสังคมเล็กๆ รอบตัวมอนทากไม่ได้บอกเล่าว่าการปกครองของพวกเขามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไรพวกเขายอมรับ และยอมอยู่ภายใต้ชีวิตแบบนี้ได้อย่างไรชีวิตที่ไม่มีความคิดอันเป็นของตัวเอง มันเป็นชีวิตอย่างไรมันยังโหว่โหวง คงเหลือเป็นพื้นที่ให้เราจินตนาการ เรารู้สึกว่าตัวละครไม่ได้เปลี่ยนโลก .. เขาแค่เอาตัวรอด .. จากอารมณ์ชั่ววูบไม่ยั้งคิดของเขา .. ทั้งๆ ที่หนังสือเล่มนี้เล่าถึงหนังสือ .. การเผาหนังสือแต่เนื้อหามันกลับไม่ได้กระทบความรู้สึกเรามากเท่าที่คาดหวังไว้ Read More →

เรื่อง ต้นธาร วิถีมอญผู้แต่ง องค์ บรรจุนสำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9789744752185 ต้นธาร วิถีมอญ เป็นบทความที่ชวนให้เรานึกถึง เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็กผู้เขียนความทรงจำดีมากเล่าเรื่องราวเก่าๆ เก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้น่าสนใจ ชีวิตวัยเด็กของผู้เขียน ซึ่งเป็นคนมอญสมุทรสาครรวมตัวกันอยู่เป็นชุมชน ขนานไปกับคลองปากบ่อลำคลองสายเล็กๆ ที่เชื่อมต่อออกไปได้ถึงแม่น้ำท่าจีนมีวัดปากบ่อหรือวัดสามง่ามเป็นทั้งที่พบปะแลกเปลี่ยนและเป็นศูนย์รวมยึดเหนี่ยวจิตใจคนมอญด้วยกันเรียกชาวมอญแถบนี้ว่าเป็น “มอญน้ำเค็ม”หรือบางทีก็เรียกกันว่า “มอญน้ำกร่อย” คนมอญบ้านปากบ่อนี้อพยพมารวมตัวกันตั้งแต่เมื่อราวร้อยกว่าปีก่อนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3)อพยพมาจากตำบลบางกระเจ้า และตำบลบ้านบ่อส่วนหนึ่งกับชุมชนมอญริมแม่น้ำท่าจีนอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งชาวมอญเหล่านี้ยังคงรักษาขนมธรรมเนียมประเพณีแบบมอญดั้งเดิมเอาไว้ในวิถีชีวิตประจำวันมีบ้างที่เชื่อมต่อผสมผสานไปกับธรรมเนียมชนชาติอื่นๆที่อยู่ร่วมด้วย โดยเฉพาะไทยและจีน เนื้อเรื่องที่เล่าในเล่มนี้ จึงสอดแทรกไปด้วยวิถีชีวิตตามความเชื่อของมอญ (ปนไทยและจีน)นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงครอบครัวที่คนในครอบครัวมีฝันและหวังไปกันคนละทางซึ่งทั้งหมดทั้งมวล อาจมีเศษเสี้ยวของสาเหตุมาจากชาติพันธุ์ที่ยังไม่สามารถรวมกันขึ้นเป็นประเทศได้ ..ปมยังคงเป็นปมอยู่ในหัวใจมากบ้างน้อยบ้างสุดแท้แต่จิตใจของคน ชีวิตวัยเด็กของผู้เขียนไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักเป็นชีวิตที่เกิดมาในบ้านที่กระเบียดกระเสียรหากแต่ก็มานะอดออมและคนไทยสมัยก่อน ต่อให้อดอย่างไร ในน้ำก็ยังมีปลา ในนาก็ยังมีข้าวเสมอผู้เขียนเติบโตขึ้นมาอย่างเด็กบ้านสวนมีบ้านของพ่อและแม่ ที่ร่วมแรงกันก่อร่างขึ้นมามีสวนพุทรา ที่ภายหลังกลายเป็นสวนมะพร้าว ทำน้ำตาลมะพร้าวและยังปลูกพืชผักสวนครัว ผลไม้อื่นๆ เอาไว้อีกมากมีลำคลองน้ำกร่อยไหลผ่าน ปลูกพืชบางชนิดได้งาม แต่ก็ปลูกพืชบางชนิดก็ไม่ได้เลย ..ทั้งหมดนี้คือสังคมที่ผู้เขียนเติบโตมา ต้นธาร วิถีมอญ เป็นหนังสือที่มีภาษาเรียบง่าย เป็นกันเองไม่ได้ใช้ศัพท์แสงซับซ้อนให้ต้องแปล แม้เนื้อเรื่องจะเรื่อยๆ สนุกบ้าง เฉยๆ บ้างมาตลอดเล่มแต่เมื่ออ่านมาถึงสองบทสุดท้าย เรากลับชอบมันมากๆผู้เขียนจบเล่มลงด้วยความน่าประทับใจ และกินใจซึ่งนอกจากจะชวนให้เราคิดถึงชีวิตวัยเยาว์ของตนเองแล้วผู้เขียนยังทำให้เราเข้าใจถึงหัวใจของชนที่มีชาติ แต่ไร้ประเทศที่ตั้งผู้คนร่วมเผ่าพันธุ์อยู่กันอยากกระจัดกระจายวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ถูกผสมผสานกลมกลืนไปกับเผ่าพันธุ์ร่วมถิ่นที่อยู่ เป็นหนังสือที่เล่าวิถีชีวิตตนเองธรรมดาๆแต่ชวนให้เราหวนคิดถึงความหลังเหลือเกินค่ะ  

เรื่อง บันทายฉมาร์และเดียงพลาโตผู้แต่ง นิพัทธ์พร เพ็งแก้วสำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9748428362 บันทายฉมาร์และเดียงพลาโต เล่มนี้ไม่ได้เล่าเพียงเรื่องราวของปราสาทขอมอย่างที่เราเข้าใจมีเพียงบันทายฉมาร์ ที่เป็นปราสาทหินในกัมพูชาแม้แต่เดียงพลาโตเองก็ไม่ใช่นามปราสาทขอมอย่างที่เรานึกไว้เดียงคือหมู่ปราสาทหินจริง หากแต่ตั้งอยู่ในประเทศอินโดนีเซียเดียงเกิดขึ้นเมื่อครั้งหนึ่ง .. ที่อินโดนีเซียยังมีศรัทธาในพราหมณ์ – ฮินดูยังนับถือไศวนิกาย (บูชาพระศิวะ) ทั้งบันทายฉมาร์และเดียงพลาโตเป็นเพียงส่วนสองในห้าบทจากหนังสือทั้งเล่มแต่ละบทแบ่งแยกกันไปเล่าถึงสถานที่ประทับใจในการเดินทางของผู้เขียนอย่างบทแรก เล่าถึงกรากาตัว ภูเขาไฟที่ยังมีลมหายใจอยู่ในอินโดนีเซีย การอ่านเรื่อราวของกรากาตัวในครั้งนี้ นับเป็นรอบที่สองของปีหลังจากที่เราเพิ่งได้ยินเรื่องเล่าของมันมาจาก ภูมีศาสตร์ที่คุณบินหลาฯ เล่าถึงเมื่อไม่นานมานี้กรากาตัวที่ได้พบในครั้งนี้ใกล้ชิดสนิทเท้ามากกว่าครั้งที่อ่านผ่านเรื่องเล่าของคุณบินหลาฯ มากเพราะคุณผู้เขียพาเราย่ำเท้าไต่ภูเขาไฟกรุ่นๆ กันเลยทีเดียวอ่านไปก็พลอยรู้สึกร้อนระอุที่เท้าตัวเองไปด้วยเป็นการเปิดเล่มที่ระทึกใจชวนให้วางไม่ลงทีเดียว บทต่อมาที่ผู้เขียนเล่าถึง เป็นบทที่ว่าด้วยเดียงและบันทายฉมาร์ตามชื่อเรื่องต่อด้วยหลวงพระบาง และปิดท้ายที่เกาได๋ อันหมายถึงวัดของลัทธิหนึ่งวัดที่เปิดรับและปกป้องคุ้มครองผู้คนที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวียดนามส่วนลัทธิที่ว่า เป็นลัทธิที่ได้ผนึกรวมพุทธศาสนาและคริสตศาสนาไว้รวมกัน!! ทั้งห้าเรื่องใน บันทายฉมาร์และเดียงพลาโตล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยพลังดึงดูดให้เราอยากวาร์ปไปยืนอยู่ข้างๆ ผู้เขียนได้เห็นในสิ่งที่ผู้เขียนกำลังเห็น กำลังสัมผัส กำลังรู้สึกผ่านมุมมองมุมเดียวกัน ผู้เขียนเล่าเรื่องสถานที่ เล่าเรื่องผู้คน ด้วยมุมมองที่ละเอียดอ่อน มีชีวิตระหว่างอ่าน เราโลดแล่นโผขึ้นดิ่งลงไปตามจังหวะการเล่าของผู้เขียนเพลินมาก อ่านรวดเดียวจบด้วยเวลาที่ไม่นานเลย (หนังสือไม่หนาด้วยแหละ)อ่านจบก็พบว่า ตัวเองมีหนังสือให้ตกหลงรักเข้าเต็มเปาอีกเล่มหนึ่งแล้วสินะ

เรื่อง ตามกลิ่นนางอัปสรา ตามหานครวัด นครธมผู้แต่ง พิษณุ ศุภ.สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9747521571 ตามกลิ่นนางอัปสรา ตามหานครวัด นครธม เป็นหนังสือบันทึกประสบการณ์การเดินทางไปเที่ยวชมปราสาทหินหลายแห่งในกัมพูชาอันได้แก่ปราสาทแม่บุญตะวันออก, ปราสาทบันทายศรี (บันทายสรี),นครวัด, นครธม, ปราสาทนาคพัน, ฯลฯพร้อมด้วยผู้ร่วมทางกิตติมศักดิ์ อันได้แก่ ..ตัวผู้เขียนเอง, อาจารย์พุฒ วีระประเสริฐ, อาจารย์สมิทธิ ศิริภัทร์, ฯลฯ(เป็นทริปที่น่าอิจฉามากกกก) หนังสือที่เกี่ยวกับปราสาทขอมหลายเล่มที่เราอ่านในช่วงนี้มักอ้างถึงหลักการสร้างปราสาทตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูอันอ้างถึงการจำลองเอาสวรรค์ หรือดินแดนแห่งเทพเจ้าลงมาบนเมืองมนุษย์เพื่อเป็นที่ประทับแห่งเทพเจ้า เพื่อเป็นสถานที่ที่กษัตริย์ใช้ติดต่อกับพระผู้เป็นเจ้าเพื่อบวงสรวงบูชา หรือแม้แต่เพื่อแสดงอำนาจของกษัตริย์ในยุคสมัยนั้นๆการสร้างปราสาท จึงมีมักเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลางของจักรวาลบ้างสร้างขึ้นบนเนินเขาจริงๆบ้างก็สร้างเลียนแบบขึ้นมาตามอิทธิพลของความเชื่อนั้นปราสาททั้งหลายในกัมพูชา ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นตามความเชื่อพื้นฐานอันนี้ซึ่งเรามักจะอ่านพบคำอธิบายจากหลายๆ เล่มที่อ่านมาแต่การอธิบายใน ตามกลิ่นนางอัปสรา ตามหานครวัด นครธม เล่มนี้อธิบายหลักการสร้างปราสาทได้เป็นรูปธรรม และเข้าใจง่ายที่สุดภาพประกอบก็เป็นภาพวาดลายเส้นสวยมาก ดูเข้าใจตามได้ง่าย การอ่าน (และการเรียน) ประวัติศาสตร์จะสนุกก็ต่อเมื่อเรามองเห็นความต่อเนื่องเชื่อมโยง เห็นที่มาที่ไปประวัติศาสตร์โดดๆ เดี่ยวๆ ไม่สนุกหรอก ท่องจำไปก็ลืมต่อเมื่อเรามองเห็นความเชื่อมต่อกันเห็นแรงบันดาลใจ เห็นที่มาของการเกิด การสืบต่อ การล่มสลายได้เข้าใจเสียก่อน .. แล้วมันจึงสนุก ทุกครั้งที่อ่านหนังสือประวัติศาสตร์โบราณสถานเชิงท่องเที่ยวเหล่านี้เรามักจะอยากตามไปเห็นของจริงด้วยตาตัวเองเสียทุกครั้งแต่กับเล่มนี้ เป็นเล่มที่กระตุ้นต่อมอยากเราได้มากที่สุดอ่านครั้งใดก็ปลุกความรู้สึกเดิมๆ กลับมาได้ทุกครั้งและขอตั้งใจแน่วแน่ว่า ถ้าได้ไปกัมพูชาจริงๆ จะพกเล่มนี้ติดตัวไปด้วยแน่นอนอยากได้เห็น ได้รู้สึก Read More →

เรื่อง ถ้าวันหนึ่งนั้น … ฉันตายผู้แต่ง อีกยองเฮผู้แปล วิทิยา จันทร์พันธ์สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161830267 ถ้าวันหนึ่งนั้นฉันตาย ความตายของฉันจะมีความหมายอย่างไรกันคือประโยคแรกที่ปรากฏบนหน้าแรกในสมุดบันทึกของฮวังเจจุนเด็กนักเรียนมัธยมต้น เพื่อนคนที่สนิทที่สุดของจินยูมี นักเรียนห้องเดียวกันนั่นคือปมเริ่มเรื่อง และเรื่องราวทั้งหมดก็ถูกถ่ายทอดออกมาหลังจากนั้น .. มันไม่ได้มีปมสลับซับซ้อนอย่างที่เรานึกกลัวเป็นเรื่องที่เล่าด้วยจังหวะเนิบช้า ของความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนรักมีความอบอุ่นอยู่จางๆ ระบายอยู่ในเล่ม มีหลายแง่มุมที่น่าสนใจแต่โดนรวมทั้งหมด ไม่ได้สร้างความรู้สึกรุนแรงต่อผู้อ่านเป็นการนำพาอารมณ์ไปอย่างเนิบๆ เรื่อยๆมากกว่าอ่านได้สบายๆ ทั้งเรื่อง แม้จะไม่ได้มีปมน่าติดตามถึงขนาดวางไม่ลงแต่ในทางปฏิบัติ มันก็อ่านได้เรื่อยๆ เพลินๆ รวดเดียวจบอยู่ดีเพราะผู้เขียน (ผู้แปล) ใช้ภาษาที่อ่านง่าย ไม่ซับซ้อนอ่านจบก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรนะ แต่ก็ไม่ได้อยากอ่านซ้ำเช่นกันจัดอยู่ในโหมดกลางๆ ค่อนไปในทางบวกสำหรับเรา  

เรื่อง อีกหนึ่งฟางฝัน บันทึกแรมทางของชีวิตผู้แต่ง จิระนันท์ พิตรปรีชาสำนักพิมพ์ แพรวเลขมาตรฐานหนังสือ 9749916638 อีกหนึ่งฟางฝัน บันทึกแรมทางของชีวิต คืออีกหนึ่งเล่มแห่งการบันทึกประวัติศาสตร์เหตุการณ์เดือนตุลาฯการอ่านหนังสือหลายเล่ม เป็นการฟังความหลายข้างและนี่เป็น ‘ความ’ จากอีกหนึ่งข้างจากผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับศูนย์กลางของเหตุการณ์มากที่สุดเป็นอีกหนึ่งเหตุและผลที่เราได้รับรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงของเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 หนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ในวันที่เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านไปแล้วราว 20 ปีโดยตีพิมพ์ครั้งแรกลงในนิตยสารแพรว ระหว่างปี พ.ศ. 2538 – 2539เรื่องราวต่างๆ ได้ผ่านพ้น และตกตะกอนลงแล้วและมันได้เป็น “คำตอบ” ของหลายๆ คนถามที่ถูกส่งตรงถึงผู้เขียนเป็นคำตอบ เป็นบันทึกชีวิต และเป็นประวัติศาสตร์ .. ที่เรารับรู้กันมาน้อยเหลือเกิน อีกหนึ่งฟางฝัน บันทึกแรมทางของชีวิต เป็นหนังสืออีกเล่มที่เราอ่านไปด้วยใจระทึกเหลือเกินมีทั้งประวัติส่วนตัวของคุณจิระนันท์และครอบครัวรวมไปถึงเบื้องหลังเหตุการณ์เดือนตุลาฯภาษาวรรณศิลป์ดีงามถ่ายทอดความรู้สึกตรง ชัดขมขื่น อัดอั้นและกับบางบทบางครั้ง .. เรามีน้ำตาร่วมไปกับชะตากรรมของผู้คนเหล่านั้น ในเล่มนี้ หลายบทกวีจาก ใบไม้ที่หายไปถูกขยายเรื่องเล่าให้เราเห็นรายละเอียดอันเป็นที่มาของกวีบทนั้นๆถ้าอ่านเล่มนี้จบ แล้วย้อนกลับไปอ่าน ใบไม้ที่หายไป อีกครั้งเราก็คงจะซาบซึ้งกับถ้อยคำเหล่านั้นมากขึ้น บางส่วนเสี้ยวเรื่องราวที่คุณจิระนันท์เล่าทำให้เราปวดร้าวที่เนินอก และสั่นสะท้านอยู่ภายในเรื่องราวของแม่ที่สูญเสียลูกชายไปต่างกรรมต่างวาระแต่ทั้งสองล้วนขึ้นอยู่กับสิ่งสิ่งเดียวกันเรื่องของชะตากรรมที่แตกต่าง เพียงเพราะเราต่างเผ่าพันธุ์กัน สิ่งที่ยากยิ่งคือการยอมรับว่าหนทางที่เรายอมทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อเดินไปหามันนั้นเป็นหนทางที่ผิดการกลับออกมาอีกครั้ง น่าจะเป็นความขื่นขมอย่างที่สุดและคงต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากที่จะต้องเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากการตัดสินใจอันนั้นน  

เรื่อง จากดอยยาวถึงภูผาจิผู้แต่ง จันทนา ฟองทะเลสำนักพิมพ์ แพรวเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163873385 จากดอยยาวถึงภูผาจิ เป็นหนังสือบันทึกเหตุการณ์และบันทึกประสบการณ์ของผู้เขียน ภายหลังจากเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2519นับจากวันที่ผู้เขียนตัดสินใจเดิน ‘เข้าป่า’ ทางจังหวัดเชียงรายไปด้วยการตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เพื่อต่อต้านสิ่งที่บ้านเมืองเป็นอยู่ในขณะนั้นหาวิธีต่อสู้ เพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีขึ้น เขาเข้าร่วมกับกองกำลังติดอาวุธในป่า อันมีสมาชิกเป็นทั้งนักศึกษาเป็นชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา และชาวเขาเผ่าต่างๆรวมไปถึงกำลังสนับสนุนจากต่างชาติ ทั้งลาว เวียดนาม จีน ฯลฯ ในตอนเริ่มต้น เราอ่านหนังสือเล่มนี้ ..ไปด้วยหัวใจเต้นตึก ระทึกทั้งๆ ที่ไม่มีสาเหตุจินตนาการทำงานเต็มที่ ทั้งตามไปกับคำบรรยายของผู้เขียนและล้ำหน้าไปด้วยหลายสิ่งที่อวลอยู่ในหัวนั่นคืออารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนอ่าน เราได้เห็นรายละเอียดจากเหตุการณ์หลังวันที่ 6 ตุลาคม 2519อย่างที่เราเคยอ่านแต่ในบทความ ที่กล่าวถึงแต่ความสูญเสีย ความเจ็บปวดเป็นเพียงบทสรุปเหตุการณ์ ที่เราได้แต่รับฟังแต่ จากดอยยาวถึงภูผาจิ เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ให้แก่เราเราได้ซึมซับความรู้สึกของผู้คนโดยไม่ต้องมีใครมาสรุปให้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรได้ล่วงรู้กิจวัตร สิ่งต่างๆ ที่พวกเขาทำกันในป่าได้เห็นภูเขา ต้นหญ้า ป่าไม้ และลำน้ำ .. ไปพร้อมๆ กับพวกเขาด้วยได้เห็นความยากลำบาก ความร่วมมือ และความขัดแย้งในแง่มุมต่างๆ ความว้าวุ่นใจระหว่างการรอคอยอันไม่เกิดผลการเดินทาง การโยกย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งกิจกรรมที่ทำร่วมกัน, สถานการณ์ที่จีน ลาว เวียดนาม และกัมพูชาในขณะนั้นธรรมชาติ สภาพความเป็นอยู่ และสภาพแวดล้อม ฯลฯเราได้รับรู้ Read More →