เรื่อง คาฟกา วิฬาร์ นาคาตะ ผู้แต่ง ฮารูกิ มูราคามิ ผู้แปล นพดล เวชสวัสดิ์ สำนักพิมพ์ แม่ไก่ขยัน หนุนหลังโดย สำนักพิมพ์ มติชน เลขมาตรฐานหนังสือ 9743236333 คาฟกา วิฬาร์ นาคาตะ ตัดสลับเรื่องราวระหว่างสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือเด็กชายวัย 15 ที่หนีออกจากบ้าน เขาดำเนินชีวิตเรียบเรื่อย ไม่หวือหวา แต่เราได้รับความรู้สึกของการผจญภัย คาฟกา ทามูระ เป็นชื่อใหม่ที่เขาตั้งให้ตนเอง ชีวิตใหม่ไร้ผู้ปกครอง เขาสิงอยู่ในห้องสมุด ไม่อีกทีก็ใช้ชีวิตกลางป่าเขา ขับเคลื่อนชีวิตไปด้วยความรู้สึกภายใน .. เพื่อตามหาบางสิ่งบางอย่างรางเลือน ส่วนอีกฝั่ง เปิดเรื่องย้อนกลับไปในอดีต ในปี ค.ศ. 1944 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เด็กประถม 16 คน ออกทัศนศึกษาขึ้นไปเก็บเห็ดในป่าโปร่งบนภูเขา ระหว่างทาง เด็กทั้งหมดหมดสติลงเกือบพร้อมกัน ไม่ช้าไม่นาน พวกเขาค่อยฟื้นคืนสติ เป็นปกติ ยกเว้นเด็กชายเพียงคนเดียว .. ซาโทรุ นาคาตะ Read More →

  เรื่อง ผุดเกิดมาลาร่ำผู้แต่ง อารยา ราษฎร์จำเริญสุขสำนักพิมพ์ มติชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9789740216285 เรื่องนี้ทั้งรักทั้งเกลียดทีเดียวเชียวยากจะตัดสินลงไปข้างใดข้างหนึ่ง แรกอ่าน .. สำนวนชวนให้คิดถึงวีรพรแต่เรากลับไม่ชอบ รู้สึกอ่านยากกว่าเปิดหน้าแรกมา มีตัวหนังสือไม่กี่บรรทัดแต่เราอ่านวนไปวนมาบรรทัดละหลายรอบนึกว่าตัวเองอ่านตกหล่นไป .. ถ้อยคำไม่เป็นธรรมชาติมัวแต่อ่านสะดุดจนลืมรับสารที่ถูกสื่อมาเป็นแรกพบที่ไม่ประทับใจและเราต้องใช้เวลาปรับตัวต่อมาอีกสักหน้าสองหน้า เปลี่ยนวันอ่าน ในวันที่สมาธิดีๆ แล้วเริ่มใหม่สำนวนแบบนี้ก็ให้อรรถรสไปอีกแบบบังคับตัวเองให้จดจ่ออยู่กับตัวอักษรมากขึ้นถ้อยคำก็สละสลวยดีขึ้นตามกัน จบร้อยหน้าแรกเราเริ่มหลงใหลสำนวนภาษาที่ขัดหูขัดตาเมื่อคราแรกอ่านภาษาไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป ผุดเกิดมาลาร่ำ เป็นการเล่าแบบเนื้อเรื่องครึ่งหนึ่ง ผู้เขียนครึ่งหนึ่งและบางที .. อาจมีผู้อ่านอีกบางเสี้ยวส่วนเรื่องราวที่เป็นดังความหลังของผู้เขียนพาเราย้อนกลับไปยังความหลังของเราวัยเยาว์ การโยกย้าย พ่อและแม่ในทรงจำ ฯลฯความเชื่อมโยงเล็กน้อยค่อยสานต่อเรื่องราวจากอดีตเคลื่อนไปข้างหน้าจากวัยเด็ก .. ล่วงสู่วัยสาว .. สู่ร่วงโรย หลายคาบครานวนิยายถูกแทรกด้วยเรื่องราวเชิงสัญลักษณ์ซ้อนทับโลกจริงเข้ากับจินตนาการบรรเจิดคล้ายชีวประวัติที่ผู้เขียนอยากบันทึกไว้ทั้งหมดหากก็ยังอยากปกปิดบิดพลิ้วบางส่วน สำนวนโดยทั้งเรื่องสลับไปสลับมาไม่สม่ำเสมอภาษาตอนต้นประดิษฐ์เกินไปไม่เป็นธรรมชาติ ต่อเมื่อดำเนินมาถึงกลางเรื่องภาษาเหล่านั้นจึงได้ลดทอนความพิลาศพิไลลงซึ่งมันดูจริงกว่า สัมผัสได้มากกว่าในตอนแรกแต่ภาษาที่ว่านี้ ก็ไม่ได้คงที่แบบนั้นไปตลอดผู้เขียนสลับสำนวนไปมาระหว่างเล่าเรื่องซึ่งเราจับนัยยะสำคัญระหว่างความแตกต่างนี้ไม่ได้ ในแบบอย่างของการเล่าเราเกลียดช่วงเวลาของการทำแท้ง (ซึ่งไม่รู้ว่าเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า) ที่สุดผู้เขียนเชื่อมโยงการทำแท้งกับการทำลายล้างภาพจำฝังใจเมื่อวัยเด็กความทุกข์ ความขาดรัก ความโหยหา ความถือดี ฯลฯเหตุการณ์เลวร้ายในบ้านไร้แม่เป็นการเล่าเรื่องที่เราอยากรู้เรื่องหากเมื่อเล่าผนวกไปกับการทำแท้งเราทั้งอยากและไม่อยากอ่านไปพร้อมกัน ในช่วงท้ายของเรื่อง ผู้เขียนผูกตัวละครเอาไว้กับความตายระหว่างอ่าน เราทดลองสืบค้นทาง youtubeและพบว่าหลายชิ้นงานศิลปะที่ผู้เขียนเล่าถึงเป็นชิ้นงานที่ผู้เขียนสร้างขึ้นจริงซึ่งพอได้ดูแบบเป็นภาพเคลื่อนไหวมันสร้างความรู้สึกรุนแรงมากกว่าการอ่านเสียอีกมันปะปนไปกับความตกใจว่าหลายสิ่งไม่ได้เป็นเพียงจินตนาการ .. มันถูกสร้างขึ้นจริง ..จินตนาการจากการอ่านของเราไปไม่ถึงเอาเสียเลย เมื่ออ่านจนจบ เราพบว่าผุดเกิดมาลาร่ำ เป็นหนังสือที่ทำใจรักได้ยากมันมีหลายความรู้สึกปะปน สิ่งที่ชอบสำหรับหนังสือเล่มนี้คือมันทำให้เราหวนคิดถึงวัยเด็กของตนเองด้วยเช่นกันควบขนานไปกับเรื่องราวของผู้เขียนเราทุกคนต่างก็มีเรื่องราวของตนเองในตลอดห้วงช่วงชีวิต ..อาจมีบางเหตุการณ์สอดคล้องเชื่อมโยงชวนให้นึกถึงและนั้นเป็นส่วนที่ทำให้เราชอบมัน  

เรื่อง ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งผู้แต่ง ภาณุ ตรัยเวชสำนักพิมพ์ มติชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9789740214748 สาธารณรัฐไวมาร์ คือประเทศเยอรมันนี ในช่วงเวลาระหว่างหลังสงครามโลกครั้งที่ 1และก่อนที่ฮิตเลอร์จะกลายเป็นผู้นำประเทศเป็นช่วงระยะเวลาเพียง 14 ปี ที่เยอรมันเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีความสับสนอลหม่าน มีทั้งพรรคประชาธิปไตย พรรคคอมมิวนิสต์และผู้คนอันแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย กันออกไปไม่รู้จบ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เล่าถึงฮิตเลอร์เป็นหลัก(มีเพียงตอนต้นนิดหน่อย กับอีกครึ่งหลังของบทสุดท้าย)และไม่ได้เรียงตามไทม์ไลน์ไปตลอดทั้งเล่ม หนังสือถูกแบ่งเป็นส่วนๆ ด้วยผู้คนที่มีบทบาทต่างๆ ในสังคมมีความเชื่อ มีแนวทางทางการเมืองที่แตกต่างกันไปทั้งนักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ นักดนตรี นักกีฬา นักคิด นักเขียน แม้กระทั่งอาชญากร ฯลฯ ในฐานะของคนไม่มีพื้นฐานมาก่อนเราไม่สามารถเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ทั้งหมดเมื่ออ่านจบ เราตอบไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้ว ฮิตเลอร์ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำเยอรมันได้อย่างไรเราเห็นแต่ภาพเหตุการณ์เป็นเพียงส่วนๆ เป็นช่วงๆไม่สามารถเล่าเรื่องซ้ำตั้งแต่ต้นจนจบได้เลยในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไม่ได้เป็นหนังสืออ่านง่าย อ่านสนุก สำหรับมือใหม่เราจะต้องมีพื้นฐานมาบ้าง, อ่านไปจดช็อตโน้ตไปหรืออาจจะต้องอ่านมันซ้ำใหม่อีกรอบเท่านั้น ในตอนต้น ผู้เขียนปูพื้นฐานให้กับคนอ่านด้วยเรื่องราวแต่หนหลัง ก่อนที่เยอรมันจะกลายเป็นสาธารณรัฐไวมาร์แนะนำผู้คนชื่อแปลกๆ ประหลาดๆ เป็นภาษาเยอรมันเต็มไปหมด หลังจากปูพื้นด้วยเรื่องเล่าที่วุ่นวาย ยุ่งเหยิง (ต่อการเข้าใจ)ผู้เขียนก็ค่อยๆ หยิบยกสังคมแต่ละมุม ภายใน 14 ปีของไวมาร์ขึ้นมาแสดงให้เราได้เห็น ว่าในขณะนั้น ใครกำลังทำอะไรอยู่บุคคลจากวงการต่างๆ ถูกนำมาเป็นผู้เล่าเรื่องเป็นรายคนเริ่มต้นจากตัวฮิตเลอร์เอง, ออตโต ฟอน บิสมาร์ค, ฟรีดริคช์ Read More →

เรื่อง ราชมรรคาผู้แต่ง อ็องเดร มาลโรซ์ผู้แปล วัลยา วิวัฒน์ศรสำนักพิมพ์ มติชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9789740212355 เราได้ยินที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้มาก่อนแล้วจากหนังสือเล่มที่อ่านไปก่อนหน้ามันไม่นานตามกลิ่นนางอัปสรา ตามหานครวัด นครธมที่มากกว่าเรื่องราวของหนังสือ คือประวัติส่วนตัวของผู้เขียนที่เคยลักลอบตัดภาพสลักศิลาจากปราสาทบันทายศรีเพื่อจะนำไปขาย แต่ถูกจับได้เสียก่อนแม้ว่าภายในเล่ม จะมีประวัติของเขาต่อจากช่วงนั้นอย่างละเอียดแต่เราก็ติดภาพลบให้ตัวเขาไปก่อนแล้วเราจึงขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่าเราอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยอคติส่วนตัวและรีวิวมันอย่างไม่เป็นกลางเท่าที่ควรค่ะ ราชมรรคา (อ่านว่า ราด – ชะ – มัน – คา) เป็นนิยายที่ถูกเขียนขึ้นจากประสบการณ์ในการลักลอบนำภาพสลักออกจากกัมพูชาของผู้เขียนผนวกกับจากหนังสือชีวิประวัติของนักสำรวจชาวฝรั่งเศสคนอื่นๆผสมกับจินตนาการของผู้เขียนเองมีตัวละครหลักเพียงสองตัว คือโกล๊ด วานเนค กับเพร์เค่นซึ่งได้รู้จักกันบนเรือเดินสมุทร และตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายออกล่าโบราณวัตถุไปตามเส้นทางสาย ราชมรรคา นี้ด้วยกัน โดย ราชมรรคา นั้นหมายถึง เส้นทางโบราณเริ่มต้นจากปราสาทนครวัด กัมพูชาเดินทางผ่านเทือกเขาพนมดงรัก ไปยังเมืองโบราณที่ชื่อพิมายปุระซึ่งก็คืออำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ของเรานั่นเอง ในช่วงต้น ผู้เขียนเน้นไปที่ความยากลำบากในการติดต่อหน่วยงานต่างๆ ของฝรั่งเศสซึ่งตั้งอยู่ในกัมพูชาเพื่อขอเดินทางเข้าไปในป่าพงอันอุดมไปด้วยปราสาทที่ยังไม่ถูกสำรวจ ระหว่างการเล่าเรื่อง ไม่ปรากฏคำบรรยายปราสาทอันสวยงามไม่ได้บ่งบอกที่ตั้งปราสาทไปมากกว่าการบ่นถึงพื้นดินอันเฉอะแฉะหนทางเป็นป่ารกชัฏ และเต็มไปด้วยแมลง หอยทาก และสัตว์เล็กสัตว์น้อยตัวละครตั้งหน้าตั้งตาค้นหาภาพสลักอันสมบูรณ์และมีขนาดพอเหมาะที่จะขุดตัดเจาะ และขนย้ายออกมาได้(ด้วยคนงานพื้นเมืองที่จ้างมา)พวกเขาเดินทางจากปราสาทหนึ่งไปยังอีกปราสาทหนึ่งโดยไม่ได้ตระหนักถึงคุณค่าใดไปมากกว่ามูลค่าของสิ่งที่กำลังค้นหา เรื่องราวที่เล่าในหนังสือเป็นมุมมองจากชาวตะวันตกที่มองกลับมายังคนเอเชียช่วยไม่ได้ที่เราเอาใจช่วยตัวประกอบเล็กๆ น้อยๆ อย่างชาวบ้านหรือคนท้องถิ่นที่โผล่มาตลอดทั้งเรื่องมากกว่าเราไม่เคยทุกข์กับความยากลำบากใดของตัวละครหลักเลย เราอิสระที่จะฝันหากบ่อยครั้ง ความฝันนั้นก็พันธนาการเราเสียเองโกล๊ดผูกติดตนเองอยู่กับความฝัน ..ที่จะนำภาพจำหลักงามๆ สักภาพ ออกจากปราสาทขอมเพื่อเงินที่ไม่ได้จำเป็นต่อชีวิตของเขาเลย?หากมันจำเป็นมากต่อความใฝ่ฝันของเขา จุดเด่นของเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่บทสนทนาในเรื่องต่างๆ ของตัวละครอย่างเช่นเรื่องความจำเป็นของเงินตราเรื่องการใช้ชีวิต เรื่องคุณค่าของชีวิตเรื่องของความตาย การฆ่าตัวตาย Read More →

เรื่อง บุกภูเขา เบิกทะเลผู้แต่ง ประพันธ์ ผลเสวกสำนักพิมพ์ มติชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9789743239830 บุกภูเขา เบิกทะเล เล่าถึงประสบการณ์การเดินทางไปยังแผ่นดินอันยังไม่เป็นที่รู้จักในยุคตั้งต้นของการถือกำเนิดขึ้นของนิตยสารเพื่อนเดินทาง เมื่อราวปี พ.ศ. 2523 ในเล่มนี้ มีทั้งประสบการณ์การเดินป่า ทั้งผู้คนที่ได้พบ .. เป็นชนเผ่าก็มากโดยผู้เขียนได้ร่วมอยู่ร่วมเป็น และได้เข้าถึงจิตใจของพวกเขาทั้งยังถ่ายทอดความจริงใจ ความมุ่งมั่น รวมไปถึงความบริสุทธิ์เหล่านั้นให้แก่คนเมืองได้อ่าน ได้รับรู้ และได้เข้าใจ .. บ้างสักเศษเสี้ยวก็ยังดี ชนเผ่าที่ว่านั้นได้แก่ ชาวมาบรี (ผีตองเหลือง) ที่ป่าขุนสถาน จังหวัดแพร่และชาวเขาในอีกหลายพื้นที่บนดอยทางเหนือของไทย เฉียดๆ ไปไกลถึงชายแดนพาเราไปรู้จักกับชาวเขาเผ่าต่างๆ เช่นกะเหรี่ยง, ม้ง, เย้า, อะข่า (อีก้อ), ลีซอ, มูเซอ (ลาหู)ได้พาเราไปร่วมพิธีแต่งงานของหนุ่มสาวชาวเย้า ฯลฯได้ไปล่องเรือเที่ยวทะเลระนอง, ภูเก็ต, สะมิลัน (สิมิลัน) ฯลฯได้เที่ยวเกาะช้าง เกาะพยาม เกาะเต่า ฯลฯทั้งยังสอดแทรกเรื่องราว ว่าด้วยคอคอดกระ ฯลฯ ผู้เขียนเป็นผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวในหลายๆ สถานที่ที่ฮิตติดลมบนไปแล้วตอนนี้เล่าเรื่องสนุกดี มีทั้งสาระและอารมณ์ขันปะปนกันไปอ่านแล้ว จากคนที่ชอบหมกตัวอยู่กับบ้านอยากจะพาตัวเองไปหมกอยู่กลางป่ากลางเขาหรือกลางท้องทะเลดูสักหลายๆ วันกับเขาบ้าง บุกภูเขา เบิกทะเล ดีงามกว่าที่เราคิดเอาไว้มากเป็นหนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกดี Read More →

เรื่อง ลำเนาป่าผู้แต่ง ศิเรมอร อุณหธูปสำนักพิมพ์ มติชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9743236171 นะจังงังไปกับสำนวนเมื่อแรกอ่านสำนวนแปลกดี อ่านสะดุดนิดหน่อยเพราะไม่คุ้นอย่างเช่น “ซ้ำแล้วซ้ำรา”“เขาก้มหน้าเดินย่ำฝ่าฟุ้งฝนพรำบนทางเท้า” ฯลฯซึ่งมาโดยตลอดทั้งเล่ม แปลกแตกต่างกันไปใจนึงก็รู้สึกสะดุด เหมือนจะชอบใจในความแปลกแต่อีกใจก็รู้สึกตะหงิดๆ ที่อ่านไม่ลื่นไหลมันชะงัก ติดๆ ดับๆ ไม่ต่อเนื่องแต่ก็เป็นเพียงในช่วงต้นของเรื่องเท่านั้นนะไม่รู้ว่าเราเริ่มชิน หรือพอช่วงหลังๆ สำนวนเริ่มกลมกลืนเป็นปกติคือยังมีอยู่ แต่ลดน้อยลง และเราว่าเราชอบสำนวนช่วงหลังๆ มากกว่านะคือยังเป็นสำนวนแปลกๆ อยู่ แต่สละสลวยขึ้น ไพเราะขึ้น ลำเนาป่า เป็นนิยายที่มีค่านิยมรักป่าไม้ ต้นไม้ สายลม แสงแดดรักอิสระ ไร้การผูกมัด แม้แต่การจดทะเบียนสมรสก็เป็นความผิดร้ายแรงในสายตาของลำเนา (นางเอก)อุดมคติสุดโต่ง แต่เรามองว่าอีโก้ก็เยอะจัดตามอุดมคติอันสูงส่งไปด้วยผู้เขียนเปิดภาพนางเอกมาให้เราอย่างนั้น .. คือเป็นคนแนวๆ ไม่ใช่คนที่น่ารักไม่ใช่คนอ่านทุกคนจะรักนาง จะบอกว่าคนอื่นเอาค่านิยม เอาประเพณีมาตัดสินลำเนาลำเนาเองก็เอาความเชื่อของเธอตัดสินคนอื่นด้วยเช่นกันและเพราะมันเป็นเรื่องแต่ง และอาจจะเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้ตัวละครผู้เขียนเลยมอบบทบาทให้ชมพู พี่สาวที่ห่วงใยน้องชายคนหนึ่งกลายเป็นนางร้ายในละครน้ำเน่าไปเลยเจตนาอาจเป็นไปเพื่อเตือนคนดูละคร ว่าควรแยกแยะไม่ควรเก็บมาใช้ในชีวิตจริงแต่มันก็เป็นส่วนที่ทำให้เรื่องไม่สมจริง ไม่น่าเชื่อถือหรือคล้อยตาม ตั้งแต่เปิดเรื่องเรามองไม่เห็นความโรแมนติกเปี่ยมอุดมการณ์ของเรื่องนี้มองเห็นเพียงชายที่เฝ้าทวงรักและขอแต่งงานต่อหญิงสาวที่กำลังเบื่อรัก และยืนยันปฏิเสธอยู่ซ้ำซากด้วยเหตุผลต่างๆ นานาที่เต็มไปด้วยเหตุผลด้วยอุดมการณ์ต่างๆ นานาที่แปลว่าไม่รัก ไม่แต่ง(เป็นความรู้สึกตอนเริ่มอ่านนะ ส่วนที่ตัดมามันทำให้รู้สึกอย่างนั้นแม้เมื่ออ่านเต็มๆ จะทำให้เข้าใจลำเนาได้ดีขึ้น แต่มันฝังใจกับนางไปแล้ว) แต่ทั้งหมดทั้งปวง เราชอบตอนจบนะถ้าเรื่องดำเนินมาถึงขนาดนี้ จบแบบนี้น่ะดีแล้ว เป็นหนังสือที่ ถ้าคนชอบก็คงจะชอบมาก ชอบไปเลยในความเฉพาะตัวอันมากมายของมันแต่ถ้าคนไม่ชอบ ก็คงมีข้อให้ไม่ชอบได้ไม่น้อยเหมือนกัน  

เรื่อง เย็นลมป่าผู้แต่ง ชวน หลีกภัยสำนักพิมพ์ มติชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9743221255 ป่า ใน เย็นลมป่า ไม่ใช่ป่า!!ป่าในที่นี้ไม่ใช่ป่าเขาลำเนาไพรอันเขียวขจีแต่เป็นป่าในความหมายของที่พึ่งสุดท้ายแห่งการหลบหนีภัยใดๆ –อันเกิดแต่เหตุการณ์ 6 ตุลาฯที่เกิดแก่ประชาชน คนหนุ่มสาว และชาวบ้านในพื้นที่ล่อแหลมป่าในที่นี้ เป็นพื้นที่ซ่อนตัวของเหล่า ทปท. (กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย)เป็นที่ที่ก่อให้เกิดหลายสิ่งหลายอย่าง .. ที่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้ หนังสือของคุณชวนก็เหมือนกับตัวของคุณชวน คือสุขุม คมคาย ลึกซึ้งเล่าเรื่องกระชับ ไม่เยิ่นเย้อ ไม่ฟูมฟายและเราก็เพิ่งรู้ว่า คุณชวนก็ช่างประชดประชันไม่ใช่น้อยเหมือนกัน เย็นลมป่า เล่าถึงผลกระทบหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯที่มีต่อชาวบ้านในชนบททั้งในส่วนรวม ..และในระดับปัจเจกชน ต่างกรรมต่างวาระ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเหตุการณ์ที่คุณชวนเห็นด้วยตา สัมผัสรับรู้ด้วยตนเองในส่วนแรกเริ่ม เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากความระวังระแวงกันเองความไม่มั่นคงมั่นใจในสถานการณ์ในชีวิตประจำวันความธรรมดากลายเป็นไม่ธรรมดาอะไรๆ ก็กลายเป็นต้นเหตุแห่งความระแวงได้ทั้งนั้น คุณชวนในขณะนั้นเพิ่งพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชคุณชวนถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และถูกตามล่า และนี่คือบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น วันที่คุณชวนถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์พรรคประชาธิปปัตย์ถูกกดดันให้ถอดชื่อคุณชวนออกจากพรรคถอดออกจากการเป็นรัฐมนตรีวันที่ใครๆ หนีเข้าป่า แต่คุณชวนยืนยันมั่นคงที่จะปักหลักสู้ ..ตามวิถีทางที่เขาเชื่อ .. ด้วยความจริง และความจริงใจเมื่อวันเวลาผ่านไป เมื่อทุกอย่างคลี่คลายในนามแห่งความถูกต้อง ในฐานะแห่งนิติศาสตร์บัณฑิตคุณชวนได้ค้นหาหลักฐานมายืนยันการถูกใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นานานักหนังสือพิมพ์หลายคนยอมรับว่าได้รับเงินมาเพื่อนั่งเทียนเขียนข่าวเท็จผู้มีอำนาจด้วยกันยอมรับว่าเข้าใจผิด ฯลฯ เย็นลมป่า ส่วนแรก ถูกเขียนและตีพิมพ์ในช่วงปี พ.ศ. 2521ในระยะเวลาที่เหตุการณ์ครั้งวันที่ Read More →

เรื่อง ปีศาจผู้แต่ง เสนีย์ เสาวพงศ์สำนักพิมพ์ มติชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9789740213925 ปีศาจ เป็นนิยายที่เกิดขึ้นในยุคของการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เปลี่ยนแปลงการปกครองแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทางความรู้สึกนึกคิดของคนรุ่นใหม่ที่ค่อยๆ แตกต่างไปจากคนยุคเก่าการนับถือยศถาบรรดาศักดิ์ ค่อยๆ จางหายและสร้างค่านิยมใหม่แห่งการนับถือความดีคนรุ่นใหม่เริ่มคิดและทำเพื่อสังคมกันมากขึ้นเริ่มมองเห็นความเท่าเทียมกันระหว่างผู้คนในสังคมมากขึ้น หากแต่ก็อย่างที่ผู้เขียนบอกการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอๆ .. และเกิดขึ้นตลอดไปเมื่อเราผ่านยุคนั้นมา ปัจจุบัน เรายังเห็นผู้คนกลับไปนับถือเงินทองยศตำแหน่ง ความร่ำรวย ความสะดวกสบาย ฯลฯ กันเช่นวันวานอีกออกจะหนักหนากว่าวันวานด้วยซ้ำ .. จนไม่สามารถแยกแยะความผิดถูกได้แล้วเราได้แต่หวังว่า ความเปลี่ยนแปลงที่ว่า จะทำหน้าที่ของมันต่อไปและทำให้โลกดีๆ คนดีๆ ให้ย้อนกลับคืนมาอีกครั้ง ปีศาจ เป็นนิยายสมัยก่อนที่ไม่ต้องมีพล็อตซับซ้อนอ่านยากแต่มีวิธีเล่าที่ใช้ภาษาสละสลวย บรรยายละเอียดลออบรรยายความรู้สึกนึกคิดของตัวละครลึกซึ้งและในความที่เหมือนไม่มีอะไรนี่เองที่ซ่อนสาส์นบางอย่างที่ต้องการสื่อถึงผู้อ่านเอาไว้ .. อย่างแยบยล ไม่ทื่อตรง บางที ปีศาจ ที่ผู้เขียนเอ่ยถึง อาจไม่ได้หมายถึงตัวละครตัวใดตัวหนึ่งหากหมายถึงความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยหยุดนิ่งนี้?มันนำพาความร้ายกาจมาสู่ผู้คน ในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งเสมอมันทำให้ชาวบ้านกลายเป็นขโมย?มันทำให้บุคคลดีๆ คนหนึ่ง กระทำการอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ?มันทำให้เกิดความล่มสลายทางความมั่นคงของคุณพ่อของรัชนีมันทำให้เกิดการเปลี่ยนไปสู่ความเท่าเทียมทางสังคมในยุคหนึ่งและมันทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ในยุคต่อๆ มาด้วย ไม่ว่าจะเป็น ฟ้าบ่กั้น หรือ ปีศาจ เนื้อความก็เป็นอย่างเดียวกันคือพูดถึงความยากลำบากของชาวไร่ชาวนาในชนบทการที่ต้องกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อซื้อข้าวปลาอาหารทั้งที่เขาก็ทำหน้าที่เพาะปลูกสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาชาวนาที่มักเป็นรองพ่อค้า นายหน้า และนายทุนเป็นปัญหาจากอดีตที่เรื้อรังมาจนปัจจุบัน ทุกประโยคสนทนาระหว่างตัวละครที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ดูเหมือนจะผ่านกระบวนการคิดจากผู้เขียนเป็นอย่างดีเพื่อที่จะปลูกฝังความรักชาติ ความซื่อตรงต่ออาชีพความเสียสละผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้เพื่อความถูกต้องเพื่อหลุดพ้นจากกรอบเก่าๆ แต่โดยความเห็นส่วนตัว เราไม่อินกับค่านิยมจาก ปีศาจ แล้วนะมันอุดมคติมากกกกก มากจนคนยุคนี้ยากจะจินตนาการถึงอ่าน ฟ้าบ่กั้น Read More →

เรื่อง สามฤดูเป็นหนึ่งใจผู้แต่ง อุรุดา โควินท์สำนักพิมพ์ มติชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9789740216711 อ่าน สามฤดูเป็นหนึ่งใจ แล้วคิดถึงเมนูผัดพริกขิง (ที่ไม่ใส่ขิง)(มารู้ตอนอ่านนี่เอง ว่าจริงๆ แล้วตำขิงลงไปในเครื่องแกงด้วย)พูดถึงเมนูนี้ทีไร แฟนนึงว่าเป็นผัดขิงทุกทีไป >,<ผัดพริกขิง เป็นเมนูที่พบได้ตามโรงอาหารโรงเรียนทุกโรงเรียนเราย้ายโรงเรียนบ่อย แต่ชีวิตไม่เคยขาดผัดพริกขิงมีเห็นจนเกร่อ และเมื่อมันธรรมดาจึงไม่ค่อยกินมารู้สึกตัวอีกที ผัดพริกขิงก็ค่อยๆ หายไปจากชีวิตเดี๋ยวนี้ แวะร้านข้าวแกงทีไรมักพบแต่ผัดพริกแกงใส่ถั่วฝักยาวกับหมูสามชั้นอ่านเรื่องของคุณพูแล้วติดถึงชะมัด อยากกินติดหมัดขึ้นมาเลยทำไงดี ทำไงดี >,< ภาษาของอุรุดามองโลกอย่างคนที่เห็นโลกแท้จริงแต่ก็มีลูกเล่นประชดประชันสะบัดสะบิ้งแต่พองามด้วยจริตสาวสละสลวยอย่างนักประพันธ์เอาแต่ใจนิด เข้าใจโลกหน่อย ขัดแย้งอย่างสมดุล กำลังน่ารักน่าหยิก และใช่ค่ะ นอกจากเรื่องของมิตรภาพ ความรัก ความรู้สึก ..หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอาหารด้วยเป็นอาหารที่สามารถทำร้ายเราได้ในยามดึกอ่านแล้วหิวทุกเมนู ทุกฤดูกาล.. ที่สำคัญ ..เมนูเหล่านี้ ถ้าไม่ทำเอง (ตามสูตรที่เธอให้)ก็ไม่รู้จะไปหากินได้ที่ไหนสิน่า!! อุรุดาเป็นหญิงสาวผู้ช่ำชองและเชี่ยวชาญในด้านการจัดการกับความเจ็บปวดไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือเพื่อนสนิทเห็นได้จากหนังสือหลายๆ เล่ม (ซึ่งซ่อนตัวตนของเธอเอาไว้แต่มันชัดเจนมาก)ผู้เขียนใช้ภาษาบรรยายฉาก สถานการณ์ และบทสนทนาแต่กลับทำให้เราได้รับความรู้สึกของตัวละครพุ่งตรงเข้าสู่กลางใจโดยที่ผู้เขียนไม่ต้องบอกเราสักคำ สามฤดูเป็นหนึ่งใจ เป็นหนึ่งสือที่อ่านได้สบายๆ เหมาะสำหรับทุกฤดูกาลจะเปิดอ่านเพียงหนึ่งบท .. อ่านเพื่อหาเมนูอาหารสักมื้อหรือแม้แต่อ่านเอาเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ .. ก็ล้วนให้ความรื่นรมย์แก่ผู้อ่านทั้งนั้นเพราะฉะนั้น .. โปรดอ่านด้วยความสุขค่ะ 🙂

เรื่อง อรุณตวัดการเมืองเรื่อง / ภาพ อรุณ วัชระสวัสดิ์สำนักพิมพ์ มติชนเลขมาตรฐานหนังสือ 9789740210122 อรุณตวัดการเมือง ถูกตีพิมพ์สี่สี และเข้าเล่มอย่างดีด้วยกระดาษหนา คุณภาพดี ราวกัยจะใช้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ซึ่งก็นับว่าทำได้ดีในรูปแบบของการ์ตูนคือไม่ครบถ้วนนัก แต่ได้กลิ่นอาย อารมณ์ และบรรยากาศในขณะนั้น อรุณตวัดการเมือง เป็นการรวมเล่มภาพการ์ตูนที่เคยลงในหนังสือพิมพ์มติชน ทั้งแบบรายวันและรายสัปดาห์ในช่วงปี พ.ศ. 2553 – 2555โดยในแต่ละปี ผู้เขียนได้สรุปเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปีนั้นแล้วจึงตามด้วยภาพการ์ตูนล้อเหตุการณ์เหล่านั้นทำให้เราเข้าใจมุกได้ง่ายขึ้นเป๋นการจดบันทึกหมายเหตุประจำปีในรูปแบบที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย ปี พ.ศ. 2553เป็นปีที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นปีที่ศาลฎีกาพิพากษายึดทรัพย์ ทักษิณ ชินวัตรเป็นปีที่มีชาวเสื้อแดงชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศและเคลื่อนขบวนไปที่แยกราชประสงค์มีการสลายม็อบอย่างรุนแรง โดย ศอฉ.(ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน) มีผู้เสียชีวิตมีการปะทะกันของกลุ่มคนเสื้อแดงและกลุ่มเสื้อหลากสีกลุ่มคนเสื้อแดงบุกเข้าโรงพยาบาลจุฬาฯมีการลอบยิงจากบุคคลไม่ทราบฝ่ายเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุม และมีผู้เสียชีวิตมีเหตุการณ์เผาห้างสรพพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์มีผู้ถูกยิงในวัดปทุมวนารามมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอภิสิทธิ์มีคดียุบพรรคประชาธิปัตย์มีการจัดซื้อเครื่องตรวจระเบิดจอมปลอม GT2000และเป็นปีที่มีเหตุการณ์น้ำท่วมทิ้งทวนปีแห่งความสูญเสียในช่วงปลายปีเรื่องราวทั้งหมดถูกสรุปเอาไว้สั้นๆ แต่ครบถ้วนทวนความทรงจำอันเลวร้ายและมีภาพการ์ตูนล้อเหตุการณ์เด่นๆ ในปีนั้น ปี พ.ศ. 2554เหตุการณ์สำคัญในปีนี้คือความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชาวิกฤตน้ำมันปาล์ม และน้ำมันถั่วเหลืองขึ้นราคาทำให้เกิดการกักตุนน้ำมัน จนน้ำมันเหล่านั้นขาดตลาดรัฐบาลอภิสิทธิ์ประกาศยุบสภา และมีการเลือกตั้งใหม่ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนตื่นตัวออกมาใช้สิทธิ์มากที่สุดนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งซึ่งไม่ว่าจะเป็นปี พ.ศ. 2553 พ.ศ. 2554 หรือแม้แต่ปี พ.ศ. 2562 นี้รัฐบาลก็ไม่เคยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ทันท่วงทีภาพการ์ตูนเหตุการณ์ในวันนั้น ยังคงร่วมสมัยแม้นำมาใช้ในวันนี้การเยียวยาหลังน้ำท่วมก็เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการคอรัปชั่นข้อดีข้อเดียวของเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้คือการที่คนไทยหันมาช่วยเหลือกันอีกครั้ง Read More →