เรื่อง แด่หนุ่มสาวผู้เขียน กฤษณมูรติผู้แปล พจนา จันทรสันติสำนักพิมพ์ มูลนิธิโกมลคีมทองเลขมาตรฐานหนังสือ 9789749461679 ทัศนคติเราน่าจะไม่ค่อยตรงกับคุณพจนาสักเท่าไรติดใจตั้งแต่คำนำ รู้สึกเหมือนถูกตัดสิน และให้คำจำกัดความทำไมแค่การเป็นคนคนยุคเก่าทำให้เราต้องกลายเป็นคนที่น่ารังเกียจ สังคมต่อต้านอ่านไปอ่านมา ชักรู้สึกเหมือนถูกกบฎประนามว่าเราประนามกบฎหรือหนังสือเล่มนี้ต้องการพูดกับคนหนุ่มสาวจึงต้องดึงคนยุคเก่าขึ้นมาเป็นตัวร้าย? แค่เป็นคนรุ่นเก่าก็ผิดแล้วงั้นหรือทำไมต้องเหมารวมว่าคนรุ่นเก่าใช้ระบบเก่า และมีแนวความคิดแบบเก่าไปเสียหมดมีแต่คนรุ่นใหม่เท่านั้นหรือ ที่มีพลังในการเปลี่ยนประเทศแค่เริ่มอ่าน ก็ถูกกีดกันออกจากกลุ่มเสียแล้ว ส่วนเนื้อความภายในเล่มหนังสือเล่มนี้ไม่ค่อยตรงจริตเราเท่าไรแต่ก็อธิบายยากเหมือนกันมันเป็นหนังสือที่ฉีกออกไปจากกรอบของเราถ้าคลิกก็ชอบเลย เปิดรับเลยแต่ถ้าไม่คลิกอย่างเรา ..มันก็จะก้ำๆ กึ่งๆ อธิบายไม่ถูกอยู่แบบนี้ แด่หนุ่มสาว เป็นหนังสือที่ตั้งค่า mindset ให้คนหนุ่มสาวออกจะอุดมคติหน่อยๆ เป็นค่านิยมยอดนิยมในยุคสมัยหนึ่งหนังสือบอกให้เราเลิกกลัว ต้องออกจากกรอบและกฎเกณฑ์ต้องมีความรักต่อสิ่งที่เราเป็นด้วยใจจริงและทำสิ่งนั้นอย่างไม่หวังผล ไม่ครอบครองเป็นเจ้าของ แต่เรากลับรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่เราเป็นจริงๆแต่กลับบอกให้เราเป็นอีกอย่าง หนังสือตั้งคำถามต่อระบบการศึกษาว่าเราเรียนไปเพื่อรู้หรือเรียนเพื่อนำความรู้ไปทำงานหาเลี้ยงชีพคนเราเกิดมาเพื่ออะไรเพื่อทำงาน หาเงิน ใช้ชีวิต และตายไป อย่างนั้นหรือหรือเกิดมาเพื่อแสวงหาคำตอบของชีวิต? สำหรับเรา การศึกษาไม่ได้ผิดอาจผิดที่ผู้สอนและผู้เรียนรู้ ผิดที่เจตนาและเป้าหมายถ้าคนเรียนท่องจำไปสอบ หรือถ้าคนสอนไม่สอนวิธีคิด แต่สอนวิธีทำถ้าคนเรียนอยากเรียนสูงเพื่อเหนือกว่าคนอื่น ฯลฯ ความรู้ทำให้เราพ้นความโง่เขลา พ้นอวิชางมงายหากเราไม่รู้เรียน รู้คิด รู้ศึกษาแล้วเริ่มต้นด้วยการนั่งนึกเอาเองถึงความหมายของชีวิต ..คำตอบที่ได้จะเป็นอวิชาได้หรือไม่?ทุกคนสามารถหาคำตอบของชีวิตได้ด้วยวิธีเช่นนี้หรือ?แล้วยังไงต่อ? ตอนที่เราอ่านเล่มนี้มันให้ความรู้สึกเหมือนพบใครสักคนที่ตั้งตนเหนือกว่าอุปโลกน์ตนเองเป็นผู้รู้ แล้วชี้นิ้วว่ากล่าวว่าสิ่งที่เราคิด เราเป็น นั้นผิดเธอต้องขบถสิ ต้องต่อต้านการศึกษาสิ ต้องค้นหาความหมายของชีวิตสิ ฯลฯ บางที เราอาจไม่ได้มีปัญหากับเนื้อหาของเขาแต่มีปัญหากับวิธีเล่าของเขาที่เหมารวมเกินไป ด่วนสรุปเกินไป ชี้ชวน และครอบงำเกินไปมันมีประโยคที่คลุมเครือ อย่างเช่น “พวกผู้ใหญ่ส่วนมากคิดว่าระเบียบกฎเกณฑ์บางอย่างเป็นสิ่งจำเป็นเธอรู้หรือไม่ว่าระเบียบกฎเกณฑ์เหล่านี้คืออะไรมันคือวิธีการที่จะทำให้เธอต้องฝืนใจทำบางสิ่งบางอย่างที่เธอไม่อยากกระทำที่ใดมีระเบียบกฎเกณฑ์ Read More →

เรื่อง ขลุ่ยไม้ไผ่ผู้แต่ง พจนา จันทรสันติสำนักพิมพ์ openbooksเลขมาตรฐานหนังสือ 9786167982076 เปลี่ยนโหมดปุบปับ ก็เลยต้องจูนกันหน่อยค่ะประมาณต้นเดือนหน้า เรากำลังจะมีกิจกรรมเกิดอยากจะอ่าน สิทธารถะ กับ book club วันศุกร์ตอนนี้ก็เลยพยายามเลือกหนังสือที่ปรับโหมดเข้าหาสิทธารถะทีละน้อยขลุ่ยไม้ไผ่ จึงถูกหยิบมาอ่านด้วยเหตุผลนี้ 🙂 ขลุ่ยไม้ไผ่ เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องไฮกุของญี่ปุ่นในช่วงต้น ผู้เขียนยกผลงานชื่อดัง จากกวีญี่ปุ่นหลากหลายบทมาเล่างานหลักๆ ที่ถูกยกตัวอย่างมากหน่อย คืองานของท่านบาโช (มัตสึโอะ บาโช) ในส่วนต่อของเล่ม จึงเป็นงานไฮกุของผู้เขียนเองโดยที่ระหว่างบทของไฮกุ จะมีบทบรรยายเหตุการณ์หรือสถานการณ์อันเป็นที่มาของไฮกุแต่ละบท อดแปลกใจตัวเองไม่ได้ว่าทำไมเราจึงรู้สึกเฉยๆ กับเล่มนี้นั่งหาเหตุผลมาได้ว่ามันน่าจะเป็นเพราะคำอธิบายคั่นในแต่ละบทนี่แหละ เข้าใจว่าหนังสือเล่มนี้ถูกเขียนเอาไว้เมื่อนานมาแล้วมันเกิดขึ้นในยุคที่คนไทยยังไม่คุ้นเคยต่อไฮกุผู้เขียนจึงต้องใส่คำอธิบายเพื่อให้ผู้อ่านมือใหม่ได้เข้าใจรสสัมผัสของกวีแต่การแทรกคำอธิบายไปตลอดทั้งเล่มเช่นนี้ ก็ลดทอนความงดงามตามธรรมชาติของบทกวีเช่นกัน เราทุกคนอ่านบทกวี แล้วตีความต่างกันเฉกเช่นเดียวกันกับการมองดอกไม้ดอกหนึ่ง แล้วรู้สึกต่างกันซึ่งพอมีการตีความของผู้เขียนมาเป็นแนวทางและบางบทเราตีความออกมาไม่เหมือนกันทำให้รู้สึกอึดอัดเหมือนถูกขังอยู่ในกรอบ อ่านไม่สนุก ไฮกุได้สร้างภาพของเราขึ้นมาแล้วเรื่องเล่าของผู้เขียนได้สร้างภาพทับภาพนั้นทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในใจเราหรือบางที หนังสือเล่มนี้อาจจะต้องเรียงลำดับเสียใหม่นำเรื่องเล่าขึ้นต้นนำมาก่อน แล้วปิดท้ายด้วยกวีไฮกุ? ด้วยวิธีเล่าแบบนี้ ทำให้ความชอบบทกวีของเรา กลายเป็นไม่ได้อยู่ที่บทกวีหากไปอยู่ที่เรื่องเล่าประกอบแทนเราชอบบทปลาช่อน ที่เรื่องเล่าไม่มากไป ไม่น้อยไปมันช่วยเสริมให้บทกวีดูน่ารักขึ้น 🙂 การเปลี่ยนจากคำอธิบายเป็นการบอกเล่าชั่วขณะที่บทกวีนั้นถือกำเนิดขึ้นมา ดีกว่ามากเพราะเราจะเข้าใจสถานการณ์แล้วเราาก็ตีจะความจากเรื่องราวนั้นผนวกกับใส่ประสบการณ์ส่วนตัวของเราลงไปร่วมด้วยทำความเข้าใจบทกวีผ่านมุมมองของเรา และก็มีบางบทที่เราไม่ชอบ อย่างเช่น บทที่เล่าถึงฤดูหนาว ตื่นขึ้นมาในเช้าวันนี้ฉันรู้สึกได้ว่าฤดูหนาวได้มาถึงแล้ว มันดูเป็นประโยคที่ถูกตัดทอนแยกบรรทัด มากกว่าเป็นไฮกุเราว่าไฮกุน่าจะให้อารมณ์ได้มากกว่านี้น่าจะพูดถึงธรรมชาติ ที่เราอ่านแล้วรู้สึกถึงลมหนาวไม่ใช่พูดถึงลมหนาว แต่เราไม่รู้สึก ถึงแม้จะได้ไม่ได้ชอบหนังสือเล่มนี้มากมายแต่เราชอบ .. ที่มันทำให้เรากลับมานึกถึงบทกวี .. Read More →