เรื่อง ถกเขมรผู้แต่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชสำนักพิมพ์ ดอกหญ้า 2000เลขมาตรฐานหนังสือ 9746901052 ถกเขมร เป็นบันทึกการหนีเที่ยวของคุณชายคึกฤทธิ์เมื่อครั้งทำหนังสือพิมพ์สยามรัฐพร้อมด้วยคณะอีก 3 ท่าน อันได้แก่คุณอบ ไชยวสุ (ฮิวเมอริสต์), คุณประยูร จรรยาวงศ์ (ประยูร จรรยาวงษ์), และคุณประหยัด ศ. นาคะนาทได้ชวนกันหนีความจำเจที่กำลังเบื่อกันได้ที่ ไปเปลี่ยนบรรยากาศกันที่เขมรแต่ก็ยังอุตส่าห์เก็บเกร็ดอันน่าสนใจเอามาเล่าสู่เราฟัง .. จนกลายเป็นหนังสือเล่มนี้ ถกเขมร เป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ของกัมพูชา (ขอม / เขมร) เล่มแรกๆที่แม้ข้อมูลยังไม่เสถียรแต่ก็เป็นรากฐาน และแรงบันดาลใจให้กับผู้เล่าเรื่องกัมพูชาเล่มอื่นๆ ต่อมาหลายเล่มที่เราอ่านจบไปก่อนหน้านี้ล้วนแต่พูดถึง ถกเขมร ของผู้เขียน มากบ้าง น้อยบ้าง ถกเขมร เป็นการเล่าเรื่องเขมรที่ปนอารมณ์ขันบางช่วงก็สนุกดี บางช่วงก็จะน้ำเยอะหน่อยโดยเฉพาะช่วงแรกๆ ก่อนออกเดินทางแต่ก็นับว่าได้รับบรรยากาศก่อนการเดินทาง (ด้วยเครื่องบิน) ในยุคสมัยก่อน (คือก่อน พ.ศ. 2500) ในเล่มนี้ .. นอกเหนือจากเรื่องของปราสาทหินผู้เขียนยังถ่ายทอดภาพบ้านเมืองแห่งยุคสมัย (พ.ศ. 2496) เอาไว้เป็นประวัติศาสตร์ทั้งภาพลักษณ์ผู้คน ตลาด บ้านเรือน และวิถีชีวิต เราชอบมุมมองตอนคุณชายที่เล่าถึงสำเนียงเขมรเวลาออกเสียงว่ากลัวน้ำหมากหกคำเลยออกเป็นเสียงเหมือคนอมอะไร (หมาก) เอาไว้ในปากแล้วคำที่แกยกตัวอย่างมา มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ซะด้วยน่ะสิ ^^

เรื่อง ตำนานแห่งนครวัดผู้แต่ง จิตร ภูมิศักดิ์สำนักพิมพ์ ชนนิยมเลขมาตรฐานหนังสือ 9789749747285 มึนงงและผิดคาดนิดหน่อย ที่หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นด้วยบทสนทนาของตัวละครอันประกอบไปด้วยสุธีร์ วิรัช อังสนา และข้าพเจ้าอันอาจหมายถึงจิตร ภูมิศักดิ์เอง หรือไม่ใช่ก็ได้บทสนทนาที่ว่า เป็นบทสนทนาที่นำเสนอแนวคิดเป็นบทสนทนาที่นำเราเข้าสู่เรื่องราวอันเป็นประวัติศาสตร์โบราณของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา (ขอม / เขมร)ก่อนจะพาเราไปเดินชมนครวัดกันจริงๆ (ผ่านทางตัวหนังสือ) ในบทหลังๆ แต่ข้อดีของการเล่าเรื่องด้วยบทสนทนาก็คือ อ่านง่ายข้อความไม่ยาวเกินไป มีการตัดสลับคนพูดมีคำท้วงติง อธิบายซ้ำ หรือขยายความให้เข้าใจได้มากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น มุมมองของจิตรออกจะต่างไปจาก –มุมมองของนักเขียนไทยคนอื่นๆ ที่เราอ่านผ่านมาอาจเป็นด้วยยุคสมัยและค่านิยมรวมถึงข้อมูลใหม่ที่เปลี่ยนถ่ายเข้ามาแทนที่หลายข้อมูลฟังดูแปลก ราวกับคนละเรื่องที่เราเคยรู้เคยอ่านมาก่อน จิตรนำตำนานมารวมกับเรื่องจริงโดยไม่ได้ระบุศักราชเล่าถึงยุคหนึ่งแล้วก็กระโดดไปเล่าอีกยุคหนึ่งและบางครั้งก็ไม่รู้ว่าหมายถึงกษัตริย์พระองค์ไหนกันแน่เทียบยุคกษัตริย์ไทยกับขอมแบบงงๆอ่านแล้วมีแต่การคาดเดา จับต้องอะไรไม่ค่อยได้เลยเราไม่เคยอ่านงานของจิตรมาก่อนพอเริ่มอ่านเล่มนี้เป็นเล่มแรกแล้วไม่ประทับใจเลยออกจะเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ค่อยดีเท่าไร อ่านแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมจึงใช้ชื่อหนังสือว่า “ตำนาน”เพราะโดยรวมแล้วเป็นเรื่องเล่ามากกว่าประวัติศาสตร์จริงเราเองคงตั้งทัศนคติก่อนอ่านผิดไปด้วยแหละจึงเป็นการอ่านแบบงงๆ หลงๆหลายครั้งดูเหมือนตัวละครทึกทักไปเองหลักฐานปะปนไปกับการสันนิษฐานเองเป็นส่วนมากและยังสอดแทรกแนวความคิดเรื่องความเท่าเทียมเรื่องของประชาชนที่โดนกดขี่ลุกขึ้นต่อต้านอำนาจเบื้องบน (แบบไม่เนียน) ด้วย บางเนื้อหา ก็เหมือนว่าจะพยายามชักจูงอะไรบางอย่างนึกถึงสุภาษิตไทย .. สองคนยลตามช่องฯคือจิตรจดจ่ออยู่กับความเท่าเทียมทางสังคมเมื่อตีความประวัติศาสตร์กัมพูชา ก็เลยพาไปในแนวทางนั้นส่วนเราไม่ค่อยอินกับเรื่องราวพวกนั้น อ่านแล้วก็เลยรู้สึกตะหงิดๆว่าเป็นประวัติศาสตร์ขอม (กัมพูชา) ในเวอร์ชั่นเอียงๆ อยู่สักหน่อย และในตอนสุดท้ายของเล่ม มันก็ไม่จบ (อย่างที่คำนำบอก) จริงๆ เสียด้วยเป็นไม่จบที่ไม่จบจริงๆ เล่าอยู่แล้วก็ค้างอยู่อย่างนั้นถ้าจิตรยังมีชีวิตอยู่ คงไม่ตัดสินใจพิมพ์งานชิ้นนี้แน่ๆเว้นแต่จะได้รับการแก้ไขปรับปรุงข้อมูลให้เรียบร้อยเสียก่อน  

เรื่อง บันทายฉมาร์และเดียงพลาโตผู้แต่ง นิพัทธ์พร เพ็งแก้วสำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9748428362 บันทายฉมาร์และเดียงพลาโต เล่มนี้ไม่ได้เล่าเพียงเรื่องราวของปราสาทขอมอย่างที่เราเข้าใจมีเพียงบันทายฉมาร์ ที่เป็นปราสาทหินในกัมพูชาแม้แต่เดียงพลาโตเองก็ไม่ใช่นามปราสาทขอมอย่างที่เรานึกไว้เดียงคือหมู่ปราสาทหินจริง หากแต่ตั้งอยู่ในประเทศอินโดนีเซียเดียงเกิดขึ้นเมื่อครั้งหนึ่ง .. ที่อินโดนีเซียยังมีศรัทธาในพราหมณ์ – ฮินดูยังนับถือไศวนิกาย (บูชาพระศิวะ) ทั้งบันทายฉมาร์และเดียงพลาโตเป็นเพียงส่วนสองในห้าบทจากหนังสือทั้งเล่มแต่ละบทแบ่งแยกกันไปเล่าถึงสถานที่ประทับใจในการเดินทางของผู้เขียนอย่างบทแรก เล่าถึงกรากาตัว ภูเขาไฟที่ยังมีลมหายใจอยู่ในอินโดนีเซีย การอ่านเรื่อราวของกรากาตัวในครั้งนี้ นับเป็นรอบที่สองของปีหลังจากที่เราเพิ่งได้ยินเรื่องเล่าของมันมาจาก ภูมีศาสตร์ที่คุณบินหลาฯ เล่าถึงเมื่อไม่นานมานี้กรากาตัวที่ได้พบในครั้งนี้ใกล้ชิดสนิทเท้ามากกว่าครั้งที่อ่านผ่านเรื่องเล่าของคุณบินหลาฯ มากเพราะคุณผู้เขียพาเราย่ำเท้าไต่ภูเขาไฟกรุ่นๆ กันเลยทีเดียวอ่านไปก็พลอยรู้สึกร้อนระอุที่เท้าตัวเองไปด้วยเป็นการเปิดเล่มที่ระทึกใจชวนให้วางไม่ลงทีเดียว บทต่อมาที่ผู้เขียนเล่าถึง เป็นบทที่ว่าด้วยเดียงและบันทายฉมาร์ตามชื่อเรื่องต่อด้วยหลวงพระบาง และปิดท้ายที่เกาได๋ อันหมายถึงวัดของลัทธิหนึ่งวัดที่เปิดรับและปกป้องคุ้มครองผู้คนที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวียดนามส่วนลัทธิที่ว่า เป็นลัทธิที่ได้ผนึกรวมพุทธศาสนาและคริสตศาสนาไว้รวมกัน!! ทั้งห้าเรื่องใน บันทายฉมาร์และเดียงพลาโตล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยพลังดึงดูดให้เราอยากวาร์ปไปยืนอยู่ข้างๆ ผู้เขียนได้เห็นในสิ่งที่ผู้เขียนกำลังเห็น กำลังสัมผัส กำลังรู้สึกผ่านมุมมองมุมเดียวกัน ผู้เขียนเล่าเรื่องสถานที่ เล่าเรื่องผู้คน ด้วยมุมมองที่ละเอียดอ่อน มีชีวิตระหว่างอ่าน เราโลดแล่นโผขึ้นดิ่งลงไปตามจังหวะการเล่าของผู้เขียนเพลินมาก อ่านรวดเดียวจบด้วยเวลาที่ไม่นานเลย (หนังสือไม่หนาด้วยแหละ)อ่านจบก็พบว่า ตัวเองมีหนังสือให้ตกหลงรักเข้าเต็มเปาอีกเล่มหนึ่งแล้วสินะ

เรื่อง ตามกลิ่นนางอัปสรา ตามหานครวัด นครธมผู้แต่ง พิษณุ ศุภ.สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9747521571 ตามกลิ่นนางอัปสรา ตามหานครวัด นครธม เป็นหนังสือบันทึกประสบการณ์การเดินทางไปเที่ยวชมปราสาทหินหลายแห่งในกัมพูชาอันได้แก่ปราสาทแม่บุญตะวันออก, ปราสาทบันทายศรี (บันทายสรี),นครวัด, นครธม, ปราสาทนาคพัน, ฯลฯพร้อมด้วยผู้ร่วมทางกิตติมศักดิ์ อันได้แก่ ..ตัวผู้เขียนเอง, อาจารย์พุฒ วีระประเสริฐ, อาจารย์สมิทธิ ศิริภัทร์, ฯลฯ(เป็นทริปที่น่าอิจฉามากกกก) หนังสือที่เกี่ยวกับปราสาทขอมหลายเล่มที่เราอ่านในช่วงนี้มักอ้างถึงหลักการสร้างปราสาทตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูอันอ้างถึงการจำลองเอาสวรรค์ หรือดินแดนแห่งเทพเจ้าลงมาบนเมืองมนุษย์เพื่อเป็นที่ประทับแห่งเทพเจ้า เพื่อเป็นสถานที่ที่กษัตริย์ใช้ติดต่อกับพระผู้เป็นเจ้าเพื่อบวงสรวงบูชา หรือแม้แต่เพื่อแสดงอำนาจของกษัตริย์ในยุคสมัยนั้นๆการสร้างปราสาท จึงมีมักเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลางของจักรวาลบ้างสร้างขึ้นบนเนินเขาจริงๆบ้างก็สร้างเลียนแบบขึ้นมาตามอิทธิพลของความเชื่อนั้นปราสาททั้งหลายในกัมพูชา ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นตามความเชื่อพื้นฐานอันนี้ซึ่งเรามักจะอ่านพบคำอธิบายจากหลายๆ เล่มที่อ่านมาแต่การอธิบายใน ตามกลิ่นนางอัปสรา ตามหานครวัด นครธม เล่มนี้อธิบายหลักการสร้างปราสาทได้เป็นรูปธรรม และเข้าใจง่ายที่สุดภาพประกอบก็เป็นภาพวาดลายเส้นสวยมาก ดูเข้าใจตามได้ง่าย การอ่าน (และการเรียน) ประวัติศาสตร์จะสนุกก็ต่อเมื่อเรามองเห็นความต่อเนื่องเชื่อมโยง เห็นที่มาที่ไปประวัติศาสตร์โดดๆ เดี่ยวๆ ไม่สนุกหรอก ท่องจำไปก็ลืมต่อเมื่อเรามองเห็นความเชื่อมต่อกันเห็นแรงบันดาลใจ เห็นที่มาของการเกิด การสืบต่อ การล่มสลายได้เข้าใจเสียก่อน .. แล้วมันจึงสนุก ทุกครั้งที่อ่านหนังสือประวัติศาสตร์โบราณสถานเชิงท่องเที่ยวเหล่านี้เรามักจะอยากตามไปเห็นของจริงด้วยตาตัวเองเสียทุกครั้งแต่กับเล่มนี้ เป็นเล่มที่กระตุ้นต่อมอยากเราได้มากที่สุดอ่านครั้งใดก็ปลุกความรู้สึกเดิมๆ กลับมาได้ทุกครั้งและขอตั้งใจแน่วแน่ว่า ถ้าได้ไปกัมพูชาจริงๆ จะพกเล่มนี้ติดตัวไปด้วยแน่นอนอยากได้เห็น ได้รู้สึก Read More →

เรื่อง นักล่าปราสาทเที่ยวโบราณสถานขอมนอกเมืองพระนครผู้แต่ง วิชชุ เวชชาชีวะสำนักพิมพ์ เมืองโบราณเลขมาตรฐานหนังสือ 9747383934 อ่านสนุกมากกกกและเราเพิ่งรู้ว่ากัมพูชามีปราสาทหินมากมายขนาดนี้(เฉพาะที่ขึ้นทะเบียนไว้ ประมาณหนึ่งพันแห่ง!!!)มันน่าทึ่งมากจริงๆ การอ่านหนังสือเรื่องเดียวกัน หรือเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันต่อกันหลายๆ เล่ม ให้ความรู้สึกเหมือนการต่อจิ๊กซอว์เราได้ปะติดปะต่อข้อมูลความรู้ในหัวทีละน้อยและนั่นก็เป็นความสนุกอีกอย่างหนึ่ง นักล่าปราสาท เป็นหนังสือที่พาเราไปเที่ยวปราสาทนอกกระแสหลายแห่งโบราณสถานเหล่านี้ หลายแห่งยังไม่เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการเป็นเพียงหมู่ปราสาทในแมกมงพงป่า ถูกทิ้งร้างไม่ได้รับการอนุรักษ์การเดินทางเข้าไปชม จึงเป็นการดั้นด้นพอสมควรทางรถเป็นถนนขรุขระเกือนตลอดระยะทางและบ้างต้องนั่งเรือ บ้างต้องนั่งเฮลิคอปเตอร์ที่หนักไปกว่านั้นคือยังมีกับระเบิดหลงเหลืออยู่ระหว่างทางด้วย!!เรียกว่า เป็นการอ่านที่คุ้มค่า (กว่าเดินทางไปเอง) มากแต่ถึงอย่างนั้น .. ในบางหมู่ปราสาท ..เราก็ยังอยากลองไปเห็นด้วยตาตัวเองอยู่ดี ข้อมูลการท่องเที่ยวปราสาทโบราณเหล่านี้ถูกสอดแทรกมาด้วยข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกัมพูชาย้อนไปตั้งแต่สมัยอาณาจักรฟูนันและเจนละซึ่งผู้เขียนเล่าสู่กันฟังด้วยภาษาของคนที่ค้นข้อมูลมาอีกทีมีอ้างอิงถึงข้อมูลที่ค้านกันในแต่ละด้านและปล่อยปลายเปิดเอาไว้เผื่อใครอยากค้นต่อซึ่งมันทั้งอ่านง่าย และชวนคิดวิเคราห์ไปด้วย .. สนุกดี สำหรับภาษาในเล่มอ่านง่าย ไม่หนักวิชาการให้ความรู้สึกเหมือนอ่านหนังสือบันทึกการท่องเที่ยว (ที่สนุกๆ) เล่มหนึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ค่อยจะเห็นจากหนังสือเล่มไหนเพราะปราสาทที่ผู้เขียนไปเยี่ยมชมและเก็บมาเล่าให้เราฟัง –ล้วนเป็นปราสาทที่แม้แต่ชื่อ ก็ยังจะไม่ค่อยจะเคยได้ยินกันสักเท่าไร กัมพูชาเองก็มีนโยบายต่อโบราณสถานและโบราณวัตถุในรูปแบบที่ไม่ต่างจากเรามากนักในบางช่วงบางตอนของเรื่องราวในเล่มจึงชวนให้เราเศร้า และปลงไปกับความไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเป็นนิรันดร์  

เรื่อง ทิพยนิยายจากปราสาทหินผู้แต่ง อรุณศักดิ์ กิ่งมณีสำนักพิมพ์ เมืองโบราณเลขมาตรฐานหนังสือ 9786164650190 ทิพยนิยายจากปราสาทหิน ก็คือนิยายหรือเรื่องเล่าที่เล่าถึงตำนานของเทวรูปอันจำลองมาจากเทวดาตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ผู้เขียนวางพื้นฐานประวัติศาสตร์ขอมโบราณให้เราก่อนตั้งแต่เริ่มอ่านอธิบายถึงรูปแบบและวิวัฒนาการของปราสาทหินก่อนจะพามาทำความรู้จักกับส่วนประกอบต่างๆ ของปราสาทหินโบราณเล่าถึงโครงสร้างของศาสนาที่มีอิทธิพลต่อปราสาทหินแล้วก็มาถึงเรื่องทิพยนิยาย อันว่าด้วยตำนานต่างๆของรูปสลักต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนปราสาทหินหลายแห่งเริ่มตั้งแต่สัตว์อันเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงสวรรค์และโลกมนุษย์บ้างก็เป็นร่างอวตารของเทพเจ้าบางองค์เล่าถึงเรื่องราวของเทพเจ้าแต่ละองค์ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูอวตารภาคต่างๆ ของพระศิวะ (พระอิศวร) และพระวิษณุ (พระนารายณ์)รวมไปถึงเทพเจ้าพระองค์อื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ ยังเล่าต่อมาถึงศาสนาพุทธ เน้นไปที่พุทธมหายานอันเป็นศาสนาที่มีอิทธิพลอยู่บ้างในช่วงที่มีการสร้างปราสาทหินเราเพิ่งรู้ตัวว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนานิกายมหายานน้อยมากอ่านแล้วมึนกว่าตอนอ่านเรื่องราวเทพเจ้าของทางพรามหณ์ – ฮินดูเสียอีกเป็นการเปิดโลกไปอีกทางเหมือนกัน ภาพประกอบภายในเล่มสวยงามทั้งสีและขาวดำซึ่งช่วยประกอบให้เราทำความเข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียนเล่าถึง สำนวนภาษา การเล่าเรื่อง ผู้เขียนย่อมาให้กระชับ กะทัดรัด อ่านง่ายเราสามารถอ่านรามเกียรติ์จบถายในไม่กี่หน้าเข้าใจที่มาที่ไปของตำนานเทพองค์ต่างๆ รวมทั้งองค์อวตารแต่ละองค์ ภายในย่อหน้าเดียวได้เข้าใจความเชื่อมโยงกันของเทพแต่ละองค์ ..ซึ่งก็คล้ายๆ นิทานอ่านสนุกดีมามึนเอาหน่อยตอนอ่านเกี่ยวกับนิกายมหายานเท่านั้นอันนั้นคงขึ้นกับความรู้และความชอบพื้นฐานของคนอ่านแต่ละคนด้วยแหละถ้ามีความสนใจทางนี้อยู่แล้วหรือมีแผนจะไปเที่ยวปราสาทหินสักที่อ่านเล่มนี้ก่อนไป หรือพกไปอ่านด้วยระหว่างเดินชมคงสนุกและฟินไปอีกแบบ .. แนะนำเลยค่ะ ^^  

เรื่อง สร้อยแสงจันทร์ผู้แต่ง พงศกรสำนักพิมพ์ เพื่อนดีเลขมาตรฐานหนังสือ 9789742530327 หยิบ สร้อยแสงจันทร์ มาอ่านต่อจาก สุริยวรรมันเพราะได้ยินมาว่าเป็นนิยายที่เกี่ยวกับปราสาทหินซึ่งก็ถูก แต่เป็นปราสาทหินสมมติ ไม่ใช่ปราสาทที่มีอยู่จริงไม่ได้อ้างอิงกับประวัติศาสตร์ยุคไหนเลย (อย่างที่เราเข้าใจไปเอง) สร้อยแสงจันทร์ คือสร้อยประดับอุระเทวรูปองค์หนึ่งซึ่งตั้งเป็นองค์ประธานอยู่ในปราสาทปักษาจำจองปราสาทหินที่เพิ่งถูกค้นพบ ณ หมู่บ้านปักษา ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ พุทธิหรือแพท เป็นนักเขียนสารคดีประจำนิตยสารธารซึ่งมีเมลานี แฟนสาวคนเก่งของเขาเป็นเจ้าของครั้งหนึ่ง พุทธิเคยเขียนสารคดีเกี่ยวกับปราสาทหินแห่งนี้บทความที่เขาเขียน ทำให้เกิดผลกระทบหลายอย่างและในแง่หนึ่ง มันทำให้ปราสาทร้างกลางป่าที่ค่อนข้างสมบูรณ์ได้เป็นที่รู้จักออกไปในมุมกว้าง .. รวมทั้งในหมู่โจรค้าของเก่าด้วยคนเหล่านั้นแห่่กันเข้าไปขโมยเทวรูปหิน ภาพแกะสลักศิลานูนต่ำและโบราณวัตถุหลายชิ้นในปราสาทจนหมด เทวรูปประจำปราสาทปักษาจำจองนี้ เคยประดับสังวาลย์รูปงูตาของงูข้างหนึ่งประดับด้วยมุกดาใสสว่างดวงหนึ่งส่วนตาอีกข้าง มีร่องรอยปรากฏว่าเคยมีอัญมณีฝังอยู่เช่นกันบัดนี้ นอจากอัญมณีข้างนั้นจะหายไปแล้วเทวรูปเองก็ถูกขโมยหายไปจากปราสาทด้วยเช่นกัน นอกจากนั้น หมูอ้วน เด็กชายวัย 12 ปีคนหนึ่งซึ่งเป็นเด็กจากครอบครัวที่แตกแยกเขาอาศัยอยู่กับน้าสาวผู้เป็นนักโบราณคดี นามว่าเดือนเต็มดวงหมูอ้วนหนีออกจากบ้าน ด้วยเหตุผลอันเกี่ยวพันกับปราสาทแห่งนี้พุทธิจึงจับพลัดจับผลูต้องมาตามหาตัวเด็กชาย ในสายตาของเดือนเต็มดวง พุทธิเป็นนักเขียนที่ยอมขายอุดมการณ์ให้กับนายทุนซึ่งก็คือเมลานีนั่นเองเธอไม่ชอบพุทธิตั้งแต่ก่อนที่จะได้รู้จักเขายิ่งเมื่อหลานชายของเธอหนีออกจากบ้านไปเพราะเขาเป็นต้นเหตุเธอยิ่งเกลียดขี้หน้าเขามากเข้าไปใหญ่ การตามหาเด็กชายหมูอ้วน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้พบเจอเหตุการณ์แปลกๆ หลายอย่างและเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทลายแก๊งขโมยวัตถุโบราณรายใหญ่ วันหนึ่ง ขณะที่พุทธิกำลังอยู่ระหว่างสำรวจร่องรอยตามหาเด็กชายเขาได้เข้าไปในปราสาทหินและได้พบภาพแกะสลักบนผนังหินของปราสาทผนังส่วนหนึ่งปรากฏภาพนกตัวหนึ่ง บนอกของนกตัวนั้นมีลิ่มศิลาปักอยู่ตรงอกพุทธิเข้าใจว่าเกิดขึ้นจากความมือบอนของเด็กซนสักคนเขาจึงถอนลิ่มนั้นออกเสีย .. และการกระทำนั้นเองก็ได้เป็นการปลดปล่อยนกจโกระให้เป็นอิสระ จโกระ เป็นนกเขาไฟในตำนานซึ่งได้สูญพันธุ์ไปแล้วหากจโกระตัวนี้ (นามว่ากีรณะ) ถูกคำสาปบางอย่างที่ให้มันมีชีวิตข้ามผ่านมาจนถึงปัจจุบันและนกตัวนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้พุทธิต้องพบกับความวุ่นวายอีกระลอกหนึ่ง นอกจากเรื่องราวทั้งหมดที่ว่ามาสร้อยแสงจันทร์ ยังมีเรื่องของภพชาติก่อนโผล่มาหน่อยนึงมีตัวละครลับมาเซอรฺไพร้ส์หน่อยนึง การผูกเรื่องลงตัวไม่ค้านความรู้สึกดีนะเพียงแต่ยังไม่กลมกล่อม และวิธีเล่า การปลดปม ยังไม่ซับซ้อน ลุ้นระทึกเท่าไรคนอ่านรู้ทุกอย่าง Read More →

เรื่อง สุริยวรรมันผู้แต่ง ทมยันตีสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรมเลขมาตรฐานหนังสือ 9744461373 สุริยวรรมัน เล่าเรื่องของกษัตริย์เขมรนาม สุริยวรมัน ที่ 2ตั้งแต่ในรัชสมัยของ พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1และมีการเท้าความเกี่ยวโยงไปถึงรัชกาลก่อนๆ คือพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1, พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2, พระเจ้าหรรษวรมันที่ 3และพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 (เรียงตามลำดับการครองราชย์) กล่าวคือ เมื่อ พระเจ้าสุริยวรรมันที่ 1 (พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1) สิ้นพระชนม์(ในเล่มนี้ ทุกพระนามที่ลงท้ายว่า ..วรมัน ผู้เขียนได้ใช้ตัวสะกดเป็น ..วรรมัน ทั้งสิ้นอาจจะต่างจากในประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ แต่เราขอใช้ตามในหนังสือนะ) พระเจ้าอุทัยทิตยวรรมัน (พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2) ขึ้นครองราชย์เชื้อสายแห่งสุริยวรรมัน (ในที่นี้หมายถึง พิษณุหริเกศวร )ต้องนิราศมายั้งอยู่ ณ มหิธรปุระ (คงมีการชิงบัลลังก์กันมั๊ง)การนิราศร้างมาครั้งนั้น ทิวากร สทาศิวะ พราหมณาจารย์ ..หัวหน้าฝ่ายศาสนจักรคนสำคัญ ผู้ครองศักติแห่งโอษฐ์มหาเทวะและศักติแห่งโอษฐ์กษัตริย์ (รัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมัน ที่ 1)ได้ร่วมเดินทางมาด้วย ตัวละครสำคัญอีกคนหนึ่ง คือแม่ทัพทั้งในขณะนั้นจวบจนปัจจุบันนาม สัญชัก สังกรมะเป็นคู่ปรับคนสำคัญแห่งพราหมณาจารย์ Read More →

เรื่อง หุบเขากินคนผู้แต่ง มาลา คำจันทร์สำนักพิมพ์ ต้นอ้อเลขมาตรฐานหนังสือ 9745162426 แปลกดี เพิ่งเคยอ่านเรื่องที่ตัวละครในยุคปัจจุบัน วาร์ปไปในอดีตแล้วไปอยู่กับผู้ที่พ่ายแพ้ตามประวัติศาสตร์ หุบเขากินคน เป็นเรื่องการผจญภัยวาร์ปข้ามเวลาไปเมื่อราวพันกว่าปีที่แล้ว(โบราณมาก เสิร์ชประวัติศาสตร์อ้างอิงยากมากแต่ละที่ก็มีข้อความอธิบายอยู่ไม่กี่บรรทัดเท่านั้นเอง)ของเด็กนักเรียนวัยประถมหกกลุ่มหนึ่งอันได้แก่วิชชุ (กระชุ) เด็กชายที่ฉลาด ชอบอ่านหนังสือ และเป็นหัวหน้าห้องบดินทร์ (ก้อนดิน) นักกีฬาคนเก่งของโรงเรียน มั่นใจในตัวเองสูงอัชฌา เด็กกำพร้า โตมาในวัด เพื่อนๆ เรียกกันว่า “หลวงปู่”บุญชู (ส่วย) เด็กชายชาติพันธุ์ส่วย .. ลูกพรานผู้เชี่ยวชาญชีวิตในป่าแต่เมื่ออยู่ในโรงเรียน เขาคือลูกไล่ของเพื่อนๆ ในกลุ่มและวิทยา หรือหมูอ้วนผู้กินเก่งของเพื่อนๆทั้งหมด เป็นสมาชิกของกลุ่มลูกเสือกองธงเสือดำ ในวันที่ทุกคนออกค่ายลูกเสือ เดินทางไกลกลุ่มลูกเสือทั้งห้าได้พบกับอาถรรพ์เมื่อเดินข้ามเครือเขาหลงทำให้พวกเขาหลงทางข้ามเวลาย้อนกลับไปในอดีตยุคของอาณาจักรฟูนัน(ก่อนอาณาจักรเจนละ และขอม) ในช่วงปี พ.ศ. 1057 อันเป็นปีที่พระเจ้าชัยวรมัน (ที่ 1) สวรรคตโดยที่พระเจ้าชัยวรมันพระองค์นี้ มีโอรสอยู่สององค์ คือเจ้าชายคุณวรมัน โอรสองค์เล็ก ประสูตรแต่พระมเหสีกุลประภาวตีกับเจ้าชายรุทวรมัน โอรสองค์โต แต่ประสูติจากนางสนม ผู้เขียน ได้ใส่จินตนาการให้เจ้าชายรุทรวรมันเป็นตัวร้ายจับเจ้าชายคุณวรมันไปขังไว้ใน หุบเขากินคน อันลี้ลับและอันตรายเด็กชายทั้งห้าคนนี้ คือกลุ่มคนที่ถูกทำนายเอาไว้ว่าจะเป็นผู้มาช่วยเหลือเนื้อเรื่องต่อจากนั้น จึงว่าด้วยการผจญภัย เสี่ยงอันตราย ได้เจอกับสิ่งลี้ลับต่างๆมีทั้งสัตว์ประหลาด เวทมนตร์ประหลาด ภูติผี Read More →

เรื่อง The Blue Stoneคิดถึงครึ่งชีวิตผู้แต่ง Jimmy Liaoผู้แปล อนุรักษ์ กิจไพบูลทวีสำนักพิมพ์ abookเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163270559 หนังสือภาพของ Jimmy Liao เล่มนี้ เล่าถึงการจากลา ความสูญเสีย และความคิดถึง เล่มนี้เรามองไปในแง่ของวัฏสงสารนะในแง่ของชีวิต ในแง่พุทธะ .. เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปกับอีกมุมหนึ่ง .. มนุษย์เราก็ก้าวก่ายธรรมชาติไม่ใช่น้อยเช่นเคยแต่ครั้งนี้มาในรูปแบบเบาะๆ   กับเล่มนี้ เราชอบน้อยกว่าเล่มอื่นหน่อยนึง