เรื่อง ดวงตะวันส่องฉายผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวาผู้แต่ง Jimmy Liaoผู้แปล ปราย พันแสงสำนักพิมพ์ ระหว่างบรรทัดเลขมาตรฐานหนังสือ 9749028112 เรารู้จักหนังสือเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อนและนั่นเป็นครั้งแรกที่ได้รู้จัก จิมมี เลียว ด้วยนั่นเป็นแรกพบ แรกรู้จัก และแรกรัก ผลงานของเขาสำหรับเรา นอกจากจะได้อ่านหนังสือ เรายังได้ดูภาพยนตร์เกาหลีเรื่องผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา ซึ่งสร้างจากแรงบันดาลใจที่มีต่อหนังสือเล่มนี้ด้วยแล้วก็เลยหลงรักทั้งหนังและหนังสือไปด้วยกันเลยอันที่จริง ตั้งแต่อ่านผลงานของผู้เขียนมาทั้งหมดเราก็ยังชอบเล่มนี้มากที่สุดนะ .. มันคงเป็นรักแรกพบจริงๆ ดวงตะวันส่องฉาย หรือ ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวาเป็นหนังสือภาพแสนโรแมนติกว่าด้วยเรื่องราวของชายหญิงคู่หนึ่ง ในโลกแสนเหงาและโดดเดี่ยวเขาและเธอมีโอกาสได้โคจรมาพบกัน ถูกใจกัน แล้วก็ต้องจากกัน ..โทนของเรื่องเหงามากเลย ..แต่ทั้งที่เหงาขนาดนั้น มันก็ยังอบอุ่นมากๆ ด้วยเป็นเอกลักษณ์ของผู้เขียนเลยจริงๆ ภาพประกอบยังคงสวยจับใจและยังให้ความรู้สึกได้ชัดเจนเราชอบเวลาที่ผู้เขียนวาดแหล่งชุมชนเขามักจะสอดแทรกตัวละครจากหนังสือเล่มอื่นๆ ของเขาเข้ามาในภาพด้วยให้เราค่อยๆ ดู ค้นหา และค้นพบ ดวงตะวันส่องฉาย หรือ ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวาเป็นหนังสือที่ ถ้าอ่านรวดเดียวก็จะจบลงในเวลาอันรวดเร็วแต่ถ้าค่อยๆ ละเลียดทีละน้อย เราก็จะค้นพบสิ่งต่างๆ ที่ผู้เขียนซุกซ่อนเอาไว้ในเล่มให้เราค่อยๆ ขบคิด ค้นหา .. เป็นความสุขขณะอ่านหนังสือของเขาค่ะ 🙂  

เรื่อง Secrets In The Woodsปริศนาในป่าฝันผู้แต่ง Jimmy Liaoผู้แปล อนุรักษ์ กิจไพบูลทวีสำนักพิมพ์ abookเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163270757 เรื่องนี้เล่าเป็นนิทานให้เด็กฟังได้เลยนะภาพประกอบน่ารัก เนื้อหาก็เหมาะกับเด็กเลยเหมาะเป็นนิทานก่อนนอน (กลางวัน)เด็กๆ น่าจะฝันดีกันทุกคนเราชอบหลายประโยคมาก อย่างเช่น .. “ฉันซ่อนความลับมากมายไว้ในป่าความลับบางอย่าง ฉันก็จำมันไม่ได้แล้ว” “บ่ายวันพุธ สายลมกำลังพัดฉันกับความฝันของฉัน ค่อยๆ ผล็อยหลับไป” น่ารักมากเลย ชอบมากเป็นหนังสือที่เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่ก็อ่านได้แม้จะไม่พีคเท่าไร แต่อบอุ่นอ่อนโยนมากเลย  

เรื่อง ถ้าวันหนึ่งนั้น … ฉันตายผู้แต่ง อีกยองเฮผู้แปล วิทิยา จันทร์พันธ์สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์เลขมาตรฐานหนังสือ 9786161830267 ถ้าวันหนึ่งนั้นฉันตาย ความตายของฉันจะมีความหมายอย่างไรกันคือประโยคแรกที่ปรากฏบนหน้าแรกในสมุดบันทึกของฮวังเจจุนเด็กนักเรียนมัธยมต้น เพื่อนคนที่สนิทที่สุดของจินยูมี นักเรียนห้องเดียวกันนั่นคือปมเริ่มเรื่อง และเรื่องราวทั้งหมดก็ถูกถ่ายทอดออกมาหลังจากนั้น .. มันไม่ได้มีปมสลับซับซ้อนอย่างที่เรานึกกลัวเป็นเรื่องที่เล่าด้วยจังหวะเนิบช้า ของความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนรักมีความอบอุ่นอยู่จางๆ ระบายอยู่ในเล่ม มีหลายแง่มุมที่น่าสนใจแต่โดนรวมทั้งหมด ไม่ได้สร้างความรู้สึกรุนแรงต่อผู้อ่านเป็นการนำพาอารมณ์ไปอย่างเนิบๆ เรื่อยๆมากกว่าอ่านได้สบายๆ ทั้งเรื่อง แม้จะไม่ได้มีปมน่าติดตามถึงขนาดวางไม่ลงแต่ในทางปฏิบัติ มันก็อ่านได้เรื่อยๆ เพลินๆ รวดเดียวจบอยู่ดีเพราะผู้เขียน (ผู้แปล) ใช้ภาษาที่อ่านง่าย ไม่ซับซ้อนอ่านจบก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรนะ แต่ก็ไม่ได้อยากอ่านซ้ำเช่นกันจัดอยู่ในโหมดกลางๆ ค่อนไปในทางบวกสำหรับเรา  

เรื่อง ยอดมนุษย์ดาวเศร้าผู้แต่ง องอาจ ชัยชาญชีพสำนักพิมพ์ เป็ดเต่าควายเลขมาตรฐานหนังสือ 9786167907185 มันเริ่มจากการตั้งคำถามของตัวละครว่า“ตั้งแต่เมื่อไรกันนะ ที่เราไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว” ผู้เขียนส่งต่อคำถามนี้จากตัวละครหนึ่งไปสู่อีกตัวละครหนึ่งชีวิตหนึ่งไปยังอีกชีวิตหนึ่งชีวิตอันสามัญ ที่มีความรัก ที่ผิดหวังในความรักที่มีความฝัน ที่กำลังตามหาความฝันที่หมดความฝัน ไม่มีเป้าหมายในชีวิตที่ค้นหาอะไรสักอย่าง ที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ฯลฯเราล้วนธรรมดาสามัญ .. เราชอบกิมมิคที่ผู้เขียนทิ้งปมเล็กๆ เอาไว้ชอบความเกี่ยวข้องกันของตัวละครความเชื่อมโยง การส่งต่อความสัมพันธ์ความรู้สึก ความเจ็บปวด และการปลอบประโลมกันและกันในความโยงใยในสังคมเล็กๆ ความสัมพันธ์ และความผูกพันระหว่างมนุษย์มีผลต่อกันเสมอบ้างบั่นทอนกำลังใจ บ้างเสริมสร้างกำลังใจเราไม่รู้หรอก เว้นแต่ว่าเราจะละเอียดอ่อนเพิ่มขึ้นสักหน่อยระมัดระวังคำพูดและการกระทำบางอย่างที่อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจใครบางคน .. คนเราจะยอมมีชีวิตต่อไปก็เพื่อจุดมุ่งหมายอะไรสักอย่างแม้ว่าสิ่งนั่นคือการ “ตาย” ในรูปแบบที่ตนเองกำหนดมีชีวิตอยู่ต่อไป .. เพื่อที่จะค้นหาวิธีตายตามแบบที่ตนเองต้องการ? ความเหงาเข้าเกาะกุมหัวใจคนเมืองมากขึ้นเรื่อยๆอย่างช้าๆ แต่ว่าเพิ่มปริมาณขึ้นทุกทีความสัมพันธ์อันฉาบฉวย ผิวเผิน ทำให้หัวใจผู้คนไม่สัมผัสถึงกันและกันเราต่างโดดเดี่ยว และต้องการใครสักคน .. ความคิดของคนเราทุกวันนี้มันซับซ้อนเกินไป แม้แต่กับตนเองชีวิตเพียงแค่ต้องการมีใครสักคนเมื่อมีใครสักคน ก็เริ่มต้องการให้เขาเข้าใจแต่เมื่อเขาเข้าใจ ก็หวาดระแวงไปว่า เขาไม่ได้เข้าใจหรอกเพียงแต่แสดงออกมาว่าเข้าใจแล้วสุดท้าย เราก็ไม่เคยพอใจอะไรเลย .. ทำไมต้องคิดอะไรซับซ้อนขนาดนั้นชีวิตมันไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอก ..หรือนี่เรากำลังแกล้งทำความเข้าใจพวกเขาไปอีกคนแล้วสินะ? เราล้วนแต่มีเจ้าวาฬ 52Hz ซุกซ่อนอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งในหัวใจแต่มันไม่ใช่ทั้งหมดของเราหรอกมันยังมีบางแง่มุมที่เราสามารถเชื่อมต่อกันและกันรักกัน เข้าใจกัน ทำร้ายกัน หรือเยียวยากันละกันอยู่ในโลกกลมๆ ใบนี้อยู่ต่อไปนะ เพื่อค้นหา .. แม้มิใช่ไม่ใช่เพื่อค้นพบ  

เรื่อง พรหมลิขิตผู้แต่ง รอมแพงสำนักพิมพ์ happy banana(สนพ. ในเครือ สนพ.ฟิสิกส์เซ็นเตอร์)เลขมาตรฐานหนังสือ 9786163124159 รีวิวนี้ อาจจะมีสปอยล์นิดหน่อยนะเพราะคงจะเล่าเรื่องราวย่อๆ ด้วยแต่คงไม่ได้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญมากซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคนแหละโดยส่วนตัว เรามองว่า ความสนุกของเรื่องนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้มาก่อนหรือเปล่าแต่ถ้าใครถือสา ก็ข้ามรีวิวนี้ไปก่อนนะคะ พรหมลิขิต เป็นนิยายภาคต่อของ บุพเพสันนิวาสซึ่งเป็นภาคต่อที่ผิดคาดมากๆเพราะความสนุกไม่ได้ดร็อปลงไปเลยผู้เขียนเก่งมาก ทั้งๆ ที่น่าจะแบกรับความกดดันจากความสำเร็จในภาคแรกเอาไว้มากแต่ทำภาคสองออกมาได้อย่างเนียนไม่รู้สึกว่าโดนยัดเยียดอะไรเลยความตลกยังมีอยู่บ้าง อาจจะน้อยกว่าภาคแรกหน่อยซึ่งเข้าใจว่าเป็นเพราะโทนเรื่องต่างกันนิดหน่อยเพราะนางเอกจากเรื่องนี้ไม่ได้ใสซื่ออย่างเกศสุรางค์ในเล่มก่อน นางเอกในเล่มนี้ มีชื่อว่าพุดตานเป็นหญิงสาวจาก พ.ศ. 2569 ที่วาร์ปมาจากยุคไล่เลี่ยกันกับยุคของเกศสุรางค์นั่นเองโดยที่อ่านไปสักพัก เราก็พอจะเดากันได้น่ะแหละว่าพุดตาน ก็คือการะเกด ฝาแฝดข้ามภพของเกศสุรางค์นั่นเองในชาตินี้ เธอก็ได้เกิดเป็นญาติห่างๆ ของเกศสุรางค์โดยเกิดมาเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่ตายตั้งแต่ยังเล็กและเมื่อถึงวัยที่ถูกกำหนด ก็มีเหตุทำให้เธอวาร์ปข้ามภพมาพบกับพ่อริด หรือหมื่นมหาฤทธิ์ ลูกชายคนหนึ่งของเกศสุรางค์พอดิบพอดีฉากแรกพบยังคงความเป็นรอมแพงค่ะเธอจัดให้พระเอกถีบยอดอกนางเอกเข้าโครมใหญ่ .. อยากดูละครเลยทีเดียว ^^ ฉากของเรื่อง ยังคงเกิดขึ้นในภาคอดีตเกือบตลอดทั้งเรื่องโดยในครั้งนี้ เป็นปี พ.ศ. 2251 อันข้ามผ่านแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแผ่นดินของพระเพทราชา และแผ่นดินของพระเจ้าเสือ (ออกหลวงสรศักดิ์)(เสียดายที่ผู้เขียนข้ามช่วงของพระเพทราชา และพระเจ้าเสือมาเลย)มาสู่ช่วงต้นของรัชสมัยของสมเด็จพระที่นั่งท้ายสระ (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9) เนื่องจากประวัติศาสตร์ในรัชกาลนี้ บ้านเมืองสงบเรียบร้อยค่อนข้างดีไม่ได้มีอะไรเข้มข้น ตื่นเต้น เท่ากับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ (ในภาคแรก)เรื่องที่เล่าจึงไปให้ความสำคัญด้านประเพณี และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ไม่ได้เน้นหนักไปที่เรืองราวทางประวัติศาสตร์เท่าบุพเพสันนิวาสถึงกระนั้น ผู้เขียนก็ยังสอดแทรกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เอาไว้บ้าง ในส่วนของวิถีชีวิตโบราณนั้น .. เราจะได้เห็นเป็นรูปธรรมเลยเพราะนางเอกวาร์ปมาเป็นไพร่สามัญชนไม่ได้เป็นเจ้าขุนมูลนายเหมือนเกศสุรางค์พุดตานต้องใช้ชีวิตของไพร่คนหนึ่ง Read More →

เรื่อง ประวัติศาสตร์โลกฉบับไม่ง่วงThe Mental Floss History of the Worldนั่งรถไฟเหาะเลาะสายประวัติศาสตร์กว่า 10,000 ปีแห่งอารยธรรมมนุษย์ผู้แต่ง อีริค แสส, สตีฟ ไวแกนด์, วิล เพียร์สัน และแมนเกช ฮัตติคูเดอร์ผู้แปล สุวิชชา จันทรสำนักพิมพ์ abookเลขมาตรฐานหนังสือ 9786163272003 ประวัติศาสตร์โลกฉบับไม่ง่วง นั้น .. ง่วงอยู่นะ โดยเฉพาะตอนเริ่มอ่าน ยังจับใจความอะไรไม่ได้แถมพื้นฐานประวัติศาสตร์โลกที่เรามีอยู่ ก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ผู้เขียนสรุปเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ทั้งโลกมาสรุปย่อลงให้เหลือเพียง 500 กว่าหน้า .. เนื้อหาจัดหนักจัดเต็มมากด้วยภาษากระชับไม่เวิ่นเว้อ เล่าเร็วๆ แต่ละเอียดครอบคลุมสำนวนภาษาเข้าใจง่าย อ่านง่ายพอสมควร (แต่เนื้อหาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง!) หนังสือเริ่มต้นด้วยการ สรุปย่นย่อโดยใช้ชื่อคนที่เราไม่รู้จักชื่อสถานที่ที่เราไม่รู้จัก ฯลฯ รวบรวมมาเรียงต่อกันอย่างกระชับผลที่ได้คือ ชื่ออะไรไม่รู้เต็มไปหมด อัดแน่นอยู่ตรงหน้าต้องตั้งสติอ่านดีๆ ไม่งั้นมันจะมึนๆ เบลอๆเป็นการเปิดเล่มที่ค้านกับชื่อเรื่องเป็นอันมาก สำนวนกระชับกระฉับกระเฉง อ่านมันส์ในช่วงคำนำสำนักพิมพ์มาถูกเบรกกึกก็ตอนเริ่มอ่านบทแรกๆ นี่เอง แม้ว่าแรกอ่าน เราอาจจะตกใจกับชื่อประหลาดๆ เต็มไปหมดแต่เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ (สักร้อยหน้า) เราจะเริ่มจับทางได้ว่าผู้เขียนเล่าเรื่องเดิมซ้ำในหลายแง่มุมบางครั้งเปลี่ยนบทแล้ว แต่ยังย้อนไปเล่าเรื่องของจักรวรรดิ หรืออารยธรรมเดิมทั้งนี้เพราะช่วงเวลาและเหตุการณ์ดังกล่าวคาบเกี่ยวกันการเล่าซ้ำๆ เอ่ยชื่อแปลกนั้นซ้ำๆ ก็เริ่มทำให้เราจำได้ Read More →

เรื่อง ผจญไทยในแดนเทศThais in world historyผู้แต่ง อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณสำนักพิมพ์ แซลมอนเลขมาตรฐานหนังสือ 9786162983948 ไม่ง่ายเลย ที่จะได้อ่านหนังสือที่จะมีทั้งฉากประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและภาพรายละเอียดเหตุการณ์ยิบย่อยของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นรวมทั้งสองอย่างอยู่ในเล่มเดียวกันได้หนังสือประวัติศาสตร์ที่เราเคยอ่านส่วนมาก มีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งแต่กับ ผจญไทยในแดนเทศ เล่มนี้ผู้เขียนได้รวบรวมเรียบเรียงมาครอบคลุมทั้งสองอย่างคือมีทั้งภาพรวมประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น และทั้งบันทึกเล่าของบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์หนำซ้ำบุคคลที่ว่า ยังเป็นคนไทยเสียด้วยนับได้ว่าเป็นรูปแบบการเขียนหนังสือที่น่าสนใจ และน่าอ่านทีเดียว ประวัติศาสตร์ที่ว่าในหนังสือเล่มนี้ อยู่ในสถานการณ์ที่หลากหลายยกตัวอย่างเช่นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นพระองค์เจ้าที่ทรงสละชีวิตทางโลกเพื่อบวชเป็นพระภิกษุที่ศรีลังกา ในสมัยรัชกาลที่ 5,คนไทยที่ตัดสินใจออกไปเผชิญโชค –ในบ้านเมืองที่ไม่รูจัก เมื่อราวร้อยกว่าปีที่แล้ว,คนไทยที่เกือบจะได้ขึ้นเรือไททานิก,คนไทยที่อยู่ในเรือญี่ปุ่น เดินทางฝ่าดงตอปิโด ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1คนไทยในลอนดอน ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน (สงครามโลกครั้งที่ 1)ฉากการปฏิวัติที่จีน และแผ่นดินไหวครั้งสำคัญในโยโกฮามา ที่ญี่ปุ่นฉากสงครามกลางเมืองอาร์เจนตินาฯลฯ ผู้เขียนบอกเล่าประวัติศาสตร์โดยใช้บุคลลผู้มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ –เป็นแรงจูงใจ .. เป็นผู้ถ่ายทอดฉากและเหตุการณ์ หลายบทเล่าเรื่องการเดินทางอันยากลำบากในช่วงสงครามเป็นความยากลำบากที่เรียกได้ว่าผจญภัย สมดังเจตนารมณ์ของผู้เขียนอ่านแล้วก็ลุ้นระทึกตามบ้างในบางเรื่องเรียกได้ว่านักเดินทางยุคบุกเบิก ยากลำบากกว่ายุคเรามากเทียบการผจญกับเหล่ามิจฉาชีพ กำแพงภาษาการเบิกถอนเงินตรา การที่ต้องผจญกับอากาศที่หนาวเหน็บ ฯลฯ อย่างในยุคเราแล้ว เลเวลต่างกันอยู่หลายขุมเลย บุคคลที่ผู้เขียนหยิบยกมาเล่าเหล่านี้ เป็นนักผจญภัยโดยแท้บ้างเป็นปูชนียบุคคลที่เราเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาบ้างแล้วแต่ก็มีอีกบางคน ที่เป็นสามัญชนคนธรรมดาที่มีจิตใจอย่างนักผจญภัยค้นคว้าหาโอกาสให้ตัวเองได้ออกไปผจญโลกกว้างเรื่องราวอันโลดโผนของพวกเขา ได้เล่าฉากบ้านเมืองต่างๆ “ในแดนเทศ”ณ ขณะเวลาที่พวกเขามีชีวิตอยู่เราได้เห็นสภาพสังคม บ้านเรือน ผู้คน ฯลฯ ในยุคหนึ่งอันนับได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์เช่นกัน มีข้อขัดใจนิดหน่อย ระหว่างที่เราอ่านเล่มนี้โดยส่วนตัว เราไม่ค่อยชอบวิธีเล่าเรื่องของผู้เขียนเท่าไรไม่ชอบการเล่าเรื่องไปก่อนนานๆ ก่อนที่จะเปิดเผยชื่อบุคคลผู้นั้นคืออ่านไปตั้งนานแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าผู้เขียนเล่าถึงใครมันเป็นข้อมูลตะหงิดๆ Read More →

เรื่อง ถึงอย่างไรก็อยู่กันมาได้ผู้แต่ง นิพัทธ์พร เพ็งแก้วสำนักพิมพ์ ศยามเลขมาตรฐานหนังสือ 9747235242 ถึงอย่างไรก็อยู่กันมาได้ เล่าถึงวิถีชีวิตไทยสมัยก่อนโดยที่ผู้เขียนสืบเสาะค้นคว้าหาข้อมูลไทยโบราณที่ใกล้จะดับสูญผ่านตัวบุคคลผู้รู้จริง เพราะมันเป็นอาชีพ เป็นความรัก เป็นชีวิตเป็นสิ่งที่ผูกพันกับพวกเขามาตั้งแต่เด็กเล็กจนเติบใหญ่กลายเป็นครูบามีลูกศิษย์สืบต่อบ้าง และกำลังจะดับสูญไปกับตัวเขาเองบ้างอาชีพที่ว่านี้มีทั้งหมอตำแย, ช่างปลูกเรือนไทยโบราณ,ครูฝึกลิง, ช่างปูนปั้น, ความรู้เรื่องลมของชาวประมง,พิธีกรรมของนายหนังผู้เชิดหนังตะลุง ฯลฯ ทั้งที่เป็นหนังสือที่น่าจะอ่านได้สนุก เพราะเป็นแนวที่เราชอบแต่กลับมีหลายส่วนที่เราอ่านแล้วตะหงิดๆ ในใจยกตัวอย่างในกรณีที่ผู้เขียนอธิบายถึงภาพจิตกรรมฝาผนังไทยโบราณว่ามักเป็นภาพสองมิติ แบนราบ และมีขนาดสัดส่วนไม่สมจริงนั้นเป็นเพราะคนไทยมองภาพเหล่านั้นด้วยใจ หรือการที่คนไทยแบ่งแยกประเภทสัตว์ต่างๆ ไม่ละเอียดเหมือนคนฝั่งยุโรปเป็นเพราะมันไม่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของไทย และแม้แต่ตรรกะที่ว่าด้วยความเป็นเพศชายเพศหญิง และเพศที่สาม ในสมัยโบราณ เปรียบเทียบกับสมัยนี้ในหลายข้อ ทั้งหมดสามเรื่องที่ยกตัวอย่างมานี้ ..เราว่ามันเป็นการให้ตรรกะที่เอาแต่ใจไปหน่อยอ่านแล้วรู้สึกไม่สุดอยู่หลายจุดเพราะกลุ่มตัวอย่างมีน้อยจนเราคิดว่าไม่ควรด่วนสรุปไปก่อน และในระหว่างที่ตรรกะยังไม่ชัดเจนนี้เองผู้เขียนได้ยกย่องภูมิปัญญาความรู้แต่โบราณพร้อมทั้งดูถูกความรู้อันตื้นเขิน หยาบกระด้างของสังคมสมัยใหม่ซึ่งเรามองว่ามันเป็นการตัดสินความผิดถูกเกินไปโดยที่คนอ่านยังไม่ถ่องแท้ทั้งสองด้าน แต่ถูกชักจูงให้ตัดสินไปแล้ว ถ้ามองในแง่ดี ก็ยังนับได้ว่า ถึงอย่างไรก็อยู่กันมาได้ เล่มนี้ เปิดโอกาสให้เราได้เปิดใจมองโลกในอีกแง่เป็นแง่เราเคยมองมาก่อน ผ่านมันมาก่อน แต่หลงลืมมันไปแล้วทำให้เราได้ฉุกคิด ได้ทบทวน ว่าเราควรเลือกอยู่ในโลกไหนกันแน่ส่วนคำตอบ ควรเป็นไปตามวิจารณญาณของผู้อ่านของใครของมัน .. และย้ำอีกครั้งว่าเราไม่ควรตัดสินกัน มีอีกตอนหนึ่ง ซึ่งเป็นตอนที่อ่านแล้วหายใจไม่ทั่วท้องเอาเสียเลยมันคือตอนที่ว่าด้วยเรื่องตาลโตนดซึ่งเราอ่านแล้วรู้สึกโหวงๆ .. เสียดายอะไรก็บอกไม่ถูกผู้เขียนเล่าโยงใยไปถึงประวัติศาสตร์การคอร์รัปชั่นซึ่งอ่านแล้วมันช่างจี๊ดใจดีเหลือเกินคนไทยเราคอรัปชั่นกันมานานเกินกว่าที่เราจะนึกคือมีมาตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตอนต้น(และจริงๆ แล้วอาจมีมาก่อนหน้านั้น)มันฝังรากลึกมากับสังคมไทยมานานมากจนเรานึกหาทางแก้ไม่ออกมันไม่ได้เพิ่งมี เพียงแต่เราเพิ่งรู้ต่างหาก พูดโดยรวม หนังสือเล่มนี้มีทั้งส่วนที่เราชอบ และไม่ชอบผสมปนเปกันไป ชอบมากบ้าง ไม่ชอบมากบ้างเป็นหนังสือที่เอาไว้อ่าน เพื่อรับรู้และเข้าใจความคิดของคนโบราณและยังมีเกร็ดความรู้เก่าๆ ที่เริ่มจะสูญหายไปแล้วคิดเสียว่าอ่านเล่นๆ เพื่อให้มีมุมมองที่กว้างขวางขึ้นกว่าที่เคยค่ะ

เรื่อง ไทบ้านดูดาวผู้แต่ง นิพัทธ์พร เพ็งแก้วสำนักพิมพ์ ศยามเลขมาตรฐานหนังสือ 9747236613 อ่านเล่นได้สนุกๆเป็นความรู้ไทยแท้แต่โบราณ แบบที่คนไทยอย่างเราไม่ค่อยเคยได้ยินแต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าไกลตัวไปหน่อยเป็นความเชื่อโบราณเป็นส่วนมากประกอบกับก่อนอ่าน เราคาดหวังว่าจะได้อ่านนิทานปรัมปราที่เกี่ยวกับดวงดาว อะไรประมาณนี้ มันเลยออกจะปิดหวังหน่อยๆคิดว่า ถ้าได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงเพิ่มเติมอีกสักสองสามเล่มอาจจะอินมากกว่านี้ ภายในเล่มนี้ ผู้เขียนเล่าถึงการดูดาวในฤดูร้อน ฤดูหนาวการดูดาวในรูปแบบของแต่ละภูมิภาคประกอบพร้อมมากับคำทำนายทำนองโหราศาสตร์ไทยทั้งแบบที่ค้นคว้ามาจากตำราโบราณและแบบที่ไปสืบเสาะหาความรู้มากจากคนเฒ่าคนแก่ในแต่ละท้องถิ่น มีดวงดาวของไทยหลายดวงที่ปรากฏชื่ออยู่ในวรรณคดีต่างๆแต่ไม่รู้ว่าคือดาวอะไรผู้เขียนเสาะแสวงหาคำตอบ ทั้งจากลักษณะที่บรรยายในวรรณคดีเทียบกับคำอธิบายที่นักดาราศาสตร์ไทยท่านอื่นคาดเดารวมทั้งเพิ่มเติมข้อคิดเห็นของตนเองสันนิษฐานเทียบกับชื่อดาวสากลที่รู้จักกันในปัจจุบันซึ่งบางข้อสันนิษฐานก็ยังไม่สิ้นสุด ต้องสอบถามหาผู้รู้กันต่อไปซึ่งการวิเคราห์กลุ่มดาวเหล่านี้เราว่าถ้าเป็นคนชอบดูดาว หรือมีความรู้พื้นฐานอยู่บ้างน่าจะจินตนาการตามได้สนุกดี เสียดายอย่างหนึ่งว่า บทความในแต่ละตอน –เป็นการคัดมาจากบทความที่เคยได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสารฉบับต่างๆจึงมีข้อมูลซ้ำกันบ้างข้อดีสำหรับคนดูไม่เป็นอย่างเรา คือจะได้ทบทวนย้ำๆ ซ้ำๆ ให้จำกลุ่มดาวต่างๆ ได้แต่ที่น่าเสียดาบคือ ข้อมูลขาดการเชื่อมโยงระหว่างบทเมื่อพูดถึงดาวหนึ่ง ซึ่งเมื่อบทก่อนเคยเล่าถึงไปแล้ว โดยส่วนตัว เราชอบบทหลังๆ ที่เป็นการถ่ายทอดเรื่องเล่าจากผู้คนมันมีชีวิต มีความหลัง มีอารมณ์ มีความอ่อนไหวมากกว่า โดยสรุป ในฐานะที่เป็นคนดูดาวไม่เป็นเมื่อได้อ่านเล่มนี้ตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว .. ก็ยังดูไม่เป็นอยู่นั่นเองไม่เข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง จนเกือบจะพูดได้เลยว่าไม่เข้าใจอะไรเลยที่ผู้เขียนอธิบายเรื่องการหัดดูดาวด้วยตนเองแต่นับได้ว่าพออ่านสนุกๆ ได้และก็จะเก็บมันไว้จนกว่าจะมีแรงบันดาลใจมากกว่านี้จะงัดมันขึ้นมาอ่านและหัดดูดาวเองอีกสักครั้ง ..แค่ .. ขออีกสักพักก่อนเถอะนะ!!  

เรื่อง ภู-มี-ศาสตร์ผู้แต่ง บินหลา สันกาลาคีรีสำนักพิมพ์ โพสต์บุ๊กส์เลขมาตรฐานหนังสือ 9789743073069 ภูมีศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องราวของภูเขาที่เชื่อมโยงเข้ากับเรื่องเล่าตำนานความเชื่อ และประวัติศาสตร์ผู้เขียนรวบรวมข้อมูลที่หลากหลายสรุปเล่าออกมาเป็นหนังสือเชิงสารคดีที่อ่านสนุกมากอินมากทุกเรื่อง ราวกับนั่งชิดติดริงไซด์ในฉากประวัติศาสตร์เหล่านั้น ภูมีศาสตร์ ถูกย่อยให้อ่านง่าย ด้วยภาษาสนุกแบบคุณบินหลาฯแต่รู้เลยว่าผู้เขียนต้องค้นคว้าข้อมูลมาอย่างหนักหน่วงและไม่ใช่การค้นเพื่อเขียนหนังสือเล่มนี้แต่เป็นการค้นคว้าทั้งชีวิต เก็บสะสมความรู้รอบตัวมาโดยตลอดผู้เขียนจับข้อมูลจากหลากหลายที่ที่ซุกซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์พงศาวดารต่างๆเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่คนไม่ให้ความสำคัญนำมารวมรวม เชื่อมโยง ผสม ปรุงรสใหม่กลายเป็นเรื่องราวของภูเขาที่สลับซับซ้อน มีแง่มุมที่น่าสนใจเป็นประวัติศาสตร์ที่อ่านง่าย แต่ (น่าจะ) เขียนได้ยากมากๆ เล่มหนึ่ง คุณบินหลาฯ เล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ผ่านภูเขาหลายภูโดยในช่วงต้น เน้นหนักไปที่ประวัติศาสตร์การรบราสงครามทั้งต่างเผ่าพันธุ์และร่วมเผ่าพันธุ์ระหว่างผู้ที่มีความเห็นไม่ตรงกันความขัดแย้งของไทย – เขมร ที่พนมดงรักฉากการรบเมื่อครั้งกบฏบวรเดชที่เขาพระยาศรีสงครามระหว่างรัฐบาลไทยกับคอมมิวนิสต์ที่ดอยยาว – ผาหม่นสงครามอินโดจีนที่พูผาทีการก่อกำเนิดเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ภายหลังสงครามโลกจบลงและลุกลามมาจนกลายเป็นสงครามเกาหลีณ ภูเขาน้อยใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเส้นขนานที่ 38เนินเขาหนึ่งที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดทหารด้วยกันถูกตั้งชื่ออย่างประชดประชันว่าพอร์คช็อปฮิลล์ นอกจากนี้ ผู้เขียนยังเล่าเรื่องภูเขาในแง่ของภัยธรรมชาติอย่างเรื่องของภูเขาไฟ และการระเบิดครั้งสำคัญที่ถูกบันทึกไว้หลายครั้ง ผู้เขียนเล่าถึงการสืบค้นทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ผ่านทางการขุดค้นพบหลักศิลาจารึกหลักต่างๆ นอกเหนือจากหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงที่เรารู้จักกันดี เล่าถึงภูเขาอันบอกเล่าประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนาคริสต์ศาสนา และศาสนาอิสลามและประวัติศาสตร์เทือกเขาอื่นๆ ในยุโรป และอเมริกาด้วยหลายภูเกี่ยวของกับสงครามเช่นที่อื่นหากหลายภูก็ผูกพันอยู่กับตำนานปรัมปราของเทพปกรณัมและอีกหลายภู .. ทั้งประวัติศาสตร์และตำนานเทพก็พันผูกอยู่ร่วมราวเป็นเรื่องเดียวกัน บันทึกเพิ่มเติม สำหรับคนชอบอ่านหนังสือติดกันเป็นชุดเหมือนเราภูหนึ่งที่ผู้เขียนยกมาเล่าถึงในเล่มนี้ด้วยก็คือ ดอยยาว – ผาหม่นที่เราเคยอ่านเจอประปราย ทั้งใน จากดอยยาวถึงภูผาจิอีกหนึ่งฟางฝัน บันทึกแรมทางของชีวิต และ เดินป่าเสาะหาชีวิตจริงซึ่งทั้งสามเล่มบอกเล่าประสบการณ์ตรงของผู้เขียนเป็นเรื่องเล่าในเชิงลึก ให้เราเห็นรายละเอียดขณะที่หนึ่งตอนในเล่มนี้ของคุณบินหลาฯได้ทำให้เราเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างครอบคลุม อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เราได้เห็นภาพในมุมกว้างของเหตุการณ์นี้อย่างครบถ้วน ภูมีศาสตร์ Read More →