Midlife : ครึ่งทางชีวิต
เรื่อง Midlife : ครึ่งทางชีวิต
ผู้เขียน วรพจน์ พันธุ์พงศ์, ศวา เวฬุวิวัฒนา, วิญเลอญ,
วันวิสาข์ เดบรุนเนอร์, ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์, ลาวัณย์ ปัทมาธรณ์,
อรรถพล อนันตวรสกุล, รัช ตั้งสุณาวรรณ, ฤกษ์ อุปมัย
สำนักพิมพ์ Espresso & Cigarette
เลขมาตรฐานหนังสือ 9786169487555
เรียกเล่มนี้ว่ารวมเรื่องสั้นก็ได้
หรือจะเรียกว่า รวมบทบันทึกประสบการณ์ชีวิตก็ได้ ..
น่าจะตรงกว่าด้วย
Midlife : ครึ่งทางชีวิต
เป็นรวมเรื่องสั้น ที่เล่าด้วยภาษา –
ที่ให้ความรู้สึกเทียบเท่าอุณหูมิปกติของร่างกายมนุษย์
ไม่ได้อุ่นจนร้อน ไม่ได้เย็นชืด หรือเย็นเยียบ
ไม่ได้เดือดปุดๆ ไม่ได้อึดอัดหายใจไม่ออก
เป็นรวมเรื่องสั้นระดับปุถุชน
แบบที่ใครสักคนอ่านแล้วอาจจะเชื่อมโยงกับตัวเองในบางเรื่อง ..
เรื่องแรก คาลิปโซ (เทพผู้ปกปิดซ่อนเร้น จากปกรณัมกรีก)
เรื่องนี้เขียนได้ดี
ทำงานกับความรู้สึกแรงมาก อ่านแล้วอินมากกกก
งานเขียนของเขา ทำให้เรา ..
นั่งก่นด่าตัวละครชายในเรื่องไปตลอด
เก็บได้แค่นั้นเลย คนอ่านโมโหหูดับไปแล้ว >,<
เรื่องที่สอง Your Forties, My Forties
เราชอบการถ่ายทอดภาวะจิตใจของผู้เล่าในเรื่อง
เราชอบการถ่ายทอดความเสียใจ ความโกรธ ความรู้สึกผิด
การแบกรับ ความยากลำบาก
รอยร้าวในความสัมพันธ์ .. ระหว่างผู้เล่ากับพ่อ
เรื่องนี้ไม่ฟูมฟาย แต่ถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมา
อธิบายความรู้สึกได้ดีมากๆ เลย
เรื่องที่สาม Mrs. Debby
ยังคงชอบการมองโลกในแง่บวกของผู้เขียน
ชอบความอบอุ่น และใจดี จากตัวหนังสือในเรื่องนี้
และ .. อยากบอกคุณนายเด็บบี้จังว่า
ใช่เลย เราเคยผ่านอารมณ์ ความรู้สึก เดียวกับเธอเปี๊ยบเลย
แม้ว่าในวันนั้น เราจะไม่ได้อยู่ในช่วงวัยทอง
แต่ก็ยังผ่านมันมาได้ด้วยความยากลำบากต่อใจมากๆ เลย
ในวันที่ลูกสาวย่างเข้าวัยรุ่น ..
ไอ่เด็กที่เคยติดเราเป็นตังเม ก็เกิดมีความลับกับแม่!!
ความลับขี้ปะติ๋วที่ไม่สลักสำคัญอะไรเลย แต่ก็ไม่ยอมบอก >,<
โลกสองใบที่เคยแทบจะเป็นโลกใบเดียวกัน
ค่อยๆ แยกห่างออกจากกันทีละนิด
เหมือนกับการแบ่งตัวของโครโมโซม
มันไม่ได้แบ่งมาตั้งแต่ตอนที่ลูกปฏิสนธิหรอก
มันเพิ่งมาแบ่งเอาตอนที่ลูกย่างเข้าวัยรุ่นนี่เอง
ครั้งแรกที่มันเกิดขึ้น หัวใจคนเป็นแม่แทบสลาย
โทษตัวเองทุกอย่างว่าเราทำอะไรผิด
ทำไมลูกไม่ไว้ใจ ช่องว่างระหว่างเรามันเกิดขึ้นได้ยังไง
สิบกว่าปีที่ผ่านมา เราเลี้ยงเขาผิดตรงไหน ฯลฯ
กว่าจะเรียนรู้ กว่าจะเข้าใจ ..
ว่ามันไม่ใช่ความผิดของใครที่ไหนเลย
มันแค่เป็นไปตามธรรมชาติ ..
เราก็ต้องดีลกับใจตัวเองอยู่หลายปี
กอดคุณนายเด็บบี้นะคะ 🙂
เรื่องที่สี่ บันทึกอันน่าหงุดหงิดของกระทาชายวัยเปลี่ยว
ขำให้กับความลื่นไหลไปเรื่อย ..
free writing ขนานแท้เลยทีเดียว
มันไม่มีตอนเริ่มต้น ไม่มีตอนจบ
มีเพียงฉากหนึ่ง ตัวละครหนึ่ง และกิจวัตรที่เคลื่อนไป
เป็นทั้งเศษชิ้นส่วน และเป็นชิ้นเป็นอัน
เรื่องที่ห้า เปลวแดดกลางฤดูหนาว
เป็นคำตอบให้กับความ “โสด”
ของครึ่งทางชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง
มองไม่เห็นความทุกข์ แต่ก็ไม่ได้เห็นความสุขหวือหวา
เห็นแต่เพียงความเป็นไป .. ในวันเวลา
เรื่องที่หก กรวดธารและกาลเวลา
บีบรัด หน่วง หนัก
เต็มไปด้วยความคาดหวังที่แบกรับ
เป็นความคาดหวังที่ถูกถ่วงเติมจากตนเอง
หนัก เหนื่อย แต่ต้องเติมมากขึ้นไปอีก วนเป็นวัฏจักร ..
ชวนให้เราคิดถึง Sisyphus ผู้เข็นหินขึ้นภูเขา
เรื่องที่เจ็ด แปดโมงเช้าวันนั้น
ตกตะกอน ดีลกับความขุ่นมัวภายในใจ
แม้จะเกิดเรื่องร้อน แต่วิธีเล่า ..
การไหลของกระแสความครุ่นคิด ..
ก็ทำให้โทนของเรื่องอุ่นเบา
เป็นเรื่องที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น และยังยิ้มได้ .. เมื่ออ่านจบ 🙂
เรื่องที่แปด การเข้าเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้
ความตาย เป็นสิ่งที่มักจะมาคู่กันกับอายุที่มากขึ้น
การเตรียมใจให้พร้อมอาจเป็นเรื่องจำเป็น ..
เป็นเรื่องเข้าใจได้ .. แต่ไม่ง่ายที่จะทำ
ระหว่างการตายที่กำลังจะเดินทางมาถึง ..
ครึ่งชีวิตที่เหลือ คงเป็นช่วงเวลาที่จะต้องเรียนรู้
และได้ทำความรู้จักกับมัน ..
เรื่องสุดท้าย Alive
เป็นเพียงเรื่องเดียวในเล่ม ที่สะดุดขัดลมหายใจขณะอ่านของเรา
เคยได้ยินเสียงชื่นชมคุณ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ มานาน
แต่ไม่เคยมีโอกาสอ่านงานเขียนของเขามาก่อนเลย
ถ้านับว่านี่เป็นครั้งแรก ก็เป็นการเริ่มต้นที่ประทับใจมาก
ชอบวิธีการเล่าเรื่อง ที่นำพาเราดุ่มดิ่งไปกับเรื่องที่เขาเล่า
ประทับใจในภาษา วรรค วลี คัดเลือกมาเหมาะเจาะ ลงจังหวะ
เป็นบันทึกความจริงที่เต็มไปด้วยพลัง
ครบถ้วนทั้งความนัย ความรู้สึก และอารมณ์ ..
คุ้มค่าเหลือเกินที่ได้อ่าน
ครึ่งศตวรรษที่สั่งสม
กักเก็บโกรธเกลียดเอาไว้มากมายเหลือเกิน
ความรัก ความทุกข์ ความเศร้า ก็ด้วย
แต่เราก็สามารถแตกหน่อใหม่ได้เสมอ ถ้าใจอยาก
เก็บความโกรธ เกลียด ทุกข์ เศร้า เหล่านั้นเอามาเป็นปุ๋ย
เป็นอาหารหล่อเลี้ยงให้แก่หน่อใหม่ที่แทงยอดขึ้นมา ..
แปลกดี ที่เรื่องการนอกใจ เป็นหนึ่งในวิกฤตวัยกลางคน
ไม่ใช่แค่ 1 แต่มากกว่า 1 ในรวมเรื่องสั้นเพียง 9 เรื่องนี้
การล่วงเข้าสู่วัยกลางคน
ประสบการณ์ที่สั่งสม ไม่ได้ทำให้คนทุกคนนิ่งขึ้น
ผู้คนยังคงว้าวุ่น ไม่มั่งคง ไม่มั่นใจ
และต้องการการยืนยันอยู่เสมอ ..
อันที่จริง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดชีวิตของเรา
แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆ ในชีวิต เกิดขึ้นไม่กี่ครั้งนักหรอก
วัยกลางคน ก็เป็นอีกหนึ่งช่วง
ที่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นกับเรา
มันแตกต่างจากครั้งอื่นอยู่นิดหน่อย
ตรงที่ ทุกหัวเลี้ยวหัวต่อที่ผ่่านมา
เรายังเป็นตัวเล็กตัวน้อย เป็นที่น่าเอ็นดู
และอยู่ในฐานะอันควรได้รับการให้อภัย
แต่เมื่อเกิดวิกฤตวัยกลางคน
แม้อารมณ์ภายในจะไม่ต่างกัน เราสับสน มึนงง หลงทาง
ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิต หนทางข้างหน้าจะเป็นยังไง
เมื่อเกิดปัญหา หากเราแสดงออกอย่างไม่เหมาะสม
ทุกคนรอบตัวก็พร้อมจะชี้นิ้วตำหนิมาที่เรา
“ทั้งวัยวุฒิ ทั้งวุฒิภาวะ ไม่ช่วยอะไรบ้างเลยหรือ?”
โลกอันกว้างใหญ่ ไม่มีที่ว่างให้กับวัยกลางคน .. บ้างเลยหรือ?
ชีวิตที่ตกอยู่ตรงกลางทาง
ชีวิตที่เดินทางมาถึงครึ่งหนึ่ง
มันไม่สวย สดใส เหมือนวัยเยาว์
มันกอบเก็บ สะสม บ่มเพาะ ประสบการณ์ทั้งดีและไม่ดี
ความทรงจำที่ถูกแบกรับจนเริ่มล้น
ความรู้สึกที่รู้สึก
ไม่ได้เป็นเพียงของปัจจุบัน
แต่ถูกทับถมจากเรื่องราวเดียวกันในอดีต ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มันไม่ได้เป็นแรงผลัก แรงขับ
ให้ต่อสู้ ก้าวไปข้างหน้า
หรือต้องพิสูจน์ตนเองเช่นวัยเยาว์
แต่มันคือน้ำหนักที่กดทับลงบนบ่า
หนักอึ้งจนสองขาแทบจะก้าวไม่ไหว
หนังสือเล่มนี้ เป็นเพียงเสียงจากคนวัยครึ่งชีวิต
ที่ถอดเสี้ยวประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟัง
แค่รับรู้ แค่ฟัง ในสิ่งที่เป็น
อ่านแล้วจะเห็นใจ เข้าใจ หรือตัดสิน ..
ก็เป็นสิทธิ์ของผู้อ่านแล้วล่ะค่ะ 🙂
ปล.1 ขอบคุณสำนักพิมพ์ Espresso&Cigarette
สำหรับหนังสือที่สุดแสนจะมีค่าเล่มนี้ค่ะ ^^
ปล.2 เป็นครั้งที่สองในชีวิต ที่ได้อ่านพบคำว่า “บุบเบลอร์”
ครั้งแรก จากหนังสือ เวลาในขวดแก้ว ของคุณประภัสสร เสวิกุล
ครั้งนั้น เข้าใจเอาเองว่าเป็นคำศัพท์ที่ผู้เขียนสร้างขึ้นมาใหม่
แต่ครั้งนี้ เจออีกครั้งในงานเขียนของคุณวรพจน์
อดนึกไม่ได้ว่า หรือมันเป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายในยุคหนึ่ง
และมีความหมายที่เฉพาะเจาะจงสักอย่าง?





Comments are closed.