14 เอลันตรา

เรื่อง เอลันตรา
ผู้แต่ง ดวงตะวัน
สำนักพิมพ์ ดวงตะวัน
ราคา 300 บาท
(พิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อปีพ.ศ. 2551)

อันที่จริง ก่อนจะถึงเอลันตรา นิยายเซ็ตธิโมส์ยังมี ณ ที่ดาวพราวพร่างรัก อีกเล่มหนึ่งคั่นอยู่ก่อน
แต่ก็นั่นล่ะ เราไม่ได้ตั้งใจจะรีวิวให้ครบทุกเล่มตั้งแต่แรกแล้ว
ทีแรก ตั้งใจจะรีวิวเฉพาะปราสาททรายในสายฝน กับผีเสื้อลายตะวันด้วยซ้ำ
แต่เมื่อเนื้อเรื่องยังสนุก และมีความเชื่อมต่อกัน
จึงขอยกมาแต่ธิโมส์ ภาคอดีตจะดีกว่า
ดังนั้น ต่อจากบัลลังก์บุหลัน เรื่องราวของเรทัต ชายหนุ่มรุ่นลูกของกาย กานาเมซเป็นคนแรกแล้ว
เล่มต่อมาที่จะรีวิว จึงขอยกมาเป็นเรื่องราวของน้องชายของเรทัต ..
อินทัตผู้ฉุนเฉียวเจ้าอารมณ์คนนี้ก็แล้วกัน
เอลันตรา ความลับคับอกของอินทัต กำลังจะถูกเปิดเผยนับจากนี้ ..

เรื่องราวในเอลันตรา ควบทับ คาบเกี่ยวช่วงเวลากันกับบัลลังก์บุหลันในช่วงแรกๆ
(อันที่จริงก็คาบเกี่ยวกับ ณ ที่ดาวพราวพร่างรักด้วย แต่เมื่อไม่ได้รีวิว ขอละเอาไว้แล้วกันค่ะ)
แต่ในฐานะที่อินทัตเป็นเจ้าของเรื่อง
ครานี้ ดวงตะวันจึงบอกเล่าเรื่องราวเดียวกันผ่านสายตาของอินทัต
ความคลางแคลงใจลับๆ ล่อๆ ที่ไม่เคยมีใครเข้าใจ
ค่อยๆ ถูกคลี่คลาย บอกเล่า และอธิบาย ..
ให้พวกเราเหล่าคนอ่านได้เข้าใจเจ้าเด็กดื้อหุนหันพลันแล่นคนนี้เสียที

เอลันตรา ภาพรอยขีดผนังที่ค่อยๆ ถูกแต่งแต้มด้วยหินสีจนสวยงามของอินทัตในเรื่องบัลลังก์บุหลันนั้น
เป็นภาพที่อินทัตวาดขึ้นจากภาพ และเสียงที่คล้ายๆ จะเป็นความฝัน
ภาพที่เคยเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ คอยก่อกวนเขาในความรู้สึก
ภาพเธอผู้แต่งกายประหลาดที่เขาไม่เคยรู้ว่าเป็นใคร และเหตุใดเขาจึงไม่เคยหาเธอพบ
ภาพและเสียงที่ยิ่งวัน ก็ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิด หาคำอธิบายไม่ได้ ไม่ว่ากับคนอื่นหรือกับตนเอง ..

อินทัตพยายามไขว่คว้าตามหาเธอที่เขาไม่รู้ว่าคือใคร และจะหาเธอได้จากไหน
เมื่อใดที่เข้าใกล้ เธอกลับหายลับ ต่อเมื่อเผลอตัว ไม่ได้ตั้งใจ กลับมองเห็น
เลือนลาง ว็อบแวบ หากแต่ไม่เคยสัมผัส ..
จวบจนกระทั่งคืนหนึ่ง ในวันที่ลัชชูร์ถูกทูตกูตูร์ฆ่า
วันแห่งความเศร้าโศก วันแห่งความวุ่นวาย
วันที่อินทัตไม่ได้คิดถึงสิ่งอื่นใดมากไปกว่าผู้คนบนแผ่นดินแสงดาว
วันนั้นเองที่เธอปรากฎตัวขึ้น .. ปรากฎตัวขึ้นในกระโจมริมผาของเขาเอง!!

ในการพบกันครั้งนี้ อินทัตจับต้องเธอได้ พูดคุยโต้เถียงกันได้
แต่หากยังไม่ทันได้ความอะไร ทั้งที่ต่างฝ่ายยังคงตกใจ แปลกใจ
ร่างที่เขาจับเอาไว้แท้ๆ กลับเลือนหายไปจากตาดุจความฝัน …

เอลัน เด็กหญิงที่ถือกำเนิดเป็นคีราโมส์ในยุคปัจจุบัน
ในยุคที่ธิโมส์กำลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
และกำลังเกิดสงครามล้มล้างราชวงศ์ครีราโมส์ทีสืบทอดกันมานับพันปี
เด็กหญิงที่ถูกเลี้ยงอย่างลับๆ ห่างไกลจากครอบครัว และพี่ชายฝาแฝดทั้งสอง
อินทัตที่เธอเห็น จึงเปรียบเสมือนเพื่อนในจินตนาการวัยเด็ก ของเด็กหญิงที่ว้าเหว่คนหนึ่ง
แต่นี่ .. เขามีตัวตนอยู่จริงๆ และกำลังยืนอยู่ต่อหน้าเธอ!!

การพบกันโดยบังเอิญเฉกเช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง
โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมสิ่งใดได้
จนกระทั่งครั้งหนึ่ง อินทัตได้พบเธอปรากฎร่างขึ้นด้วยตาของเขาเอง
ร่างของเธอค่อยๆ ปรากฎขึ้นตรงหน้าแผ่นผาที่เขาสลักรูปเธอเอาไว้นั่นเอง
การพบกันบ่อยครั้ง และจากไปอย่างกะทันหัน ทำให้ทั้งสองคนต่างเพิ่มพูนความห่วงหาอาทร
ห่วงใยกันไปพร้อมๆ กับความสงสัยใคร่รู้
อยากรู้ว่าเขาคือใครกันแน่ อยากรู้ว่าเหตุใดทั้งสองจึงได้พบกัน
และมันเกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่ออะไร ฯลฯ

และแล้วในวันหนึ่ง วันที่เอลันอยู่ในห้วงเวลาของตนเอง
ขณะที่เธอยืนอยู่ต่อหน้าศาลแม่เจ้าเอลันตรา
ภาพสลักภาพเดียวกับที่อินทัตวาดไว้ และผ่านวันเวลามาถึง 3000 ปีในวันนี้
วันที่เรื่องราวใน ณ ที่ดาวพราวพร่างรัก คงดำเนินมาถึงจุดที่เข้มข้น
(คงต้องไปตามอ่านรายละเอียดกันอีกที)
เอลันตราถูกยิงด้วยฝีมือของหญิงสาวผู้เป็นอาสะใภ้ของตน ต่อหน้าศาลแม่เจ้าเอลันตรานี่เอง
และนั่น เป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะมีชีวิตอยู่ในโลกของเธอ!!

เอลันปรากฎกายขึ้นอีกครั้งที่ยุคของอินทัต ในลักษณะที่ร่างกายเต็มไปด้วยเลือด
ญีลาคือเฮปาที่ช่วยชีวิตเธอ (ผ่ากระสุนออกให้ด้วย ขี้โม้มาก 555)
แต่เรื่องราวของเธอ ก็ยังคงถูกเก็บเป็นความลับที่มีแค่อินทัตและญีลาเท่านั้นที่รู้
เรื่องราวเล็กๆ นี้หรือ ที่ทำให้เกิดการแตกแยกครั้งใหญ่ของเรทัตและอินทัต
กลายเป็นสองสายแห่งวงศ์ตระกูลครีราโมส์สืบมา

เอลันที่มาปรากฎกายพร้อมอาการบาดเจ็บในครั้งนี้
เพิ่มความพะวงห่วงหาแก่อินทัตเพิ่มขึ้นเป็นล้นพ้น
นั่นทำให้อินทัตยิ่งว่างเว้นจากการฝึกซ้อมอาวุธและพบปะกับผู้อื่น
เขาแทบไม่ได้ออกจากกระโจมเลยด้วยซ้ำ
ช่องว่างระหว่างอินทัตและเรทัตค่อยๆ ถ่างกว้างออกมาขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อวันเวลาผ่านไป อาการของเอลันค่อยๆ ดีขึ้น พร้อมๆ กับความผูกพันของเธอและอินทัต
ดังนั้น เมื่อเขารู้ว่าเธอคิดถึงบ้าน และต้องการกลับบ้าน ..
บ้านที่อยู่ที่เดียวกับเขา หากแต่ต่างกันทีเวลานับพันปี ..
เขาจึงไม่รั้งรอเลย ที่จะทำทุกวิถีทางให้เธอได้กลับบ้านตามที่เธอปรารถนา

คำตอบของคำถามทั้งหมดถูกโยงไปที่ไตรา
ปราชญ์ผู้สร้างธีลาโมส์ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด 3 อัน
ปราชญ์แห่งครีราโมส์ในอดีตที่น่าจะมีชีวิตออยู่เมื่อนับร้อยกว่าปีก่อน
และอย่างไม่น่าเชื่อ เขายังมีชีวิตอยู่ในวันนี้!!

ไตราสร้างธีลาโมส์ขึ้นมาทั้งหมดสามอัน
ทั้งสามอันล้วนทำจากหินก้อนเดียวกัน หินที่มีลวดลายเป็นเส้นสามเหลี่ยมสีทอง
หากแต่นำมาประดับอัญมณีที่แตกต่างกัน และมอบให้คนในสายเลือดครีราโมส์
ธีลาโมส์ทั้งสามอันนี้ ถูกสร้างขึ้นในยุคของรีลาส พ่อของปันต์ราเมซ (นับเป็นปู่ของคีรานั่นเอง)
รีลาสมีลูกสองคน คือเมเรและราเมซ ธีลาโมส์สองอันจึงตกอยู่กับฝั่งสายตระกูลนี้
และหนึ่งในนั้นคือธีลาโมส์ที่ประดับอัญมณีหลากสีของศาตรีคีราที่มอบให้เรทัตนั่นเอง
เมเรนั้นอายุสั้น ธีลาโมส์ของเมเรจึงถูกเก็บไว้ในคลังของครีราโมส์
(ถูกกล่าวถึงในวันที่ลิบงบุกเข้าไปในคลัง และถูกไฟคลอกตายที่นั่น)
ดังนั้น ธีลาโมส์อันที่อยู่ในคลังของปันต์เรทัตจึงถูกทับถมจมดินอยู่ในซากปรักหักพังที่เนินเปดาลนั่นเอง
ส่วนธิลาโมส์อันที่สาม เป็นธิลาโมส์ประดับด้วยมุก ซึ่งตกเป็นของญาติของรีลาสที่ชื่อราม
รามมีลูกสาวหนึ่งคน และลูกสาวคนนั้นหนีระดาลัยไปเช่นเดียวกับคีรา

(สปอยล์ (ผีเสื้อลายตะวัน) อย่างสุดซึ้ง โปรดลากแล้วอ่าน
หญิงสาวคนนั้นคือแม่ของกายนั่นเอง แม่ของกายมอบธีลาโมส์ประดับมุกให้กาย
และกายไม่เคยกล่าวถึงเลย จวบจนกระทั่งในวันที่เธอกำลังจะตาย เธอได้มอบมันให้คีรา
เพื่อฝากให้มอบมันแก่ลูกของเธอ .. เรทัต

แต่คีราทำในสิ่งที่มากกว่านั้น เธอนำธีลาโมส์ของเธอ อันที่ประดับอัญมณีหลากสี
อันที่มีศักดิ์และสิทธิ์สูงกว่าให้แก่เรทัตลูกของกาย
และมอบธีลาโมส์ประดับมุกอันของกายนั้น ให้แก่อินทัตลูกของเธอเอง)

ธีลาโมส์ที่ถูกสลับมือ ทำให้เกิดเหตุการณ์ผิดประหลาดเช่นนี้
เอลันถูกนำมาที่นี้ ด้วยพลังแห่งหินวิเศษนั้น!!
สิ่งที่จะแก้ไข นำพาให้เอลันกลับสู่ยุคของเธอได้
ก็คือการนำธีลาโมส์ทั้งหมดมาคืนสู่ผู้ที่ถือครองที่ถูกที่ควร
แต่ในขณะนี้ อินทัตเองก็ไม่กล้าเล่าถึงเอลันให้เรทัตฟัง มัวแต่ถามอ้อมไปอ้อมมา
(ทั้งๆ ที่มันก็ไม่เห็นจะยากอะไรเลย ทีบอกญีลายังบอกได้เลย ให้ญีลาช่วยอธิบายแต่แรกก็จบ)
เรทัตเอง ก็ไม่กล้าจะบอกเรื่องที่มาของการสลับธิลาโมส์ เพราะกลัวว่าความลับของกายจะเปิดเผย
แล้วคนสำคัญที่เป็นคนสลับธีลาโมส์เองกับมืออย่างคีราและเรเชน ก็กลับไม่ถูกเล่าถึง
แค่บอกว่าคีราป่วย แล้วไงอ่ะ เรเชนก็ยังอยู่
คือไม่มีใครคิดแก้ปัญหาให้ตรงจุด มัวแต่อมพะนำอะไรกันอยู่จนเรื่องราวบานปลาย
อ่านแล้วก็หงุดหงิดในความไม่สมเหตุสมผลของเนื้อเรื่อง

พล็อตเรื่องดำเนินไปอย่างเชื่องช้า น่าเบื่อ ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องศึกจากต่างแดน
อาจเป็นเพราะช่วงเวลาคาบเกี่ยวกัน (กับเรื่องบัลลังก์บุหลัน)
เรื่องเดิมๆ ก็ช้าและน่าเบื่อแล้ว เรื่องใหม่ที่เกี่ยวข้องกับธีลาโมส์ทั้งสามอันก็ไม่คืบหน้าไปไหน
ดังนั้น ถึงพล็อตจะสนุก แต่ก็เป็นความสนุกที่ออกจะน่าเบื่ออ่ะ ในความคิดของเรา

ความลับของอินทัต มันไม่เห็นจำเป็นจะต้องเป็นความลับอะไรขนาดนั้นเลย
ไม่สมเหตุสมผล อ่านแล้วยากที่จะชวนเชื่อ
ถ้าเอลันประหลาดนักล่ะก็ ไม่จำเป็นต้องประกาศให้ใครรู้ก็ได้
แต่แค่บอกเรทัตคนเดียว พี่น้องที่รักกันมากขนาดนี้จะไปอธิบายยากอะไร

และก็อย่างเคย ดวงตะวันใช้มุกเดิม ล่อลวงคนอ่านให้เข้าใจผิดด้วยคำว่า “ประวัติศาสตร์”
ประวัติศาสตร์อย่างกะพร่องกะแพร่งที่ตกทอดมาถึงยุคของเอลัน 3000 กว่าปี
แล้วสุดท้าย ก็หักมุมแฮปปี้เอนดิ้ง แบบทุกคนดีหมด บลาๆๆ
แต่พอหลอกซ้ำๆ ด้วยภาษาชวนเชื่อ แต่เหตุผลไม่รองรับ
มันเลยออกเป็นแนว “ชวนไม่เชื่อ” เสียมากกว่า
นานๆ เข้า ไม่เฉลยปมเสียที เนื้อเรื่องก็วกวนดุจภายเรือในอ่าง ไม่คืบหน้า
คนอ่านก็เลยพาลเบื่อ

ตอนจบ หลังจากเคลียร์ปัญหายิบย่อยลงตัวกันทุกฝ่าย ก็ถึงตาปัญหาหลักของเรื่อง
หลังจากที่เอลันและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พยายามหาวิธีให้เธอเดินทางกลับยุคของเธอมาตลอดเรื่อง
สร้างเรื่องบานปลายมากมาย สุดท้าย เอลันก็ได้รู้หัวใจตัวเองเสียทีว่า ..
แท้ที่จริงแล้ว เธอไม่ได้ปรารถนาจะกลับ (ห๊ะ? อะไรนะ!!)

หญิงสาวที่ไร้ค่าในโลกแห่งปัจจุบัน
หรือจริงๆ แล้ว “ค่า” ของเธออยู่ในยุคอดีต .. “ค่า” สำหรับใครบางคน
เธอไม่ได้มาเพื่อเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ แต่เธอมาเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ต่างหาก
และนับจากนี้ ครีราโมส์สายเอลันตราจึงจะถือกำเนิดขึ้น .. นับจากเธอ ..

สรุปว่า เอลันตรา พล็อตหลักน่าสนใจ แต่พล็อตสนับสนุนเหตุผลอ่อนไปหน่อย
มุกซ้ำ ความสนุกเลยลดลงไปอย่างน่าเสียดาย
พออ่านจนจบ แทนที่จะสนุกตราตรึงใจ เลยกลายเป็นความรู้สึกประมาณว่า ..
“เฮ้อ! จบซะที!!” เสียมากกว่า

หลังจากนี้ ก็ว่าจะไปตามอ่านเรื่องของญีลาเป็นคนสุดท้ายเสียที
ก่อนจะลาพักจากดวงตะวันสักระยะ
จบจากรุ้งในลมหนาว เรื่องราวสุดท้ายของญีลา
แล้วเราจะหานิยายสนุกๆ มาเล่าเปลี่ยนบรรยากาศนะคะ
แล้วพบกันค่ะ ^^

Comments are closed.

Post Navigation