เรื่อง พระอาทิตย์เที่ยงคืน
ผู้แต่ง ฮิงาชิโนะ เคโงะ
ผู้แปล สุริยงวรวุฒิ สิริวัฒน์กุล
สำนักพิมพ์ เนชั่นบุ๊คส์
เลขมาตรฐานหนังสือ 9786165150903

เป็นนิยายที่เต็มไปด้วยฆาตกรและมิจฉาชีพ!!

ช่วงต้น พระอาทิตย์เที่ยงคืน เปิดเรื่องอย่างเนิบนาบ
ผู้เขียนซ่อนข้อมูลที่เกี่ยวกับการฆาตกรรมเอาไว้แทบทั้งหมด
ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยออกมา
ตามเส้นทางการสืบสวนของคุณตำรวจ ซาซางากิ จุนโซ
การที่คนอ่านไม่รู้อะไรเลย แทนที่จะสนุกเพราะต้องคอยติดตามคดี
กลายเป็นความน่าเบื่อที่ไม่มีอะไรให้ติดตามเลย
เกือบสองร้อยหน้าแรกของเราดำเนินไปอย่างเฉื่อยชามาก

การสืบเสาะหาตัวคนร้าย ที่ไม่ว่าจะสืบไปทางไหนก็เจอแต่ทางตัน
นอกจากไม่คลี่คลายปมแรก 
ผู้เขียนยังคงทิ้งปมใหม่ค้างคาเอาไว้ตามรายทาง
ยิ่งอ่าน ก็ยิ่งยุ่งเหยิง พัวพัน
หากเสน่ห์ของเรื่อง ก็อยู่ตรงนี้นี่แหละ
อยู่ตรงที่ .. แม้เราจะแก้ปมไม่ออก 
แต่ก็เริ่มเห็นความเชื่อมโยงและเค้าลาง

ตัวเรื่องดำเนินไปตั้งแต่กลุ่มตัวละครหลักยังเรียนชั้นประถม
พวกเขาเข้าไปพัวพันกับคดีฆาตกรรม
หนึ่งคนเป็นลูกชายของเหยื่อ อีกหนึ่งเป็นลูกสาวผู้ต้องสงสัย
ข้ามผ่านวันเวลา กระทั่งพวกเขาล่วงเข้าสู่วัยมัธยม
มหาวิทยาลัย วัยทำงาน และมีครอบครัวในที่สุด

โลกนี้คงมีคนอยู่สองประเภท
คือคนที่ถูกหล่อหลอมมาให้รู้สึกผิดชอบชั่วดี
กับคนอีกแบบ ที่หมดสิ้นแล้วซึ่งความรู้สึกเช่นนั้น

ด้วยวิธีเล่าดั่งการหว่านแหแผ่ออกราวใยแมงมุม
ผู้เขียนค่อยๆ รวบตึงจากรอบนอกสุด
ตัวละครที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ค่อยๆ เปิดฉาก แสดงบทบาท แล้วจากไป
บ้างจากตาย บ้างหลงเหลือ แล้วค่อยเชื่อมโยงเข้าหากันในทางใดทางหนึ่ง

เรื่องประกอบด้วยบทใหญ่ๆ สิบกว่าบท
เล่าเรื่องผ่านตัวละครต่างๆ กันไป
โดยตัวละครเหล่านั้น มีชีวิตอยู่รอบๆ ตัวละครหลักสองคน
ผู้เขียนเล่าเรื่องจากแง่มุมต่างๆ เพื่อเล่าถึงตัวละครสองคนนี้
โดยที่เราไม่มีโอกาสรับรู้ความรู้สึกนึกคิดจริงๆ ของทั้งคู่เลย

คดีนี้ยืดยาว ผ่านวันเวลามาถึง 19 ปี
สืบกันตั้งแต่คุณตำรวจเจ้าของคดียังหนุ่มแน่นแข็งแรงดี
จนกลายเป็นคุณตำรวจชรา และคดีก็หมดอายุความไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น ความรู้สึกค้างคาในใจ ก็ทำให้เขายังคงตามหาคำตอบอยู่

หนังสือเล่มนี้ มีความหนานับพันหน้า
ซึ่งรายละเอียดก็ควรค่าให้หนาได้อย่างนั้นแหละ
แต่ส่วนตัวเรามองว่า มันสามารถเล่าให้กระชับกว่านี้ได้นะ

ความรู้สึกของเราขณะอ่าน เป็นกราฟวิ่งขึ้นวิ่งลง
ไม่ได้สนุกรวดเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ
อย่างที่บอกไปว่า คดีนี้มีแต่ทางตัน
ซึ่งแม้จะผ่านในช่วงแรกไปแล้ว การสืบก็ยังไม่ลื่นไหลต่อเนื่อง

ด้วยเหตุที่วิธีเล่า เป็นการเล่าจากมุมมองของตัวละครอื่นรอบๆ ตัวละครหลัก
ทำให้คนอ่าน ได้มองเห็นทุกแง่มุม ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ในขณะที่ตัวละครอื่นๆ เห็นเพียงด้านเดียว
เราก็ได้แต่ลุ้นให้ทุกคน มองเห็นภาพรวมได้เสียที .. แต่ก็ลุ้นไม่ขึ้น

ตอนที่อ่านสะดุดที่สุดเลย คือตอนที่
คุณนักสืบกำลังจะไล่ตามถึงตัวคนร้าย
แต่กลับต้องหยุดการสืบลงกลางคันด้วยสาเหตุบางอย่าง
หลังจากนั้นคือความยืดเยื้อในความรู้สึกเรา
จากส่วนนี้ไปคือความเหนื่อย ความอัดอั้น 
ความรู้สึกคล้ายกับเมื่อช่วงต้นเล่มกลับมาอีกครั้ง
ทั้งที่มันใกล้จะจบแล้ว
(ร้อยหน้าสุดท้าย ยังมิวายมีตัวละครใหม่โผล่มาอยู่เลย!!)

และที่แย่ไปกว่านั้นคือ
การที่ผู้เขียนเล่าเรื่องยืดเยื้อมาเนิ่นนาน
แต่พอตอนคลี่คลายคดีที่รอคอย กลับรวบรัดตัดจบดื้อๆ

ถามว่าสนุกไหม ก็สนุก
แต่เป็นความสนุกที่ขัดใจตลอดการอ่าน

นึกถึงคำที่ว่า ชีวิตจริงยิ่งกว่าละครแล้ว
อดคิดไม่ได้ว่า จะมีชีวิตจริงที่ไหน
ที่มีเงื่อนไขในการดำรงชีวิตมากมายอย่างในเรื่องนี้ไหม
ตัวละครใช้ชีวิตเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์บางอย่างอยู่ตลอดเวลา
ชีวิตจะหาความสุขจากที่ไหน
ตัวละครที่ว่านั้น ไม่ต้องการความสุขหล่อเลี้ยงจิตใจบ้างเลยหรือ?

ปล. 1 เพราะตัวละครหลักมีความรู้ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์
เราจึงได้เห็นวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ในประเทศญี่ปุ่น
ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกเป็นต้นมา อย่างเป็นรูปธรรม

ปล. 2 และเพราะเรื่องกินเวลายาวนานเกือบยี่สิบปี
สิ่งที่ผู้เขียนสอดแทรกเข้ามาในเรื่องคือ ไทม์ไลน์ของเศรษฐกิจและสังคม
เราได้เห็นประวัติศาสตร์ญี่ป่นุในช่วงเวลาหนึ่ง
ผู้เขียนบันทึกเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงก่อนยุคฟองสบู่แตก
จวบจนกระทั่งผ่านช่วงเวลานั้นไปแล้ว
ได้บันทึกสถิติทางกีฬาของญี่ปุ่นเอาไว้หลายประเภท
คือถ้าเป็นคนญี่ปุ่น (ที่เกิดทัน) ได้อ่าน ก็คงเหมือนได้รำลึกความหลัง

ปล.3 การย้ายเชิงอรรถจำนวนมหาศาลไปไว้ในทุกท้ายบท
เป็นอุปสรรคในการเริ่มต้นอ่านหนังสือเล่มหนาเล่มนี้มาก
ต่อเมื่ออ่านไปเรื่อยๆ เราจึงชิน และเข้าใจได้ว่า
ไม่ต้องเปิดไปดูเชิงอรรถนักก็ได้ บริบทมันบอกพอประมาณ
ที่เหลือก็ช่างมัน!! >,<

Comments are closed.

Post Navigation