48 คลื่นถี่ความเหงา

เรื่อง คลื่นถี่ความเหงา
ผู้แต่ง โอตสึ อิจิ
ผู้แปล พรพิรุณ กิจสมเจตน์
สำนักพิมพ์ JBOOK
(สำนักพิมพ์ในเครือ bliss)
ราคา 150 บาท

รวมเรื่องสั้นของโอตสึเล่มนี้จะแปลกหน่อยค่ะ
แปลกตรงที่ แม้ชื่อหนังสือจะตั้งชื่อว่า “คลื่นถี่ความเหงา
แต่เรื่องสั้นทั้งหมดในเล่ม ไม่มีเรื่องใดชื่อตรงกับชื่อหนังสือเลยสักตอน
แบบนี้ค่อยยุติธรรมหน่อย ^^

หนังสือเล่มนี้ รวมเรื่องสั้นเอาไว้ทั้งหมดสี่เรื่องด้วยกันค่ะ
สัญญาณจากอนาคต, หัวขโมยกับอุบัติเหตุประสานมือ, เด็กสาวบนแผ่นฟิล์ม และทิวทัศน์ที่สาบสูญ

เริ่มกันที่เรื่องแรกก่อน สัญญาณจากอนาคต
ผม ชิมิสึ และนาโอกิ เป็นเด็กประถมโรงเรียนเดียวกันที่มีเหตุให้ได้รู้จักกันโดยบังเอิญ
ในวันแรกที่ได้รู้จักกันนั้น นาโอกิบอกกับทุกคนว่าเขามีความสามารถพิเศษเห็นอนาคตได้
แม้จะไม่ตรงทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ประมาณครึ่งหนึ่งมันจะเกิดขึ้น
นาโอกิเรียกมันว่าเป็นสัญญาณจากอนาคต
ฟังดูไม่น่าเชื่อถือ และเด็กๆ อีกสองคนยังไม่ปักใจเชื่อ
แต่หลังจากนั้น เด็กๆ ทั้งสามคนก็ได้พบกันบ่อยขึ้น
และแล้วในวันหนึ่ง นาโอกิก็ได้รับสัญญาณจากอนาคตว่า ..
“ถ้าไม่มีใครตายไปเสียก่อน ผมและชิมิสึจะได้แต่งงานกัน”
หลังคำทำนายวันนั้น ทั้งผมและชิมิสึก็ค่อยๆ ห่างกันไปทีละน้อยโดยไม่ได้นัดหมาย

วันเวลาผ่านไปจนผมเติบโตขึ้น และเธอล้มป่วยลง

คำทำนายอนาคต เป็นเพียงการคาดการณ์ มันอาจจะจริง หรือไม่จริง
แต่สิ่งหนื่งที่จริงคือ อนาคตเกิดจากปัจจุบันของเรา
บางที ทางแยกตรงหน้า อาจจะกำลังบ่งบอกอนาคตของเราอยู่ก็ได้ ขอแค่เลือกเดิน ..

เรื่องนี้ซึ้งน้ำตาซึมค่ะ T—-T

หัวขโมยกับอุบัติเหตุประสานมือ
เป็นเพราะนาฬิกาเรือนที่ได้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อตอนเด็กๆ ของขวัญชิ้นเดียวจากพ่อของเขา
ทำให้เขาเริ่มสนใจนาฬิกาตั้งแต่นั้นมา
เริ่มจากสะสม และครุ่นคิด หมกมุ่นอยู่แต่กับมัน ออกแบบนาฬิกาเอาไว้ก็หลายแบบ
เมื่อเติบโตขึ้นมา แม้จะทำงานออกแบบนาฬิกาไปได้ไม่รุ่งเท่าไร แต่มันก็เป็นอาชีพที่รัก
ความจำเป็นนี้เอง ทำให้เขาตัดสินใจเป็นขโมย .. ขโมยเพื่อให้ได้ผลิตนาฬิกาที่รักต่อไป
แผนการของหัวขโมยจึงถูกวางขึ้น

เขาใช้วิธีเจาะผนังห้องพักของป้าตัวเอง เพื่อขโมยของมีค่าที่อยู่ในกระเป๋า
ระหว่างที่กำลังทำตามแผนอยู่นั้นเอง
มือของเขาที่ล้วงผ่านรูที่ถูกเจาะก็ได้สัมผัสกับมือของหญิงสาวอีกคนหนึ่ง
และแล้ว บทสนทนาระหว่างคนที่พบกันในสถานการณ์แปลกๆ ก็เริ่มขึ้น
เรื่องนี้อบอุ่น ไม่หม่นค่ะ อ่านสนุก และอมยิ้มได้
เป็นเหตุการณ์ที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับเรื่องสั้นของโอตสึจริงๆ ^^

เด็กสาวบนแผ่นฟิล์ม
เรื่องสั้นเรื่องนี้ใช้วิธีเล่าที่ออกจะแปลกอยู่สักหน่อย
คือเป็นการเล่าด้วยบทสนทนาระหว่างนักเขียนเรื่องสยองขวัญ กับหญิงสาวผู้มีประสบการณ์สยองขวัญ
แต่เป็นการเล่าอยู่ฝ่ายเดียว คนอ่านจะได้ยินแต่บทสนทนาของ “ฉัน” คนเดียว
เหมือนฟังรายการวิทยุ หรือฟังใครสักคนที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ แปลกๆ ดี
(ค่อนไปทาง “แปลกๆ” มากกว่า “ดี”)

“ฉัน” ผู้เล่าเรื่องคนนี้ เป็นหญิงสาวแบบเดียวกับคนญี่ปุ่นหลายๆ คนในเรื่องสั้นของโอตสึ อิจิ
คือเป็นตัวละครที่หม่นเศร้า มีชีวิตโดยปราศจากเป้าหมายชีวิต ไม่มีเพื่อน เข้าสังคมยาก
ฉันคนนี้ได้ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนตัวเองในวันหนึ่งที่เธอเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย
เธอตัดสินใจเลือกสมัครเข้าชมรมภาพยนตร์ และที่นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องสยองขวัญนี้

ในชมรมภาพยนตร์นั้นเอง “ฉัน” ก็ได้พบกับฟิล์มลึกลับโดยบังเอิญ
มันเป็นฟิล์มขนาดแปดมิลลิเมตรที่ล้างแล้ว
ความอยากรู้ดลใจให้ “ฉัน” ตัดสินใจเปิดมันดูทันที

ภาพส่วนหนึ่งจากฟิล์มลึกลับ คือภาพหญิงสาวลึกลับคนหนึ่งยืนหันหลังให้กล้อง
และทุกครั้งที่เปิดฉายซ้ำ หญิงสาวคนนี้จะค่อยๆ หันหน้ามาทีละน้อย
ความแปลกประหลาดนี้เอง ทำให้ฉันเริ่มสืบหาเรื่องราวของ “เธอ” คนนั้น

สำหรับเรื่องนี้ พล็อตเรื่องเกือบดีแล้วเชียว
วิธีเล่าดึงเอาความอยากรู้อยากเห็นของเราให้ติดตามอ่านจนวางไม่ลง
เสียดายแต่เพียงว่า ตอนจบดูไม่สมเหตุสมผลไปหน่อย
บางที โอตสึอาจจะตั้งใจหลอกเราเกินไป ทำให้ไปเน้นน้ำหนักที่ตัวละครที่ไม่ใช่ฆาตกรมากกว่า
แต่พอเฉลยตัวฆาตกรตัวจริง เราเลยรู้สึกว่าเหตุผลมันอ่อนไป
เรื่องนี้จบคาใจค่ะ

เรื่องสุดท้าย ทิวทัศน์ที่สาบสูญ
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในตอนที่ชีวิตหลังแต่งงานกำลังมีปัญหา
หลังอุบัติเหตุครั้งนั้น “ผม” ผู้เป็นสามีก็กลายเป็นอัมพาต
มีเพียงนิ้วชี้ข้างขวาของเขาเท่านั้นที่รับสัมผัสได้

ภรรยา เป็นหญิงสาวนักดนตรีที่มีอาชีพเป็นครูสอนดนตรี
ก่อนหน้านี้ “ผม” ไม่เคยมีความรู้ด้านดนตรีเอาเสียเลย
เขาไม่รู้จักเพลงที่เธอเล่น ไม่เคยฟังเพลงที่เธอเล่นได้เข้าใจ
จวบจนกระทั่งวันที่เขาต้องนอนอยู่บนเตียงพยาบาลแห่งนี้ ..
ความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ของสามีภรรยาคู่นี้จึงถือกำเนิดขึ้น

นิ้วสัมผัสของเธอ กับท่อนแขนของเขา คือทางเดียวที่จะสื่อสารกันได้ ..
ดนตรีที่เขาไม่เคยสัมผัสได้มาตลอดชีวิต
เขาเพิ่งมารับรู้มันได้ในตอนที่เธอพรมนิ้วลงบนท่อนแขนเขาแทนการเปียโนนี่เอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เริ่มด้วยความอบอุ่น สวยงาม และนั่นไง .. เราโดนโอตสึหลอกอีกแล้ว
-*-

ถึงอย่างไร เราก็ชอบเรื่องนี้ค่ะ ไอเดียดี น่ารัก และอ่านสนุก
จบโอตสึไปอีกเล่มแล้วค่ะ

Comments are closed.

Post Navigation