DSCN2538

เรื่อง ข้าบดินทร์
ผู้แต่ง วรรณวรรธน์
สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม
ราคา 500 บาท (2 เล่มจบ)

 

นิยายเรื่องข้าบดินทร์นี้ เป็นนิยายหวาน ผนวกประวัติศาสตร์เข้มข้น
ตัวละครมีความรักชาติ รักแผ่นดิน และจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
วรรณวรรธน์ได้สร้างนิยายรักเรื่องหวานเรื่องนี้โดย ให้พระเอกกับนางเอกรู้จักกันมาครั้งหนึ่งแล้ว
ตั้งแต่นางเอกยังเล็กเป็นเด็กซนตัวน้อย ส่วนพระเอกก็เพิ่งจะพ้นวัยเด็กย่างเข้าวัยรุ่น
ความสัมพันธ์เพิ่งสร้างสาน แต่แล้วทั้งสองคนกลับต้องพลัดพรากจากกันไกล
เพราะครอบครัวของพระเอกต้องโทษร้ายแรง ถูกลดยศให้เป็นคนงานต่ำต้อยคอยเลี้ยงช้าง

วันเวลาผ่านไป เมื่อทั้งสองเติบโตขึ้นและมีโอกาสได้พบกันอีกครั้ง ในฐานะที่แตกต่าง
ความจำคลับคล้ายคลับคลา ความอบอุ่นในหัวใจของฝ่ายหญิง
ความเจียมตัว และความทุรนทุรายในหัวใจรักของฝ่ายชาย
ช่วงที่หวาน วรรณวรรธน์เล่าเรื่องได้อ่อนหวานจับใจ โดยไม่ต้องใช้คำหวานเลี่ยน
แค่สร้างสถานการณ์ สร้างเหตุการณ์ คนอ่านก็จิกหมอนกันไป >,<

ลำดวนนั่งนิ่งพิงต้นไม้อ่อนแรง คำพูดของเสดียงร่างใหญ่ยังก้องอยู่ในหัว
นั่นจะให้เธอหมายความอย่างอื่นได้อย่างไร
จู่ๆ นายเสดียงตาคมมาเรียกขานเธอว่าราวกับเห็นนางฟ้านางสวรรค์
อะไรก็ไม่ร้ายแรงเท่ากับหัวใจบางๆ ข้างในสั่นรัวไปรับจดจำคำเขาทุกน้ำเสียง
อย่างนี้เรียกว่าเธอถูกพ่อหนุ่มควาญคนนั้นเกี้ยวเข้าแล้วใช่หรือไม่
ตั้งแต่เป็นนางรำมาก็ได้ยินได้ฟังคำเกี้ยวและเพลงยาวจากใครต่อใครมาบ้างก็จริง
หากไม่เคยรู้สึกหวั่นไหวกับใครเขา
เท่ากับคำพูดประโยคเดียวของชายร่างใหญ่คนนั้นได้เลย

หวานอย่างที่บอกไหมล่ะ?
ว่าแล้ว ก็ไปอ่านเรื่องย่อแบบละเอียดๆ กันดีกว่าค่ะ

เรื่องย่อ (ละเอียด ยาว และสปอยล์เป็นบางเวลา ^^)

เรื่องราวของข้าบดินทร์ เริ่มต้นขึ้นทีเมืองปากน้ำ สมุทปราการ
ในยุคผลัดแผ่นดิน เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต
พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติสืบแทน

เมื่อครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ทรงโปรดให้
พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ในขณะนั้น) ทรงคุมงานสร้างป้อมป้องกันเมืองสมุทรปราการ
พระยาบริรักษ์ (พ่อของเหม) ได้ติดตามท่านพระยาพระคลังมาราชการในครั้งนี้ด้วย
ครั้นเมื่อสร้างป้อมเสร็จแล้ว รัชกาลที่ 2 ทรงโปรดให้สร้างเจดีย์ใหญ่ขึ้นด้วย
เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนเมืองปากน้ำ (พระสมุทรเจดีย์ในปัจจุบัน)

เหม บุตรชายวัยรุ่นของพระยาบริรักษ์ ก็ได้ติดสอยห้อยตามมาวิ่งเล่นอยู่แถวท่าเรือด้วย

เมืองปากน้ำ เป็นเมืองท่าสำคัญ มีชาวต่างชาติหลายชาติหลายเผ่าพันธุ์เข้ามาค้าขายสินค้า
พระยาบริรักษ์พ่อของเหมนั้นมีหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบเรือสินค้าที่เข้ามาค้าขายเหล่านี้
เหมเป็นผู้ใฝ่รู้ จึงแอบไปเรียนภาษาวิลาศอังกฤษกับแหม่มมาเรียเสมอๆ
เมื่อพระยาบริรักษ์รู้เข้า จึงส่งเหมไปเรียนหนังสือที่วัดท้ายน้ำคลองมหาวงศ์กับพระครูโพ
เพื่อกีดกันเขาออกจากชาววิลาศที่พระยาบริรักษ์ไม่ชอบอัชฌาสัย

DSCN2527

ถึงกระนั้น ในช่วงบ่ายๆ ของทุกวัน เหมก็ได้ไปแอบเรียนวิชาการต่อสู้อาทมาต ที่หลังวัดโดยที่พ่อไม่รู้
วิชาอาทมาต เป็นวิชาลับที่ถูกฉีกออกจากพงศาวดารฉบับเต็ม กลายเป็นวิชาที่ลึกลับ สาปสูญ
ด้วยความเฉลียวฉลาด เหมสามารถร่ำเรียนวิชาการต่อสู้นี้ได้อย่างรวดเร็ว

ในช่วงนี้เอง เขามีโอกาสได้รู้จักกับสามพี่น้องหลานของท่านพระยาพระคลัง ทัมทิม บัว และลำดวน
ซึ่งในขณะนั้น ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็หมายตาเหมและบัวเอาไว้เป็นคู่กัน
โดยที่เหมเองยังเด็กเหลือเกินที่จะคิดถึงเรื่องนี้
ตัวเขาเองกลับรู้สึกเอ็นดูเจ้าลำดวนตัวน้อยเสียมากกว่า

วรรณวรรธน์ ได้ตั้งใจใส่ประวัติศาสตร์ของการพัฒนาเมืองปากน้ำ สมุทรปราการมาอย่างเข้มข้น
เข้ามาในวิถีชีวิตวัยเด็กของเหมนี่เอง โดยเรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 2 – รัชกาลที่ 3
เกร็ดประวัติศาสตร์เรื่องการสร้างป้อมปราการต่างๆ การสร้างพระสมุทรเจดีย์
วิถีชีวิตของคนในยุคสมัยนั้น ชาวมอญที่พำนักอยู่ในเมืองนครเขื่อนขันธ์
(เมืองพระประแดงในครั้งน้น ซึ่งในปัจจุบันยังมีชื่ออยู่ที่บางกระเจ้า แหล่งโอโซนชื่อดังของคนกรุง)
การค้าขาย และความสัมพันธ์ที่ไม่สู้ดีนักระหว่างชาวสยามกับชาววิลาส วิลันดา ฯลฯ

ถ้าเป็นคนชอบประวัติศาสตร์ อ่านนิยายหน้าคอมพิวเตอร์
อ่านไปก็เปิดกูเกิ้ล เทียบชื่อตัวละครที่มีตัวตนจริง
หรือเหตุการณ์จริงในประวัติศาสร์ควบคู่ไปด้วย จะสนุกมาก
แต่ถ้าไม่ชอบ อ่านผ่านๆ ไป ก็ได้อรรถรสครบถ้วนเหมือนกัน

ในยุคนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างชาววิลาศอังกฤษกับสยามค่อนข้างเปราะบางมีปัญหา
ด้วยว่ามีกรณีพิพาทกันมาหลายครั้ง ทำให้คนสยามไม่พอใจชาววิลาศเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
พระยาบริรักษ์พ่อของเหมนั้น ก็เป็นคนหัวเก่า ไม่ชอบคนต่างชาติพวกนี้เช่นกัน
ทั้งยังมีเรื่องบาดหมางอยู่กับหลวงสรอรรถ ผู้ซึ่งไม่ซื่อตรงแต่มีหน้าที่เกี่ยวพันกันอยู่
ทำให้ต้องพบปะขัดคอขัดใจกันหลายครั้ง
ด้วยเล่ห์กลของหลวงสรอรรถผู้นี้เอง รวมกับอคติภายในใจของพระยาบริรักษ์
ได้ทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้น จนถึงขนาดต้องพระราชอาญา

DSCN2526

ชีวิตของเด็กหนุ่มอนาคตดีอย่างเหม จึงพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เด็กหนุ่มที่กำลังจะได้รับราชการใกล้ชิตเบื้องพระยุคลบาท จึงกลับกลายมาเป็นไพร่ชั้นเลว
ต้องกลายมาเป็นตะพุ่นช้าง ต่ำเสียกว่าพวกไพร่เสียอีก
เพราะไม่มีวันปลด ต้องเป็นไปจนชั่วชีวิต หรือจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการปลดโทษให้

DSCN2529

ในตอนที่พระยาบริรักษ์ตัดสินใจรับโทษนี้เอง
วรรณวรรธได้สื่อให้เห็นถึงความรักชาติของขุนนางไทยในอดีต
ที่ยอมสละชีวิต ยอมสละแม้เกียรติยศชื่อเสียงตนเองและวงศ์ตระกูล เพียงเพื่อให้ชาติบ้านเมืองพ้นภัย

เหมเอย … อย่ามองสิ่งใดไม่พ้นฝ่ามือ ชีวิตของเรามิใช่ตัวเราเพียงคนเดียว
แต่จงมองไปถึงคนรอบข้าง แล้วยังคนที่จักอยู่ต่อไปในภายภาคหน้า
ถึงเจ้าจักเกิดเป็นเศษเสี้ยวธุลีของแผ่นดิน แต่เจ้าจงรู้ว่าตัวเองมีความหมายต่อแผ่นดินแผ่นทรายเพียงใด
พ่อเติบใหญ่มีตำแหน่งราชการเป็นถึงพระยาถือน้ำได้ ก็เพราะพ่อรับราชการเพื่อแผ่นดิน
มิใช่กระทำเพื่อฝ่ามือตน ถึงเราทนเจ็บปวดครั้งนี้ แต่ทำให้แผ่นดินดำรงอยู่ไป
แม้ตายท่ามกลางเสียงสาปส่ง พ่อก็ถือว่าได้กระทำการทดแทนบุญคุณแผ่นดินด้วยความบริสุทธิ์ใจ

พ่อของเหม สอนเหมด้วยชีวิตทีเดียว

ถึงผู้ใดไม่ตระหนักรู้ พระเสื้อเมืองพระทรงเมืองก็ทรงทราบว่าพ่อทำเพื่อสิ่งใด
สิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อเวลานี้มิได้เรียกว่าอันตราย หากเป็นสิ่งที่พ่อเพียรรับแทนแผ่นดิน
เท่านี้พ่อทนได้ เพียงเพื่อให้ทุกคนอยู่รอดโดยไม่มีอันตรายจากพวกวิลาศมาแผ้วพาน
จำไว้เจ้าเหม สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราคือการตอบแทนบุญคุณ
บุญของพ่อและของเจ้าที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินนี้ แผ่นดินอุดมสมบูรณ์กว่าที่ใดๆ
ให้ข้าวให้น้ำเฝ้าหล่อเลี้ยงเจ้าจนเติบใหญ่ ไม่มีที่ใดที่พ่อรักและหวงเท่าที่นี่
ถึงวันนี้เจ้าจะกลายเป็นคนไร้ค่า เป็นแค่ตะพุ่นหญ้าช้าง แต่ใช่ว่าแผ่นดินจะไม่รองรับฝ่าตีนของเจ้า
หรือไม่ให้ข้าวให้น้ำเจ้ากิน หากวันหน้ามีชีวิตต่อไป จงทำตัวเป็นธุลีที่มีค่าของผืนแผ่นดิน
อย่าได้ดำรงตนเป็นอันธพาลจัญไรให้บ้านเมืองเดือดร้อนเพราะตัวเจ้า
หากเป็นเช่นนั้นวิญญาณของพ่อจะไม่ให้อภัยเจ้าไปชั่วชีวิต

อ่านแล้วซาบซึ้งจริงๆ ถ้าคนไทยในปัจจุบันรักชาติได้สักเสี้ยวหนึ่งของคนโบราณ
ชาติบ้านเมืองเราจะเจริญสักแค่ไหนกันหนอ

พระยาบริรักษ์นั้นต้องหวายอาญาจนจับไข้ บวกกับความตรอมใจ
หลังจากรับโทษเพียงไม่กี่วันก็เสียชีวิต
ครอบครัวของเหมจึงเหลือเพียงตัวเขากับแม่ชมมารดาเท่านั้น

ในช่วงที่เหมและครอบครัวได้กลายเป็นตะพุ่นหญ้าช้างนี้
แม้จะเป็นช่วงตกอับของเหมและครอบครัว แต่ก็เป็นช่วงหรรษาของคนอ่านพอประมาณ
เพราะวรรณวรรธน์ได้ใส่เกร็ดความรู้เกี่ยวกับคชศาสตร์เอาไว้อย่างน่าสนใจ

กาลเวลาล่วงไปราว 10 ปี ในตอนนั้น บัวพี่สาวของลำดวน คู่หมายของเหมได้ถวายตัวเข้าไปอยู่ในวัง
เจ้าลำดวนตัวน้อย บัดนี้เติบโตงดงามขึ้นเป็นนางสีดาให้กับคณะละครของขุยนาฏยโกศลผู้เป็นพ่อ
แทนทับทิมและบัวพี่สาวทั้งสอง

ในเวลานั้น สยามกำลังทำศึกกับญวน เป็นกรณีต่อเนื่องมาแต่ครั้งศึกเจ้าอนุวงศ์
โดยสยามมีค่ายทหารตั้งค่ายอยู่ที่เมืองพัตบอง
คณะละครของขุนนาฏยโกศลได้รับคำสั่งให้ไปแสดงละครเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแด่ทหารด้วย

ตัวเหมนั้น แม้เป็นตะพุ่นช้างต่ำต้อย แต่ก็มีดีในตัว
เป็นตะพุ่นช้างได้ไม่เท่าไร ขุนศรีไชยทิตยก็ขอตัวเหมมาเรียนวิชาควาญช้าง
ควาญช้างสมัยก่อนนั้นไม่เหมือนควาญช้างสมัยนี้
เพราะจะต้องมีจิตใจแน่วแน่ มีวิชาอาคม และต้องถือกรรมหลายข้อปฏิบัติ
เพราะต้องควบคุมดูแลสัตว์ใหญ่ การจะเป็นควาญช้างได้จึงนับเป็นวิชาสำคัญชนิดหนึ่งเหมือนกัน
เหมมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและมีฝีมือดี เพียงไม่นานจากหมอจ่าก็เลื่อนชั้นขึ้นเป็นนายเสดียง

ระหว่างเดินทางนำคณะละครนาฏยโกศลไปยังค่ายทหารที่พัตบองนั้น
เสดียงเหมมีโอกาสได้ใกล้ชิดลำดวนบ่อยครั้ง
แต่ก็ไม่อาจพูดจาได้มากเพราะอยู่ในช่วงถือกรรมของเหล่าควาญช้าง
แต่ถึงเหมจะพูดอะไรมากไม่ได้
แต่วรรณวรรธน์ก็ใส่ฉากหวานๆ ชวนจิกหมอนเข้ามาในช่วงนี้อย่างนับไม่ถ้วน >,<
นับเป็นอีกหนึ่งช่วงหรรษาของคนอ่าน ^^

เมื่อคณะละครเดินทางถึงเมืองพัตบอง
ระหว่างที่เสดียงเหมพำนักอยู่ที่เมืองพัตบองอยู่กับเหล่าควาญช้างนั้น
ได้มีการจัดการประลองเพื่อคัดตัวทหารศึก เสดียงเหมมีโอกาสได้ขึ้นไปประลองดาบด้วย
การแสดงฝีมือดาบครั้งนั้นทำให้เหมได้เปลี่ยนจากเสดียงมาประจำการในกองทัพทหารแทน
เหมรับราชการทหารอยู่ไม่นานก็ได้ทำความดีความชอบ
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพจึงมีหนังสือของพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ปลดตะพุ่น
พ้นฐานะคนต้องโทษตั้งแต่บัดนั้น

ชีวิตของเหมล้วนแต่เป็นผู้ถูกกระทำ แม้จะเอาความดีเข้าสู้ มานะอุตสาหะ
ต่อสู้เพื่อล้างมนทิลให้พระยาบริรักษ์บิดาและคุณหญิงชมมารดาได้แล้ว
แต่ชีวิตราชการของเหมก็มิได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ด้วยเหมเองนั้นเป็นทั้งคนเก่งและคนดี
ย่อมขวางหูขวางตาคนที่เสียประโยชน์
วรรณวรรธน์สอนความจริงของโลกเอาไว้
ในชีวิตของเหมอันเป็นคนดีนั้น ย่อมมีอุปสรรคเข้ามาทดสอบความดีเสมอๆ
เปรียบดั่งทองที่ดี ย่อมจะต้องถูกไฟเผาหล่อหลอมให้ทองนั้นกลายเป็นทองรูปพรรณที่สวยงาม
เหมเองก็เป็นทองสมชื่อ กว่าจะสำเร็จในชีวิต ก็ต้องฟันฝ่าอุปสรรค ลำบากมาไม่น้อย

1379329_463756680404078_360387498_n

ตอนช่วงท้าย เมื่อโทษของพระยาผู้พ่อของเหมได้รับการสอบความแล้วว่ามิได้ทำผิดจริง
เหมและแม่ รวมถึงพระยาบริรักษ์บนสวรรค์จึงพ้นมลทิลทั้งปวง
ฉากนี้ วรรณวรรธเล่าเอาไว้ได้น่าขนลุก ชวนปลาบปลื้ม และพองฟูในหัวใจคนอ่านจริงๆ

วรรณวรรธใส่ลูกเล่นหักมุมเอาไว้เล็กๆ ตอนจบ เล่นเอาคนอ่านยิ้มเผล่
สงบสุขเสียทีนะพ่อเหม พ่อลำบากวุ่นวายมาทั้งชีวิตแล้ว
ถึงคราวแฮปปี้เสียทีเอย ^^

ขอบคุณวรรณวรรธน์ที่แต่งนิยายที่ทั้งดีและทั้งสนุกเช่นนี้ให้อ่านค่ะ
ขอบคุณจากใจจริง ^^

 

ปล. 1 ไปเม้าท์กันต่อเกี่ยวกับข้าบดินทร์กันได้ที่นี่นะคะ

ปล. 2 คนฝรั่งสมัยนี้ก็ยังไม่ได้ต่างจากฝรั่งในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์เลย
หวังแต่กอบโกยผลประโยชน์จากเรา โดยหลอกล่อด้วยความเจริญ และคำว่าไมตรี
แต่คนไทยสมัยนี้ต่างหาก ที่ไม่ฉลาดเท่าทันฝรั่ง เท่ากับบรรพบุรุษของเรา
หรือไม่ก็รู้เห็น แต่กลับเห็นผลประโยชน์ของตนสำคัญกว่าชาติบ้างเมือง
นึกถึงลูกหลานตอนเรียนประวัติศาสตร์ในยุคเราบ้าง ไม่รู้จะเหลือความดีอะไรเอาไว้ให้ลูกหลานภูมิใจ

DSCN2544

 

Comments are closed.

Post Navigation